คอลัมน์ Agora โดย กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์
วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit
ช่วงนี้นอกจากจะเป็นเวลาที่พรรคการเมืองต่างๆ กำลังเจรจาต่อรองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลให้ลุล่วงแล้ว
ในหลักสูตรปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ (PPE) ที่ศูนย์ลำปาง วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ยังเป็นช่วงเวลาสำคัญของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ที่ต้องเข้าสู่การฝึกฝนทำงานวิจัยครั้งแรกในชีวิตผ่านกระบวนการทำภาคนิพนธ์ของแต่ละคนอีกด้วย
และเนื่องจากเพิ่งผ่านพ้นการเลือกตั้งใหญ่มาได้ไม่นานจึงมีนักศึกษาหลายคนเสนอหัวข้อเกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 โดยมีอยู่ 3 คนที่ต้องการวิเคราะห์ปัจจัยอันส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของคะแนนเสียงของพรรคการเมืองใหญ่ 3 พรรค ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย
แต่หลังจากที่ผมสนทนากับพวกเขาไปได้สักพักก็พบว่านักศึกษายังขาดความรู้ความเข้าใจแนวคิดทางรัฐศาสตร์หลายเรื่อง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า “ระบบอุปถัมภ์” ซึ่งแม้จะถูกเอ่ยถึงอย่างบ่อยครั้งทางสื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียต่างๆ ก็ตาม
ทว่า คำจำกัดความที่วงวิชาการศึกษาวิจัยกับความหมายที่มักพบเห็นอยู่ในชีวิตประจำวันกลับต่างกันอยู่พอสมควร อันส่งผลอย่างยิ่งต่อโลกทัศน์และมุมมองที่มีต่อพฤติกรรมการเลือกตั้งขอ’ประชาชน
พอคิดว่าต้องแนะนำหนังสือที่ควรอ่านให้กับนักศึกษาเหล่านี้ไปศึกษาก่อนทำวิจัยของตัวเองแล้ว
จึงคิดว่าจะมีประโยชน์มากขึ้นถ้าจะหยิบยกบางส่วนมาเล่าสู่กันฟังให้กับผู้อ่านในมติชนสุดสัปดาห์ด้วย
หนังสือเล่มแรกที่ผมแนะนำเพื่อทำความเข้าใจเรื่องนี้ก็คือเรื่อง “หีบบัตรกับบุญคุณ การเมืองการเลือกตั้งและการเปลี่ยนแปลงเครือข่ายอุปถัมภ์” ของ รศ.ดร.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ ซึ่งออกมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 สมัยที่ยังคงเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์อยู่
หนังสือเล่มนี้พัฒนามาจากงานวิจัยเรื่อง “พลวัตของการเมืองในระบอบการเลือกตั้ง และผลต่อความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ในท้องถิ่นไทย” อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการงานวิจัยชุด “ทบทวนภูมิทัศน์การเมืองไทย”
โดยงานวิจัยชิ้นนี้นอกจากอธิบายให้เห็นถึงความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ในการเมืองไทยที่มีความซับซ้อนและมีพลวัตไปตามยุคสมัยมากกว่าที่คนทั่วไปเข้าใจแล้ว
ยังได้ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางการเมืองในรูปแบบอื่นที่มีความใกล้เคียงหรืออาจเรียกได้ว่าเป็นความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ประเภทหนึ่งอีกด้วย เช่น จักรกลการเมือง (Machine Politics) และระบบเจ้าพ่อ (Atomized Godfather)
ซึ่งบทความนี้จะหยิบยก 2 คำนี้มาอธิบายก่อน ส่วนคำว่าระบบอุปถัมภ์จะขอยกไปในตอนถัดไป
คําว่า “จักรกลการเมือง” นั้น เวียงรัฐให้คำจำกัดความเอาไว้โดยกล่าวว่า
“จักรกลการเมืองหรือบางครั้งก็เรียกว่าการเมืองระบบ bossism คือระบบการบริหารจัดการฐานคะแนนเสียง เพื่อเป้าหมายให้พรรคการเมืองเป็นที่นิยมและได้รับการเลือกตั้งมากที่สุด เป็นคำที่ใช้ศึกษาการเมืองระดับนคร (urban politics) ในสหรัฐอเมริกา ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ถึงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 โดยใช้อธิบายวิธีการจัดตั้งฐานคะแนนเสียงโดยมีสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจน และในแต่ละเครือข่ายจะมีผู้นำหรือ boss ควบคุมแกนนำระดับรองๆ จนไปถึงผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ความสัมพันธ์ภายในเครือข่ายจากระดับบนลงล่าง ผูกพันด้วยการตอบแทนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ตั้งแต่ระดับนักการเมืองที่มีผลตอบแทนเป็นงบประมาณ การให้สัมปทานธุรกิจ ระดับหัวคะแนนและนักการเมืองท้องถิ่นในระดับรองๆ ก็ตอบแทนกันด้วยตำแหน่งงานต่างๆ และท้ายที่สุดก็ให้ผลประโยชน์เป็นรูปสิ่งของ เงิน และความช่วยเหลือต่อคนระดับล่าง โดยมีคำสัญญาเชิงนโยบายของพรรคเป็นปัจจัยในการช่วยเหลือด้วย จากล่างขึ้นบนก็เป็นการตอบแทนด้วยคะแนนเสียง (Vote)”
จะเห็นได้ว่าแม้จักรกลการเมืองจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาก็ตาม แต่ก็มีลักษณะบางประการที่คล้ายคลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในการเมืองอยู่ไม่น้อย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองและหัวคะแนน ตลอดจนความเชื่อมโยงที่มีต่อประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
จุดที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของจักรกลการเมืองคือสามารถเลื่อนชั้นหรือยกระดับฐานะภายในเครือข่ายได้จากล่างไปสู่บน ตามที่เวียงรัฐได้อธิบายไว้ว่า
“การเมืองแบบนี้เกี่ยวพันอยู่กับการเมืองของชาติพันธุ์ คนกลุ่มน้อย และการแข่งขันทางผลประโยชน์ของธุรกิจ ที่ไม่ชอบธรรม โครงสร้างแบบจักรกลนี้สร้างเสถียรภาพให้กับพรรคการเมือง ในระยะเวลาหนึ่ง แต่ภายในเครือข่ายเองก็เกิดความเคลื่อนไหว (mobility) กล่าวคือ หัวคะแนนระดับล่างสามารถเลื่อนขั้นไปเป็นนักการเมืองท้องถิ่น และเลื่อนไปจนไปถึงการเป็น boss หรือผู้นำของจักรกล ดังมีผู้นำจำนวนหนึ่งเติบโตมาจากการเป็นหัวคะแนนการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ พร้อมๆ กับการเปลี่ยนผ่านจากชนชั้นล่างไปสู่ชนชั้นกลาง จากประชาชนชายขอบไปเป็นพลเมืองเต็มตัว ได้ทำให้จักรกลการเมืองค่อยๆ หมดความสำคัญไป”
คําว่าจักรกลการเมืองนั้นแตกต่างกับผู้มีอิทธิพลทางการเมืองในเขตพื้นที่หนึ่งซึ่งผู้คนมักมองว่ามีอำนาจบารมีแบบมานักเลงมาเฟีย ซึ่งเวียงรัฐได้แยกลักษณะเช่นนี้ออกมาต่างหากเรียกว่า “ระบบเจ้าพ่อ” ตามที่ได้ขยายความไว้ในหนังสือว่า
“ระบบเจ้าพ่อเป็นรูปแบบการเมืองที่ผู้เขียนให้ความสนใจศึกษามาอย่างต่อเนื่องในบริบทของการเมืองไทย เราได้เห็นปรากฏการณ์ของเจ้าพ่อกับอำนาจทางการเมืองอย่างชัดเจนในปลายทศวรรษที่ 80 และมั่นคงในช่วงของการพัฒนาเศรษฐกิจในทศวรรษที่ 90 ระบบเจ้าพ่อคือเครือข่ายทางสังคมและการเมืองที่เชื่อมโยงอยู่รอบๆ เจ้าพ่อหรือผู้มีอิทธิพล ซึ่งเป็นบุคคลที่มีบารมี มีอำนาจที่ไม่เป็นทางการ ครอบคลุมพื้นที่ในระดับจังหวัดหรือภูมิภาค มักจะเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ไม่ชอบธรรม ภายในเครือข่ายมีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกันในหลายรูปแบบ มีทั้งการตอบแทนทางธุรกิจซึ่งมักจะไม่ชอบธรรม การจัดสรรผลประโยชน์กัน การปกป้องกันและกันจากการใช้อำนาจรัฐ และการอุปถัมภ์ประชาชนในระดับรากหญ้า”
สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างจักรกลการเมืองกับระบบเจ้าพ่ออย่างชัดเจนก็คือ
(1) ลักษณะของการรวมกลุ่มเป็นองค์กรซึ่งระบบเจ้าพ่อไม่ได้มีการจัดองค์กรที่ชัดเจนและเป็นทางการแบบที่จักรกลการเมืองเป็น
(2) โอกาสในการเลื่อนสถานะของคนที่อยู่ในเครือข่ายความสัมพันธ์นี้ กล่าวคือในระบบเจ้าพ่อนั้น ลูกน้องและบริวารของเจ้าพ่อจะเป็นผู้ตามไปตลอด หากต้องการขึ้นเป็นใหญ่แทนก็เห็นแต่จะมีทางเดียวคือฆ่าคนเก่าเพื่อขึ้นไปเป็นใหญ่แทนเท่านั้น
และ (3) ระบบเจ้าพ่อเป็นไปเพื่อตอบสนองต่อผลประโยชน์ของเจ้าพ่อและเครือข่าย ไม่ใช่เพื่อประชาชนหรือพรรค ประชาชนแม้ได้ประโยชน์อยู่ด้วยก็จริง แต่ก็เป็นการได้ประโยชน์ร่วมกับเครือข่ายของเจ้าพ่อ ดังที่เวียงรัฐได้บรรยายไว้ว่า
“ระบบเจ้าพ่อมีลักษณะที่เป็นระบบพวกพ้อง ซึ่งต่างจากระบบจักรกลที่มีลักษณะเป็นรูปแบบกลุ่มองค์กรที่ชัดเจน ลักษณะสำคัญของความสัมพันธ์ภายในเครือข่ายของระบบเจ้าพ่อคือไม่ค่อยมีการเลื่อนสถานะทางลำดับชั้น ลูกน้องในระดับรองๆ ไม่สามารถเลื่อนขั้นหรือตั้งตัวแข่งขันทางบารมีได้ นอกจากวิธีเดียวคือสังหารเจ้าพ่อที่อยู่เหนือกว่า ระบบเจ้าพ่อจึงแยกไม่ออกจากความรุนแรง การเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองจึงเป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของเจ้าพ่อและเครือข่าย (ซึ่งรวมทั้งประชาชนระดับรากหญ้าที่ได้ประโยชน์ด้วย) มากกว่าผลประโยชน์ของพรรคการเมือง หรือไม่ได้มีทิศทางที่สร้างนโยบายทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของคะแนนเสียงในระยะยาวของพรรคใดพรรคหนึ่ง”
อ่านต่อฉบับหน้า
