bg-single

‘Voter Fatigue by Design’ เมื่อความเหนื่อยล้าทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

20.02.2026

บทความพิเศษ |พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ , ภูมิ เพ็ญตระกูล

การเลือกตั้งที่ผ่านมามีสิ่งที่ไม่เป็นไปตามที่คิดหลายเรื่อง

            แต่เรื่องที่ผมไม่คาดคิดที่สุด และมองว่าน่าเป็นห่วงที่สุดคือ จำนวนและอัตราผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่ลดลงอย่างน่าใจหาย

            เพราะ Voting Turnout หรืออัตราผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อน “สุขภาพประชาธิปไตย”

            การลดลงของอัตราผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งจึงเป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วง

            จากการรายงานผลที่ยังติดอยู่ที่ 94.3% (ซึ่งค้างแบบนี้มาเกิน 1 สัปดาห์แล้ว) เราก็พอเห็นได้ว่า มีผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งเพียงประมาณ 65.22% เท่านั้น

            นับเป็นอัตราผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่น้อยที่สุดในรอบ 3 ทศวรรษ

            และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ พ.ศ.2540 ที่มีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยกว่า 70%

            หากเทียบกับการเลือกตั้งในปี 2566 ที่มีผู้มาใช้สิทธิ์สูงในประวัติศาสตร์ถึง 75.22% ตัวเลขนี้ลดลงเกือบ 10 จุด

            หรือหากมองเป็นจำนวนคนก็คือมีคนไทยหายไปจากคูหาเลือกตั้งมากกว่า 4 ล้านคน

            กว่าสามสิบปีที่คนไทยกระตือรือร้น ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผมจึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า “อะไร” ทำให้คนไทยจำนวนมากห่างหายไปจากคูหาเลือกตั้ง?

“Voter Fatigue by Design”

ประชาชนในหลายประเทศทั่วโลกกำลังพบกับ “ความเหนื่อยล้าทางการเมือง” ซึ่งเป็นอาการเหนื่อยล้า เหนื่อยหน่าย สิ้นหวังกับการเมือง จนหลายครั้งประชาชนจำนวนมากอาจตัดสินใจไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

            เรามองผิวๆ ก็พอเข้าใจได้ว่า ต่อสู้ทางการเมืองกันมานาน ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ยืดเยื้อ คงทำให้รู้สึกเหนื่อยกันได้ ท้อกันได้ จะถอยบ้างก็คงไม่แปลกใจอะไร เป็นธรรมชาติของมนุษย์

            แต่ทั้งหมดนี้อาจซับซ้อนกว่านั้น

            ความเหนื่อยหน่ายนี้อาจจะไม่ได้มาโดยความบังเอิญ

            แต่แท้จริงแล้วอาจมาโดยความ “ตั้งใจ”

            จากการพูดคุยกับเพื่อนนักวิชาการและนักการมือง ที่ศูนย์วิจัย Ash Center มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มีคำศัพท์หนึ่งที่มักถูกหยิบยกมาอธิบายปรากฏการณ์การลดลงของผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง คือ “Voter Fatigue by Design”

            หรือความเหนื่อยล้าของผู้เลือกตั้งที่มีการ “ออกแบบ” ไว้แล้ว

            ดังนั้น ความล้า เหนื่อยหน่าย หมดหวังกับการเมือง ที่ท่านอาจพอรู้สึกอยู่นั้น อาจไม่ใช่เพียงความบังเอิญ

            แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยความ “ตั้งใจ” ของผู้มีอำนาจที่ประสงค์ให้ประชาขน “หมดแรงจะเลือก”

            (ผมเขียนเรื่องเทคนิคการลดอัตราการเลือกตั้งไว้ใน Voting Turnout Voter Suppression and Voter Fatigue อัตราการเลือกตั้ง เทคนิคกีดกันประชาชน และความเหนื่อยล้าทางการเมือง)

สาม “ความเชื่อ” ที่พาประชาชนไปสู่คูหา คือ สาม “รากฐาน” แห่งประชาธิปไตย ที่ “ผู้ออกแบบ” จะมุ่งสั่นคลอน

            ถ้าจะให้ผมชวนทุกท่านคิดเหมือน “ผู้ออกแบบ” ที่อยากสั่นคลอนประชาธิปไตยหรือหาชัยชนะจากการที่ประชาชนออกไปเลือกตั้งน้อย

            เราก็ต้องเริ่มจากการเข้าใจก่อนว่ารากฐานของประชาธิปไตยคืออะไร

            หรือในระดับจุลภาค เราก็ต้องทำความเข้าใจว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้มนุษย์คนหนึ่งจะตื่นขึ้นมา ตัดสินใจก้าวออกจากบ้าน เดินทางไปที่คูหา เพื่อใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

            คนเราจะออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ต้องมี 3 ความเชื่อ คือ

1.เชื่อว่า “เสียง” มีความหมาย

            หลักการพื้นฐานที่สุดคือ ประชาชนจะออกไปเลือกตั้งเมื่อเขาเชื่อว่า “เสียงของเขาสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ได้”

            เลือกใครไปก็อยากให้คนที่เลือกได้เข้าไปทำงาน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล หรือทำงานสภาเป็นฝ่ายค้าน

            แต่เมื่อใดที่ประชาชนรู้สึกว่า “เลือกไปก็เท่านั้น” เพราะผลลัพธ์ถูกกำหนดไว้แล้ว เขาก็จะมีแนวโน้มไม่อยากออกมาเลือกตั้ง

            ภาพที่ชัดเจนที่สุดในบริบทไทยคือการที่ “พรรคที่ชนะการเลือกตั้งไม่ได้เป็นรัฐบาล” หรือการใช้ “นิติสงคราม” มาบิดเบือนเจตจำนงของประชาชน

            เช่น การที่ผู้ชนะการเลือกตั้งถูกขัดขวางด้วยกลไกบิดเบี้ยว หรือการยุบพรรคซ้ำแล้วซ้ำเล่า ประชาชนจะเริ่มเข้าสู่ภาวะ Democratic Withdrawal หรือการ “ถอนตัว” จากการมีส่วนร่วมทางการเมือง

            เช่น ไม่ไปเลือกตั้ง เลิกติดตามการเมือง เลิกปกป้องสิทธิ์ของตน ฯลฯ เพราะรู้สึกว่าคะแนนเสียงของตนไม่มีพลังอีกต่อไป

2.เชื่อว่า “ระบบเลือกตั้ง” ไว้ใจได้

            รากฐานที่สองคือ ความเชื่อมั่นในสถาบันผู้รับผิดชอบการจัดการเลือกตั้งอย่าง กกต. ต่อให้คนอยากไปเลือกตั้ง แต่ถ้าเขาไม่เชื่อมั่นใน “ผู้ควบคุมกติกา” รู้สึกว่ากระบวนการไม่โปร่งใส เขาก็อาจเลือกไม่ไปใช้สิทธิ์

            การเลือกตั้งครั้งนี้ มีเหตุให้ประชาชนรู้สึกไม่เชื่อถือในระบบเลือกตั้งอยู่มาก ตั้งแต่วันเลือกตั้งล่วงหน้าที่มีกรรมการประจำหน่วย (กปน.) เขียนรหัสเขตเลือกตั้งหน้าซองผิด ซึ่งอาจทำให้บัตรเดินทางไปไม่ถึงเขตจริง หรือการที่รูปและข้อมูลผู้สมัครบางพรรคหายไปจากบอร์ดหน้าหน่วย มาจนถึงกระบวนการนับคะแนนและรายงานผลที่พบข้อพิรุธหลายจุด

            ทั้งหมดนี้ ไม่สำคัญว่าจะเป็นการ “ออกแบบ” หรือแค่ “ชุ่ย” แต่สิ่งสำคัญคือประชาชนได้เสียความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้งไปแล้ว

            เมื่อระบบที่ควรจะสร้างความมั่นใจสูงสุดกลับเต็มไปด้วยความโกลาหลและการรายงานผลที่ล่าช้า (นับไปสัปดาห์หนึ่งยังค้างอยู่ที่ 94% ทั้งๆ ที่นับผลครบแล้ว) ประชาชนย่อมเกิดความล้าสะสมและหมดศรัทธา จนนำไปสู่การเลิกตั้งคำถามและถอยออกไปในที่สุด

3. เชื่อว่า “ปลอดภัย” ที่จะใช้สิทธิ์ใช้เสียงอย่างเสรี

            รากฐานสุดท้ายที่ทรงพลังมากคือความรู้สึกปลอดภัย

            ประชาชนต้องมั่นใจว่า บัตรเลือกตั้งเป็นความลับ (Ballot Secrecy) และการใช้สิทธิ์ของเขาจะไม่ย้อนกลับมาเป็นผลเสีย

            แต่ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา เราก็ได้เห็นว่าการลงคะแนนของเราอาจจะไม่ได้ลับแบบที่เราคิด เพราะบัตรเลือกตั้งมีรหัสบาร์โค้ดเฉพาะที่อาจนำไปสู่การระบุตัวตนได้ ซึ่งอาจสร้างความไม่ปลอดภัยในหลายพื้นที่ ที่เรายังเห็นการใช้อิทธิพลผ่าน “ระบบอุปถัมภ์” เช่น การใช้ผู้นำท้องถิ่นหรือหัวคะแนนมาควบคุมพฤติกรรมการเลือกตั้งผ่านการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์

            เมื่อประชาชนรู้สึกว่าถูกจับตามองหรือถูกคุกคาม ความกล้าในการแสดงออกจะถูกแทนที่ด้วยความเงียบเพื่อความปลอดภัยส่วนตัว

ทำไมคนมาเลือกตั้งน้อย

จึงเป็นผลดีต่อผู้กุมอำนาจ?

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายท่านอาจสงสัยว่า ผู้กุมอำนาจเขาจะอยากให้คนมาเลือกน้อยไปทำไม ตอบแบบสั้นๆ คือ ยิ่งคนมาเลือกตั้งน้อย ผู้กุมอำนาจก็จะยิ่ง “คุม” คะแนนเสียงได้ง่ายขึ้น

            ลองคิดแบบคณิตศาสตร์เศษส่วนก็ได้ครับ หากฐานผู้มาใช้สิทธิ์เล็กลง (ส่วน) ผู้กุมอำนาจก็จะมีภาระในการหาคะแนน (เศษ) น้อยลงเพื่อให้สามารถชนะการเลือกตั้ง ยิ่งคนเลือกตั้งน้อย เขาก็จะยิ่งประหยัดทั้งพลังงานและทรัพยากร

            แย่ไปกว่านั้น หากผู้คน “เหนื่อยล้า” กับการเมืองแล้ว ก็จะยิ่งมีคนตั้งคำถามกับการใช้อำนาจ การดำเนินนโยบาย รวมถึงการจัดการเลือกตั้งในครั้งต่อๆ ไปน้อยด้วย

            “Voter Fatigue by Design” จึงไม่ใช่แค่อารมณ์สะสม เรื่องธรรมชาติ หรือเรื่องบังเอิญ

            แต่มันคือเทคนิคการกีดกันประชาชน (Voter Suppression) ที่ใช้ความซับซ้อน ความผิดพลาด และความเฉื่อยชาเป็นอาวุธทำลายล้างความหวัง สั่นคลอนรากฐานแห่งประชาธิปไตย เพื่อรักษาอำนาจให้คนบางกลุ่มต่อไป

สู้ด้วยการไม่เงียบ

ผู้กุมอำนาจอาจไม่ได้ชนะเพราะมีคนสนับสนุนมากกว่าเสมอไป แต่เขาอาจชนะเพราะคนที่ตื่นตัวเหนื่อยล้ากันไปเอง

            ประชาธิปไตยไม่อาจดำรงอยู่ได้ด้วยความเฉยชา และไม่อาจเติบโตได้ภายใต้ความเงียบ

            หน้าที่ของเราจึงอาจไม่ใช่เพียงการเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลง แต่คือการไม่ยอมถอนตัวจากสิทธิและเสียงของตน

            เพราะวันที่คูหาเลือกตั้งเงียบลง อาจไม่ใช่วันที่ประชาชนหมดแรงเท่านั้น แต่อาจเป็นวันที่ประชาธิปไตยเริ่มหมดลมหายใจด้วยเช่นกัน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“เอกนัฏ” ลุยจัดระเบียบ Data Center ปูพรมตรวจทั่ว กทม. พบถังน้ำมันกว่า 1.5 แสนลิตรไร้ใบอนุญาต สั่งดำเนินคดี
สน.วังทองหลาง เปิดปฏิบัติการลุยตรวจสอบสถานบริการ-สถานประกอบการ กลุ่มเสี่ยง 5 ร้าน โซนซอยมหาดไทย
ไทยสร้างไทย จี้รัฐบาลแก้ปัญหา กยศ. ถังแตก หากไม่เร่งแก้ไข จะตัดโอกาสเยาวชนอีกหลายหมื่นคน
กมธ.สาธารณสุข จี้ รมว.สธ.เร่งตรวจเชิงรุก กรณีพ่อแม่ทิพย์ เสนอบังคับตรวจดีเอ็นเอ​
อนุ กมธ. อุตสาหกรรมฯ จี้คุมเข้ม “แพลนต์ปูน” กลางชุมชน จ่อลุยตรวจแบบไม่แจ้งล่วงหน้าหลังชาวบ้านร้องฝุ่นพิษ-น้ำปูนทะลัก
E-DUANG | พัฒนาการ ในทาง ความคิด เหมือนจะ”จบ” กลับ”ไม่จบ”
วีระยุทธ จี้บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์แก้ 4 ปัญหาใหญ่ ชี้ต้องกล้าคุมเข้มย้อนหลัง-อุดช่องโหว่กฎหมาย-เลือกส่งเสริมแบบมีเป้าหมาย-อย่าช่วยแต่เจ้าของนิคมกับผู้รับเหมา
อดีต รมว.คลัง ค้านเก็บเล็กเก็บน้อย ค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท จนเสียรายได้ก้อนใหญ่
สิทธิที่จะนั่ง
เส้นทาง ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ สถานะ มนุษยภาพ
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (จบ)
เชลยศึกสงครามลาว (46)