นับคะแนนใหม่เพื่อสร้างรัฐบาลที่น่าภูมิใจ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
นับคะแนนชลบุรีเขต 1 กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่การจัดเลือกตั้งของ กกต.ทำให้ประเทศนี้ลุกเป็นไฟจากความโกรธของประชาชน ความไม่พอใจลามจากเหนือจรดใต้ผ่านชลบุรีไปมหาสารคาม, จันทบุรี, สุพรรณบุรี, จันทบุรี, กาญจนบุรี ฯลฯ หรือแม้แต่กรุงเทพฯ ซึ่งไม่ได้มีปัญหาจัดเลือกตั้งเลย
ไม่เคยมีการเลือกตั้งครั้งไหนที่จบด้วยความโกรธของประชาชนขนาดนี้ ภาพคนเมืองชลบุรีเป็นพันๆ นอนเฝ้าหีบเลือกตั้งเพื่อให้นับคะแนนใหม่เป็นภาพสะท้อนความหวงแหนสิทธิ์ของตัวเองเช่นเดียวกับนิสิตมหาสารคามที่นอนเฝ้าหน้าศาลากลาง, คนสุพรรณ และคนหลายจังหวัดทั่วไทย
ปกติแล้ว การเมืองหลังเลือกตั้งควรเดินหน้าสู่การตั้งรัฐบาล ยิ่งพรรคประชาชนประกาศล่วงหน้าว่าจะไม่แย่งพรรคอันดับ 1 ตั้งรัฐบาล ประเทศไทยหลังปิดหีบเลือกตั้งควรเป็นเวลาทองของการ Restart ประเทศเพื่อเดินหน้าสู่การมีรัฐบาลใหม่ที่ตรงกับความต้องการของประชาชนจริงๆ
อย่างไรก็ดี การเลือกตั้ง 2569 ไม่ช่วยให้ประเทศเดินหน้าสู่ภาวะแบบนี้ แต่กลับเป็นประเทศที่คนเชื่อว่ามีการ “โกงเลือกตั้ง” และทำทุกทางเพื่อตรวจสอบว่าคะแนนเสียงเลือกตั้งสะท้อนไปยังการเกิดรัฐบาลหลังการเลือกตั้งจริงๆ ไม่ใช่การจัดการคะแนนเสียงอย่างพิสดารจนรัฐบาลมีที่มาที่ไม่โอเค
ย้ำอีกครั้งว่า ทั้งหมดไม่เกี่ยวกับ “ผลเลือกตั้ง” หรือใคร “ชนะเลือกตั้ง” แต่เกี่ยวกับการ “จัดเลือกตั้ง” ซึ่งรอบนี้มีปัญหาเยอะจริงๆ จนประชาชนแสดงออกอย่างไม่เคยเป็น
ข้อเรียกร้องของประชาชนเหล่านี้เรียบง่ายและตรงไปตรงมา คืออยากเห็นการ “นับคะแนนใหม่” และเหตุผลเดียวที่คนอยากเห็นการ “นับคะแนนใหม่” ก็คือความเชื่อว่ามีการ “โกง” จนคาดหวังว่าถ้านับคะแนนใหม่แล้วผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างที่ควรเป็นจริงๆ ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะก็ตาม
เลือกตั้ง 2569 ประสบความสำเร็จหรือไม่เป็นเรื่องที่คงเถียงกันได้ยาว คนวิจารณ์ปัญหาการเลือกตั้งมีเยอะ ส่วนคนที่บอกว่าเลือกตั้งปีนี้ดีมากแทบหาไม่ได้ อย่างมากก็แค่แดกดันว่าพวกวิจารณ์การเลือกต้้งเป็นพวกขี้แพ้ชวนตี แต่ก็ยังไม่ได้ยินใครกล้าบอกว่าการเลือกตั้งปีนี้จัดได้ยอดเยี่ยมจริงๆ
เพื่อที่จะเถียงกันให้รู้เรื่องยิ่งขึ้น คนจำนวนมากวิจารณ์เลือกตั้ง 2569 เรื่อง “การจัดเลือกตั้ง” ไม่ใช่เรื่อง “ผลเลือกตั้ง” ข้อกล่าวหาว่าใครวิจารณ์เป็นพวก “ส้ม” จึงไม่ถูก เพราะคนพูดเรื่องนี้มีตั้งแต่คนธรรมดา, พรรคประชาชน, พรรคเพื่อไทย, ประชาธิปัตย์, รวมไทยสร้างชาติ ไม่เว้นแม้ผู้สมัครภูมิใจไทย
สำหรับคนที่กล่าวหาว่ามีแต่คนแพ้ที่วิจารณ์การเลือกตั้ง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีการายหนึ่งบอกผมว่า เลือกตั้งรอบนี้เละจนควร “เลือกตั้งโมฆะ” หรือแม้แต่อดีตรองนายกฯ อย่างคุณพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ยังพูดว่าเลือกตั้งครั้งนี้ “ไม่สุจริต” หรือ “โกง” เทียบเท่าการใช้บัตรผีสมัยปี 2500 ที่เรียกว่า “ไพ่ไฟ”
คนกลุ่มเดียวที่ไม่วิจารณ์การเลือกตั้ง 2569 คือคนที่ชนะการเลือกตั้งอย่างภูมิใจไทยและกล้าธรรม หรือไม่ก็คนที่เกลียดพรรคประชาชนจนพอใจกับทุกอย่างที่ทำให้ส้มแพ้เลือกตั้งเท่านั้นเอง
ข้อเรียกร้องที่ดังกระหึ่มหลังเลือกตั้งคือ “นับคะแนนใหม่ทั่วประเทศ” เป็นภาพสะท้อนความเชื่อว่ามีการ “โกงเลือกตั้ง” ซึ่งต้องย้ำว่าเป็นเรื่องการ “จัดเลือกตั้ง” ไม่ได้หมายถึงว่าใครเป็นคนโกงชัดๆ หรือพรรคไหนเป็นฝ่ายโกงตรงๆ แต่หมายถึงภาวะที่คนรู้สึกว่าเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ตรงไปตรงมา
คุณพีระพันธุ์เรียกร้องให้ “นับคะแนนใหม่ทั่วประเทศ” อย่างที่ประชาชนต้องการ ส่วนพรรคประชาชนซึ่งถูกโจมตีว่า “ขี้แพ้ชวนตี” เห็นว่าควรนับคะแนนใหม่แค่ 18 เขตที่มีปัญหา ซึ่งแปลว่าต่อให้นับคะแนนใหม่แล้วพรรคประชาชนชนะหมดก็มี ส.ส.แค่ 136 ไม่ใช่พรรคอันดับ 1 อยู่ดี
พูดก็พูดเถอะ ลำพังให้ กกต.นับคะแนนใหม่บางหน่วยก็ยากอยู่แล้ว เรื่องนับคะแนนใหม่ยกเขตยิ่งยากขึ้นไปอีก
เพราะถ้าผลพลิกก็จะมีคนติดคุกตั้งแต่ กกต.และเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย
การนับใหม่ทั้ง 18 เขตตามที่พรรคประชาชนขอจึงเป็นไปไม่ได้ ยกเว้นจะมีแรงกดดันมหาศาลจากประชาชน

สิ่งที่ต้องติดตามหลังจากการลุกลามของความเชื่อเรื่อง “โกงเลือกตั้ง” ซึ่งเป็นปฏิกิริยาต่อความไม่ปกติในการเลือกตั้งที่ระบาดไปทั่วในปี 2569 แต่ยังไม่ได้ไปไกลถึงขั้นคิดว่า “ใครโกง” มีอยู่ 2 ข้อ
ข้อแรก พฤติกรรมต่างๆ ที่ทำให้คนสงสัยว่า “โกงเลือกตั้ง” เป็นอุบัติเหตุ, เป็น human error หรือเป็นเรื่องที่เกิดจากความตั้งใจทั้งของบุคคลและองค์กร
ข้อสอง ถ้าพฤติกรรมต่างๆ ที่สังคมสงสัยว่า “โกงเลือกตั้ง” เป็นเรื่องที่เกิดจากความตั้งใจ ความตั้งใจนั้นมีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองหรือนักการเมืองหรือไม่ และถ้ามี มีอย่างไร
ถ้าความเชื่อเรื่อง “โกงเลือกตั้ง” ลุกลามเป็นความเชื่อว่ามีคนตั้งใจทำให้เกิดเรื่อง โอกาสที่การตั้งรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้งจะมีปัญหาย่อมมากขึ้น และคุณอนุทิน ชาญวีรกูล กับพรรคภูมิใจไทยคือคนที่จะได้รับผลกระทบที่สุดอย่างที่ไม่ควรเป็น เพราะพื้นฐานของปัญหาตอนนี้ทั้งหมดคือบทบาท กกต.
ทางเดียวที่จะไม่ทำให้ปัญหานี้ลุกลามคือทำให้ความเชื่อว่า “โกงเลือกตั้ง” ไม่มีน้ำหนักโดยสร้าง “ความโปร่งใส” จนความระแวงหมดไปจริงๆ
แต่ทางเดียวที่จะสร้าง “ความโปร่งใส” คือการนับคะแนนใหม่ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
ซึ่งทั้งหมดนี้ยังไม่มีวี่แววว่า กกต.จะยอมแม้แต่นิดเดียว
ในที่สุด กกต.คือคนกำหนดอนาคตของรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง ทั้งที่ กกต.ควรเป็น “บุรุษไปรษณีย์” ซึ่งส่งคะแนนเสียงประชาชนจากหีบเลือกตั้งไปสู่ผลเลือกตั้ง
แต่ตอนนี้คนกลับระแวงว่า กกต.เป็น “โปรดิวเซอร์” ซึ่ง “แปลง” เสียงเลือกต้้งเป็นผลเลือกตั้งที่คนบางกลุ่มต้องการ
แน่นอนว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่การเลือกตั้งมีประเด็นให้วิจารณ์ แต่เลือกตั้ง 2569 เป็นครั้งแรกที่พิรุธจนมีประเด็นขนาดนี้ บัตรผู้สมัครบางพรรคหายในวันเลือกตั้งล่วงหน้า, จำนวนบัตรเสียเยอะผิดปกติ, ยอดรวมผู้ใช้สิทธิ์สูงกว่าจำนวนบัตรดี หรือแม้แต่บัตรเขียวกับบัตรชมพูถูกใช้ลงคะแนนไม่เท่ากัน
หนึ่งใน “เหตุผลเชิงโครงสร้าง” ที่ทำให้เลือกตั้ง 2569 เต็มไปด้วยปัญหาต่างๆ คือนี่เป็นการเลือกตั้งซึ่งเกิดหลังเลือกตั้ง อบจ.และการโยกย้ายข้าราชการ การโยกย้ายทำให้พรรครัฐบาลคุมข้าราชการได้ทั้งหมด ส่วนการเลือก อบจ.รอบนี้ก็จบด้วยชัยชนะของบ้านใหญ่ฝ่ายรัฐบาลอย่างที่ทราบกัน
ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ พรรครัฐบาลมี “เงื่อนไขทางโครงสร้าง” ที่ควบคุมการเลือกตั้งร 3 กลไก
กลไกแรก คือคุมกลไกรัฐในฐานะรัฐบาลมีอำนาจเหนือตำรวจ-ผู้ว่าฯ-กำนันผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ
กลไกที่สอง คือคุมพื้นที่ผ่าน อบจ.และ อบต.ของเครือข่ายพรรครัฐบาล
และกลไกที่สาม คือการคุมท้องถิ่นผ่านหัวคะแนนของนักการเมืองท้องถิ่นเอง
หนึ่งใน Big Surprise ของเลือกตั้ง 2569 คือชัยชนะเกินคาดของพรรคใหญ่ซึ่งมีคะแนนนิยมนิดเดียว
แต่กลไกแบบนี้ทำให้พรรคแบบนี้สามารถคุมคะแนนผ่านกลไกลรัฐ, ผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผ่านหัวคะแนนนักการเมืองได้
และทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยที่มากพอที่จะทำให้ใครได้เป็นรัฐบาล
ซื้อเสียงเป็นปัญหาใหญ่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ แกนนำพรรคใหญ่บางคนบอกผมเองว่า รอบนี้บางเขตใช้ระดับ 80-100 ล้าน โดยเฉพาะในเขตที่พรรคใหญ่สายเปย์ชนกันเอง
แต่การซื้อเสียงจะไม่สำเร็จ ถ้าไม่มี “เงื่อนไขทางโครงสร้าง” ของการควบคุมคะแนนเสียง 3 ระดับอย่างที่พูดไป
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
