bg-single

อนุรักษนิยมหรือฉวยโอกาสทางการเมือง

16.01.2026

บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

อนุรักษนิยมหรือฉวยโอกาสทางการเมือง

เครนรถไฟความเร็วสูงถล่มทับคนตาย 32 คนคือใบเสร็จอีกใบที่สะท้อนว่าชีวิตคนไทยไม่มีค่าเลย ผู้รับเหมาโครงการนี้คือบริษัทจีนและบริษัทไทยที่ได้งานก่อสร้าง สตง. และทั้งที่คนไทยระแวงว่าตึก สตง.ถล่มเพราะทุจริต จนปัจจุบันผู้รับเหมาตึก สตง.กลับได้งานรัฐบาลเหมือนเดิมทุกประการ

คุณอนุทิน ชาญวีรกูล ให้สัมภาษณ์ว่า ทำไมผู้รับเหมา สตง.ยังได้งานก่อสร้างภาครัฐต่อไป แต่คุณ “แบงค์” หรือ “ศุภณัฐ มีนชัยนันท์” ประณามทันทีว่ารัฐบาลอนุทินต่างหากที่ไม่ลงนาม “ระเบียบลดชั้นผู้รับเหมา” ซึ่งพรรคประชาชนอภิปรายในสภาให้ลงนามตั้งแต่กันยายน 2568 แต่คุณอนุทินเพิกเฉยจนยุบสภา

ถ้าคุณอนุทินเซ็นระเบียบลดชั้นผู้รับเหมาโดยเร็ว รัฐบาลก็จะมีอำนาจตัดสิทธิ์ประมูลงานของบริษัทที่ประมาทเลินเล่อจนมีคนตาย ความสูญเสียกรณีเครนถล่มขนาดนี้อาจไม่เกิด และคุณอนุทินจะไม่มีแม้แต่โอกาสพูดว่าทำไมผู้รับเหมาก่อสร้าง สตง.และเครนถล่ม 27 ศพยังคงได้งานภาครัฐต่อไป

อย่างไรก็ดี ทั้งที่ตึก สตง.ประจานการโกงและความล้มเหลวของการตรวจโกง แต่รัฐบาลเพื่อไทยและภูมิใจไทยกลับต้องรอจนเครนถล่มเพื่อพูดเรื่องลดชั้นผู้รับเหมาอีกครั้ง รัฐมนตรีคมนาคมภูมิใจไทยไม่แสดงความรับผิดชอบเหมือนรัฐมนตรีเพื่อไทยไม่รับผิดชอบเวลามีปัญหาทำนองเดียวกัน

ทำไมคุณอนุทินไม่รีบเซ็นคำสั่งที่ควรเซ็น? คุณอนุทินลืม? เกรงใจผู้รับเหมา? ไม่ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหานี้ ฯลฯ

ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของปัญหาที่เปลี่ยนรัฐบาลกี่ครั้งก็ไม่ได้รับการแก้ไข และเปลี่ยนแกนนำรัฐบาลกี่รอบก็ไม่มีใครเอาจริงในการจัดการปัญหาอย่างที่ต้องเป็น

ใครจะเป็นรัฐบาลเป็นเรื่องใหญ่ในการเลือกตั้ง 2569 เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา แต่คนไทยกำลังเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งนี้ด้วยโจทย์ที่แปลกประหลาดไปหมด ตัวอย่างเช่น คนบางกลุ่มไม่สนนโยบาย ขณะที่คนบางกลุ่มบอกว่าเลือกตั้งครั้งนี้โหวตใครก็ได้เพื่อไม่ให้ฝ่ายที่ตัวเองเกลียดได้ตั้งรัฐบาล

เป็นอันว่า ใครมีความสามารถแค่ไหนในการเป็นนายกฯ และรัฐบาลจะบริหารประเทศแบบไหนก็ไม่มีใครรู้เลย

ล่าสุด คนบางกลุ่มก็ประกาศว่าขอให้ “สลิ่ม” หรือ “อนุรักษนิยม” เลือกคุณอนุทินและภูมิใจไทยให้ถล่มทลาย เพราะคุณอนุทินคือคนเดียวที่จะขัดขวางไม่ให้ “ส้ม” ชนะเลือกตั้งจนได้ตั้งรัฐบาล ต่อให้คุณอนุทินและพรรคภูมิใจไทยจะไม่มีผลงานชัดๆ และไม่มีนโยบายอะไรที่จับต้องได้ก็ตาม

ทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่พรรคเพื่อไทยในปี 2566 เรียกว่า “เลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์” ซึ่งหมายถึงการรณรงค์ให้ประชาชนเลือกเพื่อไทยโดยไม่สนใจว่าใครแคนดิเดตนายกฯ ใครว่าที่รัฐมนตรี ไม่ต้องแคร์ว่าพรรคทำหรือไม่ทำอะไรให้ประเทศ ขอแค่ให้เพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลเพื่อไม่ให้คนอื่นได้เป็นรัฐบาลก็พอ

อันตรายของ “เลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์” คือการทำให้การเลือกตั้งซึ่งควรเป็น “เลือกตั้งเชิงคุณภาพ” ที่ประชาชนเลือกนโยบาย, ประเมินความเป็นไปได้ของการปฏิบัติตามนโยบาย, เลือกคนไปบริหารงบประมาณปีละ 3 ล้านล้าน ฯลฯ กลายเป็น “เลือกตั้งด้อยคุณภาพ” ที่สนใจแค่ใครจะได้เป็นรัฐบาล

ด้วยการประกาศของ “สลิ่ม” หรือ “อนุรักษนิยม” ว่าให้ทุกคนร่วมกันโหวตภูมิใจไทย คนเหล่านี้กำลังบอกคนไทยทั้งที่เป็นอนุรักษนิยมจริงๆ กับเป็นพวกฉวยโอกาสทางการเมืองว่าให้เลือกคุณอนุทินเป็นนายกฯ และภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล ถึงแม้อาจจะเป็นนายกฯ และรัฐบาลที่ไม่มีฝีมือเลย

ภูมิใจไทยบริหาร “โครงการ” ได้ แต่บริหาร “ประเทศ” ยังไม่ได้ และสองเดือนของคุณอนุทินยังไม่แสดงให้เห็นวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนาประเทศมากกว่าการบริหารแบบแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเรื่อยๆ เหมือนทำ “คนละครึ่ง พลัส” ซึ่งเล็กเกินกว่าจะเป็นยุทธศาสตร์หลักทางเศรษฐกิจของรัฐบาล

หลักการของอนุรักษนิยมคือ “ระบบ” หรือ “Status Quo” ของคนกลุ่มต่างๆ ไม่ควรเปลี่ยนแปลง เมื่อใดที่ใครอ้างว่าตัวเองเป็น “อนุรักษนิยม” เมื่อนั้นก็คือการพูดว่าประเทศแบบที่เป็นอยู่นั้นดีไปหมด ไม่มีปัญหาใหญ่ๆ ที่ควรแก้ไข และอำนาจปกครองประเทศควรอยู่ในมือคนกลุ่มเดิม

ถ้าประเทศไทยแบบที่เป็นอยู่ดีจริงๆ ผู้รับเหมาที่ทำตึกถล่มคงไม่มีโอกาสได้ทำรถไฟความเร็วสูงจนเครนถล่มแบบนี้ และไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลก็ควรที่จะคาดโทษไม่ให้ผู้รับเหมาที่ทำตึกถล่มได้งานจากหน่วยงานรัฐอีก

แต่ทั้งหมดนี้ทำได้เพราะที่นี่คือประเทศไทยซึ่งทุกอย่างไม่ควรเปลี่ยนแปลง

สู

ตรการตั้งรัฐบาลที่อนุรักษนิยมอยากเห็นคือ ภูมิใจไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล แต่ไม่มีทางที่ภูมิใจไทยจะตั้งรัฐบาลโดยไม่มีกล้าธรรมหรือเพื่อไทย เพราะมีแต่การร่วมมือกันของสามพรรคที่จะทำให้ภูมิใจไทยได้เสียง ส.ส.รวมกันเกินครึ่งจนสามารถตั้งรัฐบาลที่ภูมิใจไทยเป็นแกนนำ

เมื่อใดที่พูดถึงรัฐบาลภูมิใจไทย เมื่อนั้นเรากำลังพูดถึงรัฐบาลผสมสามพรรคระหว่างภูมิใจไทย-เพื่อไทย และกล้าธรรม

ทุกผลสำรวจเรื่องแนวโน้มการเลือกตั้งปี 2569 ในช่วง 30 วันสุดท้ายก่อนลงคะแนนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ยังคงเป็นพรรคประชาชนอันดับ 1 ทั้งพรรคและทั้งคุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส่วนคุณอนุทินกับภูมิใจไทยมาอันดับ 2 และคุณยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กับเพื่อไทยมาอันดับ 3 ไม่ว่าจะเป็นโพลของสื่อหรือสถาบันการศึกษาไหนก็ตาม

ปัญหาของการเลือกตั้ง 2569 มีแค่โพลจะทำนายผลการเลือกตั้งถูกหรือไม่ และรัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะตั้งโดยพรรคที่ชนะเลือกตั้ง หรือตั้งโดยพรรคที่แพ้เลือกตั้งรวมกันแย่งพรรคอันดับ 1 ตั้งรัฐบาล

ไม่ใช่ความลับว่าเพื่อไทยเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งนี้โดยไม่มีโอกาสเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลเลย คุณจาตุรนต์ ฉายแสง พูดว่า เลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เพื่อไทยลงสนามโดยรู้ว่าไม่ชนะอันดับ 1 แน่ๆ โจทย์ของเพื่อไทยจึงได้แก่ การเป็นพรรคอันดับ 3 ที่ได้ ส.ส.มากที่สุดเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองหลังเลือกตั้งเท่านั้นเอง

เพื่อไทยเพิ่มคะแนนอย่างไรเป็นเรื่องที่คุณทักษิณ ชินวัตร รู้คนเดียว ยุทธวิธีเพื่อไทยคือรอให้คุณทักษิณโยน “นโยบายเทวดา” ที่ทำให้คนเลือกเพื่อไทยเพิ่มอย่างกว้างขวาง แต่ไม่มีใครรู้ว่าคุณทักษิณในคุกจะมีนโยบายนี้หรือไม่ และทำอย่างไรให้คนเชื่อว่าเพื่อไทยทำได้ในเมื่อไม่มีทางเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล

สำหรับพรรคประชาชนแล้ว โจทย์ของพรรคได้แก่การทำให้พรรคได้ ส.ส.มากกว่าการเลือกตั้งปี 2566 เพื่อป้องกันไม่ให้พรรคแพ้เลือกตั้งชิงตั้งรัฐบาล ส่วนโจทย์ของพรรคภูมิใจไทยคือทำให้พรรคได้ ส.ส.ให้มากที่สุดเพื่อให้การตั้งรัฐบาลโดยฝ่ายแพ้เลือกตั้งไม่ถูกวิจารณ์อย่างที่เพื่อไทยโดน

เลือกตั้งปุ๊บทุกพรรคก็ต้องถูกบังคับให้จับมือว่าจะไม่ซื้อเสียงและไม่โกง และต่อให้จะมีบางพรรคที่ไม่ซื้อเสียงและไม่มีอำนาจพอจะโกงเลือกตั้งได้จริงๆ พรรคที่เป็นแกนนำรัฐบาลทุกชุดตั้งแต่ปี 2562 ล้วนมีคดีซื้อเสียงหมด มีคนเกี่ยวข้องเป็นร้อย และทุกพรรคล้วนเคยประกาศไม่ซื้อเสียงและไม่โกง

จากตัวเลขที่เพจ The Active รวบรวมจาก กกต. ภูมิใจไทยมีคำร้องซื้อเสียง 25 คดี เกี่ยวข้องกับคนของพรรค 76 คน ส่วนเพื่อไทยมี 17 คดี มีคนเกี่ยวข้อง 31 คน และพลังประชารัฐโดน 15 คดี มีคนเกี่ยวข้อง 48 คน หรือเท่ากับสามพรรคมีคดีซื้อเสียงรวม 57 คดี 156 คน แต่ กกต.เอาผิดได้แค่ 12 คน

ประเทศไทยหลังปี 2562 คือยุคแห่งการแบ่งกันเป็นรัฐบาลของทหาร-เครือข่ายทักษิณ-กลุ่มคุณเนวิน ชิดชอบ และจากข้อมูล กกต.เรื่องคดีซื้อเสียง สามพรรคใหญ่ที่ผสมพันธุ์กันและสลับกันเป็นรัฐบาลปี 2562-2568 คือพรรคที่มีคดีซื้อเสียงสูงสุดในการเลือกตั้งปี 2566 ส่วนพรรคก้าวไกลซึ่งชนะที่ 1 ไม่มีแม้แต่คดีเดียว

“ราคาเปิด” ที่พรรคใหญ่จ่ายให้ผู้สมัคร ส.ส.ซื้อเสียงคือคนละ 10 ล้าน จากนี้จ่ายเพิ่มตามดีลระหว่างพรรคกับผู้สมัครแต่ละคน นั่นเท่ากับพรรคใหญ่ต้องจ่ายขั้นต่ำ 4,000 ล้านสำหรับเลือกตั้ง 400 เขต จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ ที่ 3 พรรคซึ่งถูกร้องซื้อเสียงสูงสุดคือ 3 พรรคที่สลับกับเป็นรัฐบาล

“ซื้อเสียง” เป็นเรื่องที่ฝ่าย “อนุรักษนิยม” ใช้เป็นข้ออ้างต่อต้านพรรคการเมืองและรัฐบาลจากการเลือกตั้งมานาน แต่น่าแปลกที่ในการเลือกตั้งปี 2569 พรรคซึ่งฝ่ายอนุรักษนิยมต่อต้านที่สุดกลับเป็นพรรคที่ไม่มีการซื้อเสียง ส่วนพรรคที่ฝ่ายอนุรักษ์สนับสนุนล้วนถูกยื่นคำร้องซื้อเสียงต่างๆ นานา

ถ้า “สลิ่ม” หรือ “อนุรักษนิยม” สามารถ “โหวตเชิงยุทธศาสตร์” จนได้รัฐบาลผสมที่มาจากการรวมตัวของ 3 พรรคซึ่งปี 2566 ถูกยื่นคำร้องว่ามีการซื้อเสียงเยอะที่สุด

ในที่สุด “อนุรักษนิยม” ในไทยก็จะมีความหมายเพียงแค่กลุ่มฉวยโอกาสทางการเมืองที่ทำทุกทางเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามตัวเองเป็นรัฐบาล



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด
ผู้สมัคร ส.ก. ห้วยขวาง เปิดหน้าชนทุนต่างชาติ แฉ 4 ปัญหาใหญ่แย่งอาชีพ-สร้างมลพิษ กางแผน 3 ระดับ ดึงภาษีคืนท้องถิ่น
เจ้าฟ้าและสามัญชน ชีวิตโลดโผนผจญภัย ของนักเรียนทุนไทยในต่างแดน (1)
เส้นทางรัก ‘บิ๊ก-ไอซ์’ หลังตั้งเป้าจะเป็นโสดยาว อายุเยอะต้องใช้เวลาดูให้มั่นใจ
ธงทอง จันทรางศุ | ว่าด้วย ‘หมาจริง – หมาปลอม’
วิกฤตโจ๋ไทยจาก ‘มวน’ สู่ ‘พอต’ ‘บุหรี่ซอมบี้’ ภัยร้ายแบบใหม่ ปฏิบัติการ ‘ระดับชาติ’ หยุดควัน
ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว
เหยี่ยวถลาลม | แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ป.ป.ช.
เจาะชีวิต ‘โกแพ’ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ มท.4 เลือดใหม่พรรคสีน้ำเงิน จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ชอบการเมือง?