bg-single

เลือกเพื่อเปลี่ยนประเทศจากวงจรอุบาทว์ตลอดกาล

06.02.2026

บทความพิเศษ |ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

ทั้งที่การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบหลายปีที่ไม่มี “ทหาร” หรือ “พรรคทหาร” มาเกี่ยวข้องเลย

แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เต็มไปด้วยความตึงเครียดระหว่างพรรคการเมือง, ผู้สนับสนุนพรรคการเมือง และผู้ต่อต้านพรรคการเมืองอย่างที่ไม่เคยเป็น

ถ้าเทียบกับการเลือกตั้งปี 2562 ที่ “อารมณ์” หรือ “Vibe” ในการเลือกตั้งคือต่อต้านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในสภา และเลือกตั้ง 2566 มี “Vibe” คือความหวังเพื่อสร้างประเทศสู่อนาคต

“อารมณ์” ของการเลือกตั้งปี 2569 คือการโหวตเพื่อลงโทษทุกกลุ่มที่ทำให้ประเทศไม่มีการเปลี่ยนแปลงหลังเลือกตั้งปี 2566 เลย

แน่นอนว่า พรรคการเมืองหลักที่ต่อสู้กันในการเลือกตั้งแต่ละครั้งไม่เหมือนกัน แต่ “ขั้ว” ที่เป็นคู่ขัดแย้งหลักในการเลือกตั้งทุกครั้งกลับเหมือนกันหมด

เพราะในที่สุด คือประเด็นหลักในการเลือกตั้งที่ตั้งแต่ปี 2562-2569 คือจะเลือกเพื่อ “เปลี่ยนแปลง” หรือจะเลือกเพื่อ “ต่อต้านความเปลี่ยนแปลง”

พรรคอันดับ 1 ในการเลือกตั้ง 2569 ตามโพลแทบทุกสำนักคือ “พรรคประชาชน”

แต่พรรคประชาชนคือพรรคซึ่งทุกคนทราบดีว่าโดนผู้มีอำนาจต่อต้านมากที่สุด โดยยุบพรรคไปจนตัดสิทธิ์ผู้นำพรรคอย่าง “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ซึ่งทำให้พรรคชนะอันดับ 1 หรือเท่ากับว่าการต่อต้านไม่มีผลต่อความนิยมพรรคเลย

สำหรับคนกลุ่มที่ไม่ต้องการให้ประเทศเปลี่ยนแปลง การเติบโตของอนาคตใหม่และชัยชนะของพรรคก้าวไกลคือฝันร้ายที่กลายเป็นจริง เพราะทุกคะแนนแสดงถึงจำนวนคนที่ไม่สนสารพัดข้อหาที่คนหลายกลุ่มโจมตีพรรคนี้ ตัวคะแนนจึงเป็นใบเสร็จว่าข้อหาเหล่านี้ไม่มีน้ำหนักอย่างที่เคยเป็น

ทหารคือกลไกหลักในการสกัดการเติบโตของพรรคอนาคตใหม่ มาจนถึงพรรคก้าวไกล และพรรคประชาชน ทุกครั้งที่ใกล้เลือกตั้งจึงมีการอ้างเรื่องชาติ, เรื่องสถาบัน และเรื่องความมั่นคงมาโจมตีพรรคนี้เยอะไปหมด แต่ก็อย่างที่ทราบกันดีว่าไม่ทำให้คะแนนโหวตที่ประชาชนมีต่อพรรคนี้ลดลง

แน่นอนว่า รอบนี้ทหารไม่ได้โจมตีพรรคประชาชนเหมือนที่เคยทำในยุคอนาคตใหม่และก้าวไกล แต่ทุกเรื่องที่ทหารใช้โจมตีพรรคนี้คืออาวุธที่ฝ่ายต่อต้านพรรคนี้ใช้ต่อเนื่องกันหมด

เพียงแต่ตัวละครใหม่ในการต่อต้านรอบนี้คือ “นักธุรกิจ” หรือคนกลุ่มที่เป็นชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ” จริงๆ

ไม่กี่วันก่อนวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ นักธุรกิจดังๆ อย่างคุณพาที สารสิน, คุณมนตรี ศรไพศาล หรือคุณปิ๊บ มาลากุล ล้วนโพสต์ต่อต้านการเลือกพรรคประชาชน, การแก้รัฐธรรมนูญ

หรือการตั้งรัฐบาลที่พรรคประชาชนเป็นแกนนำ หรือพูดตรงๆ คือไม่เห็นด้วยกับทุกอย่างที่พรรคประชาชนทำ

การที่ใครจะไม่เห็นด้วยกับพรรคไหนเป็นเรื่องธรรมดา และการที่ใครจะรณรงค์ให้ไม่เลือกใครก็เป็นเรื่องธรรมดาอีก

แต่การที่นักธุรกิจจากตระกูลใหญ่ๆ แสดงออกว่าไม่เลือกพรรคประชาชนไม่ธรรมดาแน่

เพราะเป็นการแสดงท่าทีของ “ชนชั้นนำ” ว่าไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงเลย

ปัญหามีอยู่ว่า “ความเปลี่ยนแปลง” ที่คนกลุ่มนี้ไม่เห็นด้วยนั้นคืออะไร?

ถ้าความเปลี่ยนแปลงหมายถึงการเปลี่ยนรัฐบาล ถึงอย่างไรเลือกตั้ง 2569 ก็ไม่มีทางมีรัฐบาลเหมือนก่อนเลือกตั้ง เพราะคุณอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยจนต้องหาพรรคอื่นมาร่วมรัฐบาลอีกไม่ต่ำกว่า 100 เสียง

คำว่า “ความเปลี่ยนแปลง” ที่คนกลุ่มนี้ขัดขวางจึงไม่ใช่การเปลี่ยนรัฐบาล

ผมคิดว่า “ความเปลี่ยนแปลง” ในบริบทของการเลือกตั้งปี 2569 หมายถึง “ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง” ที่คนในสังคมมีความรู้สึกร่วมกันว่ามองไปตรงไหนก็มีปัญหาเยอะไปหมด

และทุกปัญหาล้วนเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะประเทศนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยในรอบหลายปีที่ผ่านมา

เมื่อใดที่พรรคประชาชนพูดถึง “ความเปลี่ยนแปลง คนเหล่านั้นกำลังพูดถึงเรื่องที่มากกว่าการเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนรัฐมนตรี หรือเปลี่ยนนายกฯ เพราะในรอบเจ็ดปีเรามีนายกฯ มาแล้ว 4 คน มีพรรคแกนนำรัฐบาลมาแล้ว 3 พรรค และมีรัฐมนตรีโนเนมสลับกันเป็นรัฐมนตรีนับไม่ถ้วน

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ประเทศนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยคือ “โครงสร้าง” หรือ “ทิศทาง” ของประเทศที่เหมือนเดิมมาตลอด ไม่ว่าจะเปลี่ยนตัวนายกฯ หรือรัฐมนตรีหรือแกนนำรัฐบาลไปแล้วกี่รอบ ซึ่งเท่ากับว่าในที่สุดแล้วประชาชนใช้การเลือกตั้งเปลี่ยนทิศทางหลักในประเทศได้เลย

ในสังคมที่เลือกตั้งกี่ครั้งก็เปลี่ยนประเทศไม่ได้ ไม่ว่าใครก็ต้องมองออกว่าประเทศนี้มีคนบางกลุ่มตั้งตัวเป็นเจ้าของประเทศ ขณะที่คนส่วนใหญ่มีแค่หน้าที่เสียภาษี สิทธิ์เลือกตั้งเป็นเรื่องที่ถูกยกเลิกได้ตามใจชอบ

แต่ถึงได้เลือกตั้งก็อย่าหวังว่าจะได้รัฐบาลที่ถือว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

ไม่กี่ปีมานี้คนไทยได้ยินศัพท์แสงหรือคำซึ่งไม่เคยมีในโลกอย่าง “รัฐพันลึก”, “ดีลปีศาจ”, “ใบอนุญาตที่ 2”, “ชนะอันดับ 1 ไม่จำเป็นต้องได้เป็นนายกฯ” หรือ “ชนะเลือกตั้งก็ไม่ได้ตั้งรัฐบาล” ซึ่งทั้งหมดนี้คือการตอกย้ำ message เดียวกันว่าการเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรมอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง

ปัญหาคือประเทศที่เป็นแบบนี้คือประเทศที่ตกต่ำลงแทบทุกจุดอย่างไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้นเลย

ยุคหนึ่ง “ชนชั้นนำ” อ้างว่า ประชาธิปไตยจะทำให้เมืองไทยวุ่นวายจนเศรษฐกิจพัง แต่ในระบบที่ประชาธิปไตยเป็นเพียงพิธีกรรมให้ชนชั้นนำครองอำนาจเหนือประชาชน เศรษฐกิจไทยทุกวันนี้พังพินาศจนทุกรัฐบาลต้องหาทางออกด้วยการแจกเงินวิธีต่างๆ หมุนเวียนไปมา

หลักฐานง่ายๆ ว่าประเทศดีขึ้นหรือไม่ก็คือเศรษฐกิจดีหรือไม่ดี และเป็นเวลาหลายปีแล้วที่เศรษฐกิจไทยเลวร้ายจนไม่มีสัญญาณโงหัวขึ้น ธนาคารกรุงไทยประเมินว่าเศรษฐกิจปีนี้โตแค่ 1.8% หรือต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี

ซึ่งเท่ากับคนรวยแทบไม่รวยขึ้น ส่วนคนจนไม่มีทางลืมตาอ้าปากได้เลย

นักธุรกิจหลายคนบ่นกับผมเรื่องคอร์รัปชั่นของรัฐบาลและราชการที่พุ่งไม่หยุด ยิ่งกว่านั้นคือทุกคนพูดเรื่องตึก สตง., ถนนพระราม 2 หรือเครนถล่มทับรถไฟที่สีคิ้วว่าทุกเรื่องมีต้นตอจากปัญหาคอร์รัปชั่น และทุกคนบอกว่า “หัวคิว” ที่นักการเมืองและราชการเรียกจากนักธุรกิจสูงขึ้นทุกวัน

พูดตรงๆ โครงการก่อสร้างหลายโครงการเซ็นโดยรัฐมนตรีบางพรรคซึ่งคุมกระทรวงเดิมมาตั้งแต่รัฐบาลประยุทธ์ ผู้รับเหมาหลายคนแทบเป็นครอบครัวเดียวกับรองนายกฯ ค่าหัวคิวจากโครงการกลายเป็นทุนของพรรคการเมืองฝั่งรัฐบาลไม่กี่พรรค ดังนั้น ในที่สุดทุกพรรคจะไม่แก้ปัญหานี้เลย

Safety Net อย่างประกันสังคมที่ล้วงเงินจากคนจนทุกเดือนก็ถูก “นักการเมือง” ถลุงไม่มีชิ้นดี ทุกรัฐบาลติดหนี้ประกันสังคมเกือบ 60,000 ล้าน การทุจริตประกันสังคมโยงไปได้ถึงบอร์ดที่สนิทสนมกับรัฐมนตรีแรงงานทุกยุค เรื่องที่เป็นข่าวแล้วก็มี แต่เรื่องที่ยังไม่เป็นข่าวมีอีกเยอะจนน่ากลัว

ยกตัวอย่างง่ายๆ กองทุนประกันสังคมเอาเงินไปซื้อกองทุนหนึ่งตอนมูลค่า 10 บาท ปัจจุบันเหลือ 3 บาท กองทุนนี้ทำธุรกิจซึ่งแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคใหญ่พรรคหนึ่งเคยเป็นผู้บริหาร หรือแม้แต่การตัดสูทก็เชื่อมโยงไปยัง “พี่ผัว” ของบอร์ดบางคนซึ่งสนิทกับรัฐมนตรี

ประเทศไทยที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงคือประเทศที่มีเรื่องให้เปลี่ยนแปลงเยอะไปหมด คำพูดเรื่อง “การเปลี่ยนแปลง” ไม่ได้หมายถึงแค่เปลี่ยนรัฐบาลหรือเปลี่ยนตัวนายกฯ แต่คือการ “รื้อสร้าง” ระบบที่ทำให้ประเทศทุกวันนี้มีปัญหาจนไม่มีตรงไหนที่ไม่มีปัญหาเลย

การเลือกตั้งตัดสินว่าใครชนะหรือแพ้ด้วย “จำนวน” และผลเลือกตั้งปี 2562 ซึ่งจบด้วยชัยชนะของ “เพื่อไทย” และปี 2566 ซึ่งจบด้วยชัยชนะของ “ก้าวไกล” คือหลักฐานว่า “จำนวน” คนไทยที่ต้องการ “ความเปลี่ยนแปลง” ยิ่งนานยิ่งมีมากขึ้น เช่นเดียวกับจำนวนคนต่อต้านความเปลี่ยนแปลงที่ลดลง

เลือกตั้ง 2569 เป็นเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยการขู่ประชาชน แกนนำรัฐบาลขู่ว่าเลือกพรรคส้มจะโดนทหารปฏิวัติ นายกฯ บอกว่า เลือกพรรคอื่นทำให้ศัตรูของชาติไม่กลัว แกนนำเพื่อไทยบอกว่าเลือกส้มไปก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ เขาไม่ให้ และนักวิชาการหลายคนก็บอกว่าเลือกส้มก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล

ทั้งหมดนี้คือการขู่ประชาชนในเวลาที่ประชาชนกำลังจะเลือกอนาคตผ่านการเลือกตั้ง ทุกเสียงขู่คือการเหยียบหน้าประชาชนว่าเลือกอย่างไรพวกเอ็งก็ไม่มีวันได้ตั้งรัฐบาล

ผมเป็นหนึ่งในคนที่มักถูกคนถามว่าคิดว่าใครจะได้ตั้งรัฐบาล พรรคไหนจะชนะ ฯลฯ และทุกครั้งที่ผมโดนถามแบบนี้ คำตอบผมคือผมไม่ตอบ ตอบไปก็เหมือนเหยียบหัวคนไทยทั้งหมด แต่คำตอบที่ผมตอบได้คือรัฐบาลสูตรไหนที่ผมไม่ต้องการให้เกิดขึ้นเลย

สูตรรัฐบาลที่คนพูดมากที่สุด คือรัฐบาลเดิมที่เพิ่มเพื่อไทยโดยมีคุณอนุทินเป็นผู้นำ สูตรนี้โดยเนื้อแท้แล้วคือรัฐบาลจาก “โครงสร้าง” เดิมที่ปกครองประเทศมาเกือบสิบปี ผลที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไรก็เห็นกัน ใครที่ขัดขวางความเปลี่ยนแปลงจนประเทศเกิดรัฐบาลสูตรนี้คือคนที่ทำร้ายคนไทยทุกคน

สองรอบแล้วที่ “ชนชั้นนำ” ทำลายความหวังของคนไทยทั้งในการเลือกตั้ง 2562 และ 2566 จนไม่เคยได้พรรคชนะเลือกตั้งเป็นรัฐบาล ถ้าการเลือกตั้งรอบนี้ยังอยู่ในวงจรเดิมอีก ความหวังที่มีอยู่น้อยก็จะยิ่งเป็นศูนย์ ประเทศไทยหลัง 8 กุมภาพันธ์ คือประเทศที่สิ้นหวังจนไม่มีอนาคตเลย

เราเป็นประเทศที่มีนักการเมืองคุณภาพต่ำมีอาชีพรัฐมนตรี แต่แทบไม่เคยมีรัฐมนตรีมืออาชีพ เรามีนักการเมืองบางคนเป็นรัฐมนตรีตลอดกาล แต่ผลงานไม่มีตลอดชีวิต และคนที่บอกให้โหวตบางพรรคเพื่อขัดขวางความเปลี่ยนแปลงคือคนที่ทำให้ประเทศอยู่ในวงจรนรกแบบนี้ต่อไป

ใครชนะเลือกตั้งอันดับ 1 ไม่เป็นไร แต่ใครที่ทำให้การเลือกตั้งเปลี่ยนประเทศไม่ได้ ใครที่ไม่เคารพผลเลือกตั้ง และใครที่ทำให้การเลือกตั้งเป็นการต่อต้านความเปลี่ยนแปลง คนนั้นคือคนที่ทำร้ายประเทศและคนไทยทุกคน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ผู้ช่วย สส. อาจารย์เชน มองประเด็นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.มีเหรียญ2ด้าน อยากให้มองที่ข้อมูล ยกตัวอย่างโมเดลสิงคโปร์
ชีวิตที่มีเซ็กซ์ได้แค่เพียงครั้งเดียว
คุณเลือกได้ว่าจะทุกข์หรือไม่
สนามมวยราชดำเนิน
คันเบ ยอดกุนซือ | คนที่สามารถจะครองแผ่นดินได้ ก็ต้องเป็นผู้ครองแผ่นดิน
คุยกับทูต | ฌ็อง-โกลด ปวงเบิฟ 170 ปีแห่งมิตรภาพไทย-ฝรั่งเศส เมื่อภารกิจสิ้นสุด แต่มิตรภาพยังคงอยู่
อีกซีกหนึ่งของทีซีซี
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 1 โลกเป็นศูนย์กลาง
เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (1)
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (2) กฎข้อที่ 1 ของอุณหพลศาสตร์
ปลื้มเธอ
ประชาชนเกี่ยวข้าว เดือนอ้าย