บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
เปลวไฟแห่งความเปลี่ยนแปลงกำลังมา
“ไอซ์ รักชนก ศรีนอก” เป็นผู้สมัคร ส.ส.ที่ร้อนแรงที่สุดในการเลือกตั้งปี 2569 จนถูกประเมินว่า “ไอซ์” คือตัวพลิกเกมให้พรรคประชาชนได้ตั้งรัฐบาล
พูดตรงๆ คือ Content เกี่ยวกับไอซ์มียอดการเข้าถึงแซงเท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, แซงธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และแซงพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไปแล้ว
ปัญหาจึงเหลืออยู่แค่จะเปลี่ยนยอดนี้เป็นคะแนนพรรคอย่างไร
ไอซ์เป็น ส.ส.ที่ถูกบูลลี่ที่สุดในสภาชุดที่แล้วอย่างที่ทุกคนทราบกัน
แต่ที่หลายคนไม่ทราบคือ ส.ส.บางคนถึงขั้นบูลลี่ไอซ์โดยแชร์ภาพที่คุกคามทางเพศเข้าไลน์กลุ่มพรรคด้วย
ไม่ต้องพูดถึงการโจมตีด้วยเรื่องพ่อแม่อย่างกรณี “อานนท์ลูกบิด” หรือนางแบกด่าไอซ์ว่า “อีสก๊อย” ในช่องพรรคตัวเอง
ผมรู้จักไอซ์ครั้งแรกเหมือนที่รู้จักคนรุ่นใหม่จำนวนมากในการชุมนุมปี 2563 ซึ่งจบด้วยแกนนำทุกคนโดนคดี ไม่ติดคุกก็ลี้ภัย หรือกบดานเงียบๆ
ภาพไอซ์ที่ผมจำได้แม่นยำคือ ผมยืนจัดรายการกลางผู้ชุมนุมหน้าศาลอาญา ไอซ์ยืนหลังผมแล้วถือป้ายพร้อมตะโกนด่า 2 พิธีกรจากช่องที่ด่าผู้ชุมนุม
ไอซ์คือ 1 ในมรดกที่ยังเคลื่อนไหวของม็อบราษฎรปี 2563 คนจำนวนมากที่โจมตีไอซ์คือคนที่ต่อต้านม็อบปี 2563 ท้้งด้วยความแตกต่างทางอุดมการณ์ หรือความไม่พอใจที่ไม่เลือกพรรคตัวเอง และเกือบทั้งหมดไม่ได้วิจารณ์ด้วยเหตุผล แต่โจมตีด้วยเรื่องพื้นฐานครอบครัว เรื่องเพศ หรือด้อยค่าตัวบุคคล
ไอซ์มาจากครอบครัวที่ปากกัดตีนถีบเหมือนคนส่วนใหญ่ในสังคม และสิ่งที่คนอย่าง “อานนท์ลูกบิด” หรือ “นางแบก” ทำผิดก็คือคิดว่าการโจมตีไอซ์ด้วยเรื่องส่วนตัวจะทำให้คนอื่นดูถูกไอซ์ไปด้วย เพราะการโจมตีไอซ์คือโจมตีคน 99% ในประเทศ ทั้งที่คิดเรื่องการเมืองหรือไม่เหมือนไอซ์เลย
พูดตรงๆ ผมเคยได้ยินนักการเมืองหลายพรรคเรียกไอซ์ว่า “อี” และนักการเมืองวัยเบบี้บูมบอกว่าเด็กคนนี้ไม่มีมารยาท ไอซ์ว่าคนอื่นไปทั่ว ฯลฯ
ซึ่งผมฟังแล้วไม่เห็นว่าเป็นปัญหาแม้แต่นิดเดียว
ความพยายามโจมตีไอซ์ได้ผลหรือไม่เป็นเรื่องที่เห็นๆ กัน เช่นเดียวกับสถานะของคนที่โจมตีไอซ์ทุกวันนี้เป็นอย่างไรก็เห็นกันอยู่แล้ว
ไอซ์โด่งดังจากเรื่องประกันสังคม และไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ไอซ์อยู่พรรคประชาชนซึ่งเป็นพรรคเดียวที่ทำเรื่องประกันสังคมอย่างจริงจังต่อเนื่อง ทีมประกันสังคมก้าวหน้าอย่างน้อย 3 คนคือแมกซ์, เสก และไหม เป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคนี้ในอันดับที่ถ้าอยู่พรรคอื่นต้องวางเงินเป็นล้าน
คำถามคือ ทำไมพรรคอื่นไม่เคยใจปัญหาประกันสังคมทั้งที่ผลัดกันเป็นรัฐบาลหลายสิบปี
ยิ่งกว่านั้นคือ ทำไมรัฐมนตรีพรรคอื่นเกี่ยวข้องกับความไม่โปร่งใสของประกันสังคมเยอะไปหมด
บางคนรู้ชื่อแล้ว แต่บางคนยังไม่มีใครรู้ เช่น รัฐมนตรีปี 2566-2568 หรืออดีตนายกฯ ที่เกี่ยวข้องโดยตำแหน่งราชการ
ชะตากรรมไอซ์เหมือนชะตากรรมพรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ รวมทั้งชะตากรรมพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งปี 2562 และ 2566 นั่นก็คือ เป็นพรรคซึ่งถูกโจมตีด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องสารพัดเรื่องเยอะไปหมด แต่ในที่สุดเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่สนใจแม้แต่นิดเดียว
การโจมตีพรรคประชาชนเฟสแรกคือ โหนกระแสทหารปั่นวาทกรรม “รู้หรือยังทหารมีไว้ทำไม” เฟสที่สองคือ กล่าวหาว่าประชามติรัฐธรรมนูญคือการ “เปลี่ยนแปลงระบอบ” เฟสที่สามคือ การโจมตีว่าพรรคประชาชนโง่ที่โหวตอนุทิน และเฟสที่สี่คือ การบอกว่าถึงชนะก็ไม่ได้ตั้งรัฐบาล
น่าสังเกตด้วยว่า ตัวละครที่โจมตีพรรคประชาชนมีหลากหลายตั้งแต่สื่อขวาจัด, พรรคการเมืองแนวฉวยโอกาส, แคนดิเดตนายกฯ คุณภาพต่ำ, นักการเมืองสีเทาอาชีพรับจ้างด่า หรือโฆษกเวทีปราศรัยที่เก่งเรื่องพูดดำเป็นขาว แต่ในที่สุด ทั้งหมดยังไม่มีผลให้คะแนนพรรคประชาชนลดลง
ปัญหาใหญ่ของการโจมตีพรรคประชาชนคือข้อหาท้้งหมดแทบไม่เกี่ยวกับผลประโยชน์ประชาชน
ยิ่งกว่านั้นคือ หลายอย่างเป็นวาทกรรมที่ไม่มีมูลความจริงรองรับ ตัวอย่างเช่น #ทหารมีไว้ทำไม ซึ่งถึงทางตันทันทีที่ทหารเกณฑ์จำนวนมากติดแฮชแท็กนี้เล่าประสบการณ์เลวร้ายในค่ายทหารจริงๆ
คุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ บอกว่า พรรคประชาชนโง่จนไม่ควรเลือก แต่ใครโง่หรือฉลาดไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณชูวิทย์ ยิ่งโจมตีว่าโหวตอนุทิน ชาญวีรกูล โง่ก็ต้องบอกได้ว่าโหวตชัยเกษม นิติสิริ ฉลาดอย่างไร เช่นเดียวกับการโจมตีว่าพรรคไม่มีประสบการณ์แบบคุณชูวิทย์ ทั้งที่คนส่วนใหญ่อาจไม่คิดว่าประสบการณ์แบบคุณชูวิทย์จำเป็น
คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ บอกว่าเลือกพรรคประชาชน “เขา” ก็ไม่ให้เป็นรัฐบาล
แต่ “เขา” ของคุณณัฐวุฒิคือใคร, “เขา” พูดอย่างนั้นหรือเพื่อไทยอ้างว่าเขาพูด และแม้แต่ทำไมปล่อยให้ “เขา” เลือกใครเป็นรัฐบาลตามใจชอบ คำตอบทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการเห็นหัวประชาชนซึ่งคำพูดคุณณัฐวุฒิไม่แคร์เลย
คุณชูวิทย์โพสต์เรื่องนี้เหมือนคุณณัฐวุฒิว่า เลือกพรรคประชาชนไปก็ถูกตัดสิทธิ์จนไม่ได้ตั้งรัฐบาล ปัญหามีอย่างเดียวคือคุณณัฐวุฒิลอกคุณชูวิทย์ หรือคุณชูวิทย์ลอกคุณณัฐวุฒิ แต่ที่เหมือนกันคือทั้งคู่ทำเหมือนกับขู่ประชาชนว่าการตัดสิทธิ์และการขัดขวางพรรคชนะเลือกตั้งเป็นเรื่องปกติธรรมดา
ข้อแตกต่างอย่างเดียวของคุณณัฐวุฒิกับคุณชูวิทย์คือคุณณัฐวุฒิขู่แล้วพูดตรงๆ ว่าให้ทุกคนเลือกเพื่อไทย ไม่ต้องเลือกพรรคประชาชน ส่วนคุณชูวิทย์ไม่ได้พูดแบบนั้นชัดเท่าคุณณัฐวุฒิเท่านั้นเอง
เลือกตั้งคือระบบที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์เท่ากันจนประชาชนแต่ละคนเท่ากันตอนลงคะแนนจริงๆ ปัญหาของการต่อต้านพรรคประชาชนคือทุกข้อหาและทุกวาทกรรมมี “ประชาชน” ในสมการน้อยมากจน “ประชาชน” ไม่ได้ประโยชน์อะไร นอกจากได้โหวตเพื่อไทยและภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล
อีกเจ็ดวันจะถึงวันลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว และทิศทางผลเลือกตั้งในทุกโพล, ทุกสื่อ และทุกสถาบันการศึกษาก็เหมือนเดิมคือ พรรคประชาชนเป็นผู้ชนะอันดับ 1 ทั้ง ส.ส.เขตและบัญชีรายชื่อ สิ่งที่พรรคประชาชนต้องทำหลังจากนี้จึงได้แก่การดันคะแนนเสียงของพรรคให้ขึ้นสูงสุดเพื่อจัดตั้งรัฐบาล
ขณะที่พรรคอื่นบอกว่าไม่ต้องชนะอันดับ 1 ก็ตั้งรัฐบาลได้ พรรคประชาชนเป็นพรรคเดียวที่ถูกขู่ว่าถึงชนะที่ 1 ก็ยังไม่ได้เป็นรัฐบาล ได้ ส.ส.ถึง 200 เสียงก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ ได้เสียงเกินครึ่งสภาก็ไม่จบ และตอนนี้ถึงขั้นปั่นกันว่าพรรคประชาชนต้องได้ ส.ส.เกิน 300 ถึงจะได้ตั้งรัฐบาล
ย้ำอีกครั้งว่า คนขู่แบบนี้มีเยอะไปหมดทั้งในคราบนักวิชาการ, ดาวไฮด์ปาร์ค, กูรูการเมือง, นักการเมืองเก่ากลุ่มรับจ้างด่า ฯลฯ ซึ่งในที่สุดแล้วไม่มีใครแสดงความเห็นบนหลักการประชาธิปไตยเลย
ไม่มีการเลือกตั้งที่ไหนในโลกที่ความพยายามล้มผลเลือกตั้งจะประเจิดประเจ้อแบบนี้
ไม่มีทางที่เราจะได้ยินประโยคนี้ในอังกฤษ, ในญี่ปุ่น, ในสิงคโปร์, ในอินเดีย และในประเทศอื่นแน่ๆ ว่าใครชนะก็ไม่ได้ตั้งรัฐบาล ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทยเองก็ไม่เคยเกิดอะไรแบบนี้เลย
พูดก็พูดเถอะ เพื่อไทยสมัยยังดีๆ ก็ไม่เคยถูกฝ่ายตรงข้ามพยายามล้มผลเลือกตั้งมากขนาดนี้ ปชป.ไม่เคยแย่งเพื่อไทยตั้งรัฐบาล ไม่เคยเป็นพรรคอันดับ 2 ที่ตั้งรัฐบาลแข่งพรรคอันดับ 1 ตรงข้ามกับเพื่อไทยที่พอเป็นพรรคอันดับ 3 กลับบอกว่าพรรคอันดับ 1 ไม่จำเป็นต้องได้เป็นรัฐบาล
วิธีนี้จะสำเร็จหรือไม่ดูได้จากความเคลื่อนไหวของเพื่อไทยและภูมิใจไทยเอง คำพูดคุณณัฐวุฒิ เรื่องให้คนเลือกพรรคอื่นหันมาเลือกเพื่อไทยนั้นบอกหมดแล้วว่าสถานการณ์เพื่อไทยเป็นอย่างไร คำพูดของผอ.ฝ่ายสื่อเพื่อไทยว่าอย่าเลือกส้มเพราะบทบาทเรื่องประกันสังคมก็บอกทุกอย่างแล้วในตัวเอง
พรรคภูมิใจไทยประกาศว่า “ไม่เลือกเราเขามาแน่” และให้ทุกคนเลือกสีน้ำเงินเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายได้เป็นรัฐบาล คำพูดรัฐมนตรีชัดๆ คือประเทศแบ่งเป็นฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวา เลือกพรรคอื่นคะแนนทิ้งน้ำ สีน้ำเงินคือทางรอดของประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็สะท้อนความหวั่นไหวของภูมิใจไทยเช่นกัน
ไม่มีใครรู้ผลเลือกตั้งจนกว่าจะถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ แต่วันนี้อาการของหลายพรรคออกแล้วว่าพรรคประชาชนมีโอกาสชนะมากกว่าแพ้ และโอกาสชนะนั้นมากจนพรรคคู่แข่งต้องปลุกวาทกรรมเพี้ยนๆประเภทไม่เลือกเราเขามาแน่หรือช่วยเลือกหนูหน่อยเถอะ มาสู้กับพรรคประชาชน
ประกายไฟของการเปลี่ยนแปลงกำลังเช็กบิลทุกคนที่ขัดขวางการเปลี่ยนแปลง ไม่มีใครจุดไฟกองนี้นอกจากทุกฝ่ายที่ไม่เห็นหัวประชาชนเอง
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
