bg-single

เจ้าพ่อและจักรกลทางการเมือง

26.02.2026

คอลัมน์ Agora โดย กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์
วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit

ช่วงนี้นอกจากจะเป็นเวลาที่พรรคการเมืองต่างๆ กำลังเจรจาต่อรองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลให้ลุล่วงแล้ว

ในหลักสูตรปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ (PPE) ที่ศูนย์ลำปาง วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ยังเป็นช่วงเวลาสำคัญของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ที่ต้องเข้าสู่การฝึกฝนทำงานวิจัยครั้งแรกในชีวิตผ่านกระบวนการทำภาคนิพนธ์ของแต่ละคนอีกด้วย

และเนื่องจากเพิ่งผ่านพ้นการเลือกตั้งใหญ่มาได้ไม่นานจึงมีนักศึกษาหลายคนเสนอหัวข้อเกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 โดยมีอยู่ 3 คนที่ต้องการวิเคราะห์ปัจจัยอันส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของคะแนนเสียงของพรรคการเมืองใหญ่ 3 พรรค ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย

แต่หลังจากที่ผมสนทนากับพวกเขาไปได้สักพักก็พบว่านักศึกษายังขาดความรู้ความเข้าใจแนวคิดทางรัฐศาสตร์หลายเรื่อง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า “ระบบอุปถัมภ์” ซึ่งแม้จะถูกเอ่ยถึงอย่างบ่อยครั้งทางสื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียต่างๆ ก็ตาม

ทว่า คำจำกัดความที่วงวิชาการศึกษาวิจัยกับความหมายที่มักพบเห็นอยู่ในชีวิตประจำวันกลับต่างกันอยู่พอสมควร อันส่งผลอย่างยิ่งต่อโลกทัศน์และมุมมองที่มีต่อพฤติกรรมการเลือกตั้งขอ’ประชาชน

พอคิดว่าต้องแนะนำหนังสือที่ควรอ่านให้กับนักศึกษาเหล่านี้ไปศึกษาก่อนทำวิจัยของตัวเองแล้ว

จึงคิดว่าจะมีประโยชน์มากขึ้นถ้าจะหยิบยกบางส่วนมาเล่าสู่กันฟังให้กับผู้อ่านในมติชนสุดสัปดาห์ด้วย

หนังสือเล่มแรกที่ผมแนะนำเพื่อทำความเข้าใจเรื่องนี้ก็คือเรื่อง “หีบบัตรกับบุญคุณ การเมืองการเลือกตั้งและการเปลี่ยนแปลงเครือข่ายอุปถัมภ์” ของ รศ.ดร.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ ซึ่งออกมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 สมัยที่ยังคงเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์อยู่

หนังสือเล่มนี้พัฒนามาจากงานวิจัยเรื่อง “พลวัตของการเมืองในระบอบการเลือกตั้ง และผลต่อความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ในท้องถิ่นไทย” อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการงานวิจัยชุด “ทบทวนภูมิทัศน์การเมืองไทย”

โดยงานวิจัยชิ้นนี้นอกจากอธิบายให้เห็นถึงความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ในการเมืองไทยที่มีความซับซ้อนและมีพลวัตไปตามยุคสมัยมากกว่าที่คนทั่วไปเข้าใจแล้ว

ยังได้ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางการเมืองในรูปแบบอื่นที่มีความใกล้เคียงหรืออาจเรียกได้ว่าเป็นความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ประเภทหนึ่งอีกด้วย เช่น จักรกลการเมือง (Machine Politics) และระบบเจ้าพ่อ (Atomized Godfather)

ซึ่งบทความนี้จะหยิบยก 2 คำนี้มาอธิบายก่อน ส่วนคำว่าระบบอุปถัมภ์จะขอยกไปในตอนถัดไป

คําว่า “จักรกลการเมือง” นั้น เวียงรัฐให้คำจำกัดความเอาไว้โดยกล่าวว่า

“จักรกลการเมืองหรือบางครั้งก็เรียกว่าการเมืองระบบ bossism คือระบบการบริหารจัดการฐานคะแนนเสียง เพื่อเป้าหมายให้พรรคการเมืองเป็นที่นิยมและได้รับการเลือกตั้งมากที่สุด เป็นคำที่ใช้ศึกษาการเมืองระดับนคร (urban politics) ในสหรัฐอเมริกา ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ถึงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 โดยใช้อธิบายวิธีการจัดตั้งฐานคะแนนเสียงโดยมีสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจน และในแต่ละเครือข่ายจะมีผู้นำหรือ boss ควบคุมแกนนำระดับรองๆ จนไปถึงผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ความสัมพันธ์ภายในเครือข่ายจากระดับบนลงล่าง ผูกพันด้วยการตอบแทนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ตั้งแต่ระดับนักการเมืองที่มีผลตอบแทนเป็นงบประมาณ การให้สัมปทานธุรกิจ ระดับหัวคะแนนและนักการเมืองท้องถิ่นในระดับรองๆ ก็ตอบแทนกันด้วยตำแหน่งงานต่างๆ และท้ายที่สุดก็ให้ผลประโยชน์เป็นรูปสิ่งของ เงิน และความช่วยเหลือต่อคนระดับล่าง โดยมีคำสัญญาเชิงนโยบายของพรรคเป็นปัจจัยในการช่วยเหลือด้วย จากล่างขึ้นบนก็เป็นการตอบแทนด้วยคะแนนเสียง (Vote)”

จะเห็นได้ว่าแม้จักรกลการเมืองจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาก็ตาม แต่ก็มีลักษณะบางประการที่คล้ายคลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในการเมืองอยู่ไม่น้อย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองและหัวคะแนน ตลอดจนความเชื่อมโยงที่มีต่อประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

จุดที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของจักรกลการเมืองคือสามารถเลื่อนชั้นหรือยกระดับฐานะภายในเครือข่ายได้จากล่างไปสู่บน ตามที่เวียงรัฐได้อธิบายไว้ว่า

“การเมืองแบบนี้เกี่ยวพันอยู่กับการเมืองของชาติพันธุ์ คนกลุ่มน้อย และการแข่งขันทางผลประโยชน์ของธุรกิจ ที่ไม่ชอบธรรม โครงสร้างแบบจักรกลนี้สร้างเสถียรภาพให้กับพรรคการเมือง ในระยะเวลาหนึ่ง แต่ภายในเครือข่ายเองก็เกิดความเคลื่อนไหว (mobility) กล่าวคือ หัวคะแนนระดับล่างสามารถเลื่อนขั้นไปเป็นนักการเมืองท้องถิ่น และเลื่อนไปจนไปถึงการเป็น boss หรือผู้นำของจักรกล ดังมีผู้นำจำนวนหนึ่งเติบโตมาจากการเป็นหัวคะแนนการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ พร้อมๆ กับการเปลี่ยนผ่านจากชนชั้นล่างไปสู่ชนชั้นกลาง จากประชาชนชายขอบไปเป็นพลเมืองเต็มตัว ได้ทำให้จักรกลการเมืองค่อยๆ หมดความสำคัญไป”

คําว่าจักรกลการเมืองนั้นแตกต่างกับผู้มีอิทธิพลทางการเมืองในเขตพื้นที่หนึ่งซึ่งผู้คนมักมองว่ามีอำนาจบารมีแบบมานักเลงมาเฟีย ซึ่งเวียงรัฐได้แยกลักษณะเช่นนี้ออกมาต่างหากเรียกว่า “ระบบเจ้าพ่อ” ตามที่ได้ขยายความไว้ในหนังสือว่า

“ระบบเจ้าพ่อเป็นรูปแบบการเมืองที่ผู้เขียนให้ความสนใจศึกษามาอย่างต่อเนื่องในบริบทของการเมืองไทย เราได้เห็นปรากฏการณ์ของเจ้าพ่อกับอำนาจทางการเมืองอย่างชัดเจนในปลายทศวรรษที่ 80 และมั่นคงในช่วงของการพัฒนาเศรษฐกิจในทศวรรษที่ 90 ระบบเจ้าพ่อคือเครือข่ายทางสังคมและการเมืองที่เชื่อมโยงอยู่รอบๆ เจ้าพ่อหรือผู้มีอิทธิพล ซึ่งเป็นบุคคลที่มีบารมี มีอำนาจที่ไม่เป็นทางการ ครอบคลุมพื้นที่ในระดับจังหวัดหรือภูมิภาค มักจะเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ไม่ชอบธรรม ภายในเครือข่ายมีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกันในหลายรูปแบบ มีทั้งการตอบแทนทางธุรกิจซึ่งมักจะไม่ชอบธรรม การจัดสรรผลประโยชน์กัน การปกป้องกันและกันจากการใช้อำนาจรัฐ และการอุปถัมภ์ประชาชนในระดับรากหญ้า”

สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างจักรกลการเมืองกับระบบเจ้าพ่ออย่างชัดเจนก็คือ

(1) ลักษณะของการรวมกลุ่มเป็นองค์กรซึ่งระบบเจ้าพ่อไม่ได้มีการจัดองค์กรที่ชัดเจนและเป็นทางการแบบที่จักรกลการเมืองเป็น

(2) โอกาสในการเลื่อนสถานะของคนที่อยู่ในเครือข่ายความสัมพันธ์นี้ กล่าวคือในระบบเจ้าพ่อนั้น ลูกน้องและบริวารของเจ้าพ่อจะเป็นผู้ตามไปตลอด หากต้องการขึ้นเป็นใหญ่แทนก็เห็นแต่จะมีทางเดียวคือฆ่าคนเก่าเพื่อขึ้นไปเป็นใหญ่แทนเท่านั้น

และ (3) ระบบเจ้าพ่อเป็นไปเพื่อตอบสนองต่อผลประโยชน์ของเจ้าพ่อและเครือข่าย ไม่ใช่เพื่อประชาชนหรือพรรค ประชาชนแม้ได้ประโยชน์อยู่ด้วยก็จริง แต่ก็เป็นการได้ประโยชน์ร่วมกับเครือข่ายของเจ้าพ่อ ดังที่เวียงรัฐได้บรรยายไว้ว่า

“ระบบเจ้าพ่อมีลักษณะที่เป็นระบบพวกพ้อง ซึ่งต่างจากระบบจักรกลที่มีลักษณะเป็นรูปแบบกลุ่มองค์กรที่ชัดเจน ลักษณะสำคัญของความสัมพันธ์ภายในเครือข่ายของระบบเจ้าพ่อคือไม่ค่อยมีการเลื่อนสถานะทางลำดับชั้น ลูกน้องในระดับรองๆ ไม่สามารถเลื่อนขั้นหรือตั้งตัวแข่งขันทางบารมีได้ นอกจากวิธีเดียวคือสังหารเจ้าพ่อที่อยู่เหนือกว่า ระบบเจ้าพ่อจึงแยกไม่ออกจากความรุนแรง การเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองจึงเป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของเจ้าพ่อและเครือข่าย (ซึ่งรวมทั้งประชาชนระดับรากหญ้าที่ได้ประโยชน์ด้วย) มากกว่าผลประโยชน์ของพรรคการเมือง หรือไม่ได้มีทิศทางที่สร้างนโยบายทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของคะแนนเสียงในระยะยาวของพรรคใดพรรคหนึ่ง”

อ่านต่อฉบับหน้า



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เหยี่ยวถลาลม | หนูไม่รู้
50 ปี 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
บททดสอบสุดท้าย’บิ๊กต่าย’ ระบบตั๋วปะทะระบบคุณธรรม ระวังคลื่นลูกใหญ่ใน ก.พ.ค.ตร.
การกลับมาโสดอีกครั้งของ ปันปัน สุทัตตา
ออสเตรเลีย ยกระดับคุมปืน รับซื้ออาวุธปืนคืนจากประชาชน
เส้นทางความรัก นก อุษณีย์ จนถึงวัน ขอ ‘ม่วย’ แต่งงาน
แนวคิดของมาเคียเวลลีเรื่องการตบตีเทพีแห่งโชค
MatiTalk รมช.คมนาคม โต้ง สิริพงศ์ ว่าด้วย KPI กำแพง อุปสรรค และสิ่งที่ไม่คาดฝัน
ธงทอง จันทรางศุ | ‘ช่องว่าง’ ในครอบครัว
เจาะปมสังหาร ‘นายกฯ เด’ เลือดล้างสัมพันธ์เก่าแก่ อดีต ส.ส.ฉลอง-อ้างหนี้ แต่เบื้องลึกพลิกอีกมุม!
ศ.สุชาติ ชี้แก้คอร์รัปชันไทย ต้องเริ่มจากผู้นำที่สะอาด ใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม
E-DUANG | จังหวะภาพ ทักษิณ ชินวัตร ชุมนุม มังกร ทาง การเมือง