บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
เลือกตั้งคือการเลือกผู้แทนไปเลือกนายกฯ และตั้งรัฐบาลอย่างที่ทุกคนรู้กัน แต่ทั้งที่การเลือกตั้งยังไม่เกิดและการหาเสียงยังไม่เริ่ม พรรคใหญ่บางพรรคและคนบางกลุ่มกลับแสดงออกอย่างชัดเจนว่าหัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมให้พรรคประชาชนตั้งรัฐบาล ต่อให้พรรคประชาชนจะชนะอันดับ 1 ก็ตาม
คุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เป็นตัวอย่างของคนที่ประกาศว่าถึง “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จะชนะและพรรคประชาชนจะมีคนเลือกมากที่สุด แต่พรรคอื่นก็จะแย่งตั้งรัฐบาลจนพรรคอันดับ 1 ต้องไปเป็นฝ่ายค้านเหมือนที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้ง 2562 ที่พลังประชารัฐตั้งรัฐบาลแทนเพื่อไทย และ 2566 ที่เพื่อไทยตั้งรัฐบาลแทนก้าวไกล
คำอธิบายของคุณชูวิทย์คือพรรคประชาชน “อ่อนหัด” ซึ่งพูดเหมือนคุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ จากพรรคเพื่อไทยที่บอกว่าพรรคประชาชน “โง่ซ้ำซ้อน” และคุณทักษิณ ชินวัตร พูดว่าคุณเท้งซื่อบื้อหรือ “สึ่งตึง” ต่อให้คุณชูวิทย์สมัยทำพรรคจะมี ส.ส.แค่ 4 และพรรคเพื่อไทยแพ้พรรคก้าวไกลจนมีคนเลือกต่ำกว่า 4 ล้านคน
เอาเข้าจริงๆ การด่าว่าใครโง่เป็นการโจมตีทางการเมืองเกรดต่ำซึ่งบอกอย่างเดียวว่าเป็นวาทะเฮงซวย แต่วาทกรรมเฮงซวยแบบนี้ถูกพูดทั้งโดยพรรคเพื่อไทย, สื่อ, อินฟลูฯ, นางแบก และนักวิเคราะห์เพื่ออวยตัวเองว่าฉลาดและ “เก๋าเกม” ทั้งที่เรื่องนี้พิสูจน์ไม่ได้และไม่เกี่ยวกับการเลือกหรือไม่เลือกใคร
พูดตรงๆ ถ้าพรรคชนะอันดับ 1 แต่กลับโดนพรรคที่แพ้และเครือข่ายด่าว่าอ่อนหัด, โง่ซ้ำซ้อน หรือ “สึ่งตึง” คำถามคือ แล้วเราจะเรียกพรรคที่แพ้พรรคว่าเป็นพรรคที่โง่กว่าหรือฉลาดมากดี?
การเลือกตั้งคือเลือกคนเป็นนายกฯ และเลือกพรรคไปทำนโยบาย เรื่องที่ควรเถียงช่วงเลือกตั้งจึงได้แก่ นโยบายพรรคไหนดีและทำได้ที่สุด รวมทั้งแคนดิเดตนายกฯ คนไหนทำตามที่พูดที่สุด
แต่คุณชูวิทย์และคนแบบนั้นกลับปั่นประเด็นโง่ฉลาดเพื่อกลบประเด็นที่พรรคอื่นดีแต่พูดและไม่มีนโยบาย
คำพูดแบบนี้เป็น “ตรรกะวิบัติ” ไหม?
คำตอบคือเป็นแน่ เพราะเป็นการปั้นเรื่องไม่มีประเด็นให้เป็นประเด็นจนคนมองข้ามเรื่องที่เป็นประเด็นจริงๆ (Straw Man Argument)
ตัวอย่างเช่น พรรคใหญ่พัวพันสแกมเมอร์ ทายาทบ่อนปอยเปตเข้าพรรคซึ่งเพิ่งยกเครื่อง หรือการหาเสียงโดยโหนสงคราม
สังเกตไหมครับว่าเรื่อง “ปราบโกง” และ “ปราบสแกมเมอร์” เป็นเรื่องใหญ่ของคนไทยทั้งประเทศ แต่ไม่มีพรรคเก่าแก่พรรคไหนพูดเรื่องนี้ชัดๆ มีแต่พูดแบบขอไปที
เช่นเดียวกับไม่มีพรรคไหนพูดเรื่องขยายผลอายัดทรัพย์สินไปยัง “บอสใหญ่” แก๊งยิม เลียก แม้แต่พรรคเดียว
ล่าสุด ต่อให้ ปปง.มีคำสั่งอายัดเรือยอชต์ภรรยา “เบน สมิธ” ที่คุณทักษิณและคุณธรรมนัส พรหมเผ่า อาจเคยถูกกล่าวหานั่งไปหลีเป๊ะพร้อม “เบน สมิธ” พรรคที่เกี่ยวข้องกับคุณทักษิณและคุณธรรมนัสก็ไม่พูดเรื่องนี้สักคำ และคุณชูวิทย์กับคนแบบคุณชูวิทย์ก็ไม่พูดด้วย ทั้งที่เรื่องนี้ปราบสแกมเมอร์และฮุน เซน ในเวลาเดียวกัน
ทั้งหมดนี้เป็นนโยบายใหญ่ที่ประชาชนอยากรู้แน่ๆ และพรรคประชาชนคือพรรคเดียวที่พูดเรื่องนี้ตั้งแต่คุณแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกฯ รังสิมันต์ โรม เรียกร้องให้ตัดเน็ตตัดไฟพม่าจนผู้ช่วยรัฐมนตรีเพื่อไทยด่า
แต่กลับเป็นพรรคประชาชนที่ถูกโจมตีว่า “โง่” หลังประกาศไม่จับมือกับกล้าธรรมและภูมิใจไทย
เ
พื่อไทยเป็นพรรคใหญ่ที่ขึ้นดีเบตเหมือนพรรคประชาชน แต่ทุกครั้งที่แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทยถูกถามเรื่องที่ “เป็นประเด็น” อย่างเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ปัญหากัมพูชา หรือ “เบน สมิธ” คำตอบเพื่อไทยคือไม่ตอบ อย่าเอาเวทีดีเบตเล่นการเมือง ฯลฯ ซึ่งก็คือการไม่ตอบคำถามที่ต้องตอบเลย
“ดีเบต” คือกระบวนการในระบอบประชาธิปไตยเพื่อให้ประชาชนใช้ประกอบการตัดสินใจว่าจะเลือกใครเป็นรัฐบาล ไม่มีกฎหมายบังคับว่าใครอยากเป็นนายกฯ หรือรัฐบาลต้อง “ดีเบต” แต่ไม่มีผู้นำแบบประชาธิปไตยคนไหนปฏิเสธการดีเบต ถึงการไม่ดีเบตจะไม่ผิดกฎหมายข้อไหนก็ตาม
หัวใจของ “ดีเบต” คือผู้นำหรือพรรคการเมืองประกาศต่อ “สาธารณะ” ว่าจะทำอะไรหากเป็นรัฐบาล
และการประกาศนั้นต้องทำต่อหน้าผู้นำคนอื่นหรือพรรคการเมืองอื่นเพื่อให้ “สาธารณะ” มีโอกาสเปรียบเทียบว่าใครหรือพรรคไหนควรได้เสียงโหวต ใครจ้อจี้ ใครปั่นประสาท และใครพูดเฮงซวย
นอกจาก “ดีเบต” จะทำให้ประชาชนตัดสินใจโหวตโดยมีข้อมูลว่าเลือกใครเพราะอะไร “ดีเบต” ยังทำให้นักการเมืองและพรรคการเมืองมีพันธะต้องปฏิบัติตามสิ่งที่พูดใน “ดีเบต” ซึ่งทั้งหมดย่อมถูกบันทึกเป็น Public Record เพื่อตรวจสอบว่านักการเมืองหรือพรรคดีแต่พูดหรือพูดจริงทำจริง
อย่างไรก็ดี พรรคใหญ่อย่างภูมิใจไทยและกล้าธรรมไม่ยอมขึ้นเวทีดีเบต คุณอนุทิน ชาญวีรกูล และคุณธรรมนัสทำตัวเหมือนเซลส์ขายประกันที่ไม่ยอมบอกว่าเราจะได้สิทธิประโยชน์อะไร แต่เรื่องนี้ก็ไม่โดนคุณชูวิทย์หรือนักการเมืองแนว “เก๋าเกม” โจมตีว่าโง่หรือ “สึ่งตึง” เหมือนตำหนิพรรคประชาชนทั้งวันทั้งคืน
ถ้าไม่มี “ดีเบต” ประชาชนก็อาจไปเลือกคนเป็นนายกฯ หรือรัฐบาลโดยมีข้อมูลไม่ครบ ถูกหลอก เป็นเหยื่อโฆษณาชวนเชื่อ หรือโดนไอโอต้ม
ผลลัพธ์ที่ได้คือรัฐบาลหรือนายกฯ ซึ่งโกหกประชาชนแบบหน้าด้านๆ ยิ่งกว่ารัฐบาลตระบัดสัตย์ข้ามขั้วปี 2566 หรือการฉีก MOA และเบี้ยวแก้รัฐธรรมนูญปี 2568
ตัวอย่างง่ายๆ คุณอนุทินไม่ “ดีเบต” แต่ขึ้นเวทีแถลงนโยบายแบบพูดข้างเดียว หนึ่งในนโยบายที่คุณอนุทินพูดคือจ้างทหารอาสา 100,000 คนแทนทหารเกณฑ์ แต่พอไม่ดีเบตก็ไม่มีใครรู้ว่าตัวเลขนี้มาจากไหน และทำอย่างไรไม่ให้ภาษีประชาชนเป็นเงินเดือนทหารอาสาที่เป็นทหารรับใช้นายพล
หากพรรคประชาชนชนะเลือกตั้งปี 2569 แต่ประเทศไทยได้รัฐบาลที่แกนนำคือพรรคแพ้เลือกตั้งอย่างภูมิใจไทย, กล้าธรรม และเพื่อไทย ความรู้สึกว่ารัฐบาลใหม่โกงเลือกตั้งก็จะเกิดขึ้นเหมือนเพื่อไทยตั้งรัฐบาลแทนก้าวไกล
แต่รอบนี้จะหนักกว่าเพราะพรรคแกนนำไม่ยอมขึ้นดีเบตว่าจะทำอะไรเลย
ประชาธิปไตยคือระบอบการปกครองที่แต่ละประเทศมีรูปแบบเหมือนและไม่เหมือนกัน แต่ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนและระบอบอะไร หลักการพื้นฐานที่ไม่มีวันเปลี่ยนไปคือประชาชนมีสิทธิเลือกผู้ปกครองประเทศ เช่นเดียวกับประชาชนมีสิทธิเปลี่ยนหรือไล่รัฐบาล
ถ้าผลเลือกตั้งถูกล้มโดยพรรคแพ้เลือกตั้งรวมหัวกันตั้งรัฐบาลโดยไม่กล้าแม้แต่จะ “ดีเบต” รัฐบาลหลังการเลือกตั้งก็จะเป็นรัฐบาลอายุสั้นต่ำกว่ารัฐบาลเพื่อไทยยุคคุณเศรษฐา ทวีสิน และยุคคุณแพทองธาร
ใครชนะเลือกตั้งเป็นคำถามที่ผมถูกสื่อแทบทุกช่องถามทันทีที่คุณอนุทินยุบสภา
คำตอบผมคืออะไรเป็นเรื่องที่เดี๋ยวค่อยคุยกัน เพราะสิ่งสำคัญกว่าคือคำถามสะท้อนว่าประชาชนอยากได้นายกฯ จากการเลือกตั้ง หรือกลับกันคือเราไม่อยากได้รัฐบาลจากคนแพ้เลือกตั้งอย่างพลังประชารัฐ เพื่อไทย และภูมิใจไทย
เพื่อป้องกันข้อถกเถียงที่อ้างว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้รัฐบาลต้องมาจากพรรคที่ชนะเลือกตั้ง พูดตรงๆ คือการโต้เถียงแบบนี้ไม่ได้ความ เพราะรัฐบาลจากพรรคที่ชนะเลือกตั้งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมที่ไม่ควรต้องมาเถียงกัน เหมือนรัฐธรรมนูญไม่ต้องเขียนว่าเราใช้อากาศหายใจ
เมื่ออ้างว่าพรรคชนะเลือกตั้งไม่ควรได้ตั้งรัฐบาล ปัญหาเรื่องใครควรเป็นรัฐบาลก็กลายเป็นการแข่งกันว่าพรรคไหนกะล่อนในการแย่งอำนาจที่สุด
นักการเมืองที่แปลงร่างเป็นกูรูการเมืองแนว “เก๋าเกม” จึงพาสังคมเข้ารกเข้าพงโดยพูดว่ารัฐบาลควรมาจากคนที่ดูด ส.ส.เก่งทั้งก่อนและหลังเลือกตั้ง
ถ้าภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งจนเป็นรัฐบาลก็ไม่เป็นไร
แต่คนที่พูดแบบนี้ก็พูดชัดๆ ว่ารัฐบาลหลังเลือกตั้งคือรัฐบาลของฝ่ายแพ้เลือกตั้งระหว่างภูมิใจไทย-เพื่อไทย-กล้าธรรม ซึ่งนั่นเท่ากับการตบหน้าประชาชน
เหมือนพลังประชารัฐเป็นรัฐบาลปี 2562 และเพื่อไทยเป็นรัฐบาลปี 2566 ทั้งที่แพ้เลือกตั้ง
เราจะเลือกตั้งทำไมถ้ารัฐบาลมาจากการรวมหัวกันของพรรคที่ไม่มีใครเลือกจนไม่มีเสียงสวรรค์จากประชาชน?
ช่วยกันทำให้การเลือกตั้งปี 2569 เป็นการเลือกตั้งเชิงนโยบาย
และตั้งรัฐบาลที่มาจากพรรคชนะเลือกตั้งจริงๆ ไม่ว่าพรรคไหนก็ตาม
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
