บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
ในที่สุด กกต.ก็รับรอง ส.ส.เขต และเตรียมรับรอง สส.บัญชีรายชื่อในสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม ถึงแม้ตอนนี้จะมีคดีเลือกตั้งอยู่ 3 ศาล และ กกต.ยังไม่รู้ว่ามีคนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งกี่คน แต่ความเชื่อของ กกต.คือเลือกตั้งไม่มีทางโมฆะ และการรับรอง ส.ส.จะทำให้สังคมหันไปสนใจการตั้งรัฐบาล
ทั้งหมดนี้เป็นวิธีคิดเหมือนนักการเมืองแนวซูเปอร์กะล่อนชัดๆ เพราะเป็นวิธีคิดที่ไม่สนใจความรู้สึกนึกคิดของประชาชน อยากด่าก็ปล่อยให้ด่าจนเหนื่อย ไม่ฟัง ไม่ตอบ แต่รอจับผิดเพื่อฟ้องดำเนินคดี แล้วสร้างเรื่องเบี่ยงเบนประเด็นจนคนลืมปัญหาของการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ไปเลย
ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่คนไทยจะสนใจข่าวตั้งรัฐบาลมากกว่าเรื่อง กกต. แต่ กกต.เข้าใจผิดไปเยอะที่คิดว่าข่าวตั้งรัฐบาลจะกลบความเละเทะของ กกต.ไปหมด เพราะตั้งรัฐบาลเป็นละครการเมืองที่ไม่เกิน 1 เดือนก็จบ
คนลุ้นแค่มีกล้าธรรมในรัฐบาลหรือไม่ และเพื่อไทยอยู่ต่อหรือถูกถีบจากรัฐบาล
รัฐบาลจะมีกล้าธรรมหรือไม่เชื่อมโยงกับโจทย์เรื่องรัฐบาลจะมีเสถียรภาพอย่างไร ถ้ารัฐบาลมีแค่ภูมิใจไทย, เพื่อไทย และพรรคเล็กจนรวม ส.ส.ได้ 300 คน เสถียรภาพรัฐบาลก็ขึ้นอยู่กับความเมตตาที่เพื่อไทยมีต่อรัฐบาล ถ้าเพื่อไทยถอนตัวรัฐบาลก็จบเพราะเหลือ ส.ส.แค่ 220 จนต้องยุบสภาทันที
ข้อดีของการมีกล้าธรรมในรัฐบาลคือรัฐบาลจะมี ส.ส.ราว 325 ซึ่งต่อให้เพื่อไทยหรือกล้าธรรมถอนตัวก็ไม่อาจล้มรัฐบาล
การตั้งรัฐบาลที่ไม่มีกล้าธรรมจึงเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคุณอนุทิน ชาญวีรกูล และคุณเนวิน ชิดชอบ ไว้ใจคุณทักษิณ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทยอย่างแรงกล้า หรือไม่ก็เพื่อไทยสวามิภักดิ์ภูมิใจไทยอย่างสมบูรณ์
ภูมิใจไทยจะควบคุมพรรคเพื่อไทยอย่างไร และพรรคเพื่อไทยจะ “หมอบ” กับภูมิใจไทยได้แค่ไหนจนพรรคไม่สูญเสียคะแนนนิยมไปด้วย ในที่สุดปัญหาของเรื่องนี้มีแค่นี้เอง
ถ้าภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลโดยมีทั้งเพื่อไทยและกล้าธรรมเหมือนกัน ปัญหาเดียวที่จะเกิดขึ้นในกรณีรัฐบาลสูตรน้ำเงิน-แดง-เขียวคือ จะทำอย่างไรหากเพื่อไทยจับมือกับกล้าธรรมถอนตัวจากรัฐบาลพร้อมกัน แต่ทางเลือกนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะเกิดขึ้นเลย
ข้อเสียของการถีบกล้าธรรมพ้นรัฐบาลคือทำให้ ส.ส.ฝ่ายค้านเพิ่มขึ้นเป็น 198 เสียง จากเดิมที่พรรคประชาชนและประชาธิปัตย์ (ปชป.) รวมกันมีแค่ 176 แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังไม่เข้าใกล้การเป็นภัยคุกคามรัฐบาล เว้นแต่ว่าเพื่อไทยจะข้ามขั้วมาจับมือกับทั้ง 3 พรรคจนมี ส.ส. 272
แต่สูตรนี้เป็นยิ่งกว่าฝันกลางวัน
ในที่สุด ข่าวการตั้งรัฐบาลจะจบเมื่อสมการตั้งรัฐบาลจบ ลากได้อย่างมากอีกนิดคือใครเป็นรัฐมนตรี ใครไม่ได้เป็น คนไม่ได้เป็นด่าคนที่เป็นว่าอย่างไร เพื่อไทยจะแตกหรือไม่ กล้าธรรมจะทำอย่างไรต่อ แต่ในที่สุดทิศทางข่าวทั้งหมดก็จะกลับมาที่เรื่อง กกต.อยู่ดี
เกือบ 3 สัปดาห์แล้วที่ กกต.ยังไม่ยอมบอกว่าตกลงคนไทยไปเลือกตั้งทั้งหมดกี่คน ทั้งที่แค่ข้อมูลนี้ ง่ายจนแค่เอาจำนวนคนที่ไปรับบัตรเลือกตั้งทั้งหมดมารวมกันก็จบ กกต.ปี 2566 ก็เคยบอกตัวเลขนี้ได้ทันทีที่เลือกตั้งเสร็จ แต่กกต.ปี 2569 นอกจากไม่ยอมบอกแล้วก็ไม่อธิบายด้วยว่าไม่บอกเพราะอะไร
ในระบบเลือกตั้งที่ไม่มีการโกง ตัวเลข “คนใช้สิทธิ์เลือกตั้ง” ต้องเท่ากันเป๊ะกับ “คะแนนรวมหลังเลือกตั้ง” เพราะคะแนนเลือกตั้งมาจากการหย่อนบัตรเลือกตั้งของคนเลือกตั้ง ถ้ามีคนไปเลือกตั้ง 36 ล้าน ก็แปลว่าคะแนนรวมของทุกคนหลังเลือกตั้งก็ต้องเป็น 36 ล้านคะแนน ห้ามขาดห้ามเกิน
กกต.โกงหรือไม่ไม่รู้ แต่ถ้าจำนวนคนเลือกตั้งไม่ตรงกับคะแนนเลือกตั้งก็แปลว่าต้องมีการโกงแน่ๆ
ส่วนคนโกงเป็นใครก็ต้องไปดำเนินคดีเพราะคะแนนเลือกตั้งจะมากกว่าคนเลือกตั้งไม่ได้ ยกเว้นมีคนเติมบัตรเลือกตั้ง และคะแนนจะน้อยกว่าคนไปเลือกตั้งก็ไม่ได้อีก ยกเว้นมีคนหยิบบัตรออกไป
เมื่อไม่ยอมเปิดเผยจำนวนคนเลือกตั้ง ก็ไม่สามารถตรวจสอบว่าคะแนนเลือกตั้งมากกว่าคนไปเลือกตั้งหรือไม่ ทั้งที่หลายจังหวัดมีปัญหาบัตรเขย่งหรือปัญหานี้เยอะไปหมด
แต่การปกปิดของ กกต.ทำให้การตรวจสอบโกงเรื่องนี้ยากขึ้น ถึงองค์ประกอบแวดล้อมจะเห็นชัดๆ ว่าน่าสงสัยเรื่องโกงก็ตาม
คําใหม่ที่คุณสฤณี อาชวานันทกุล และนัก Data Science ใช้คือเลือกตั้งปีนี้มีการ “จัดการคะแนนดิบจากหน่วยเลือกตั้งอย่างเป็นระบบ” รวมทั้งมี 19 เขตเลือกตั้งที่มีบัตรเสียและบัตรไม่เลือกใครช่วงนับคะแนน 94% มากกว่าบัตรเสียและบัตรไม่เลือกใครช่วงนับคะแนน 100% ทั้งที่ต้องต่ำกว่าทุกกรณี
ถ้าบัตรเสียช่วงนับคะแนน 94% มากกว่าบัตรเสียช่วงนับคะแนน 100% ก็แปลว่าต้องมีคน “จัดการคะแนนดิบจากหน่วยเลือกตั้ง” จากมากให้เหลือน้อย ซึ่งเรื่องนี้ห้ามทำ และเมื่อทำก็น่าสงสัยว่าใครทำ มีคะแนนอะไรที่ถูก “จัดการ” อีก และการทำแบบนี้ส่งผลต่อผลเลือกตั้งขนาดไหนและอย่างไร
การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยคือกลไกให้ประชาชนเลือกว่าจะยอมให้ใครเป็นรัฐบาล สัญญาประชาคมระหว่างรัฐบาลกับประชาชนไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่เกิดเพราะประชาชนยอมรับว่าผู้ชนะเลือกตั้งคือคนที่ประชาชนเลือกมากที่สุดเพื่อให้ไปบังคับใช้กฎหมายและกำหนดนโยบาย
หน้าที่เดียวของการเลือกตั้งคือรวมคะแนนเสียงอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม กกต.จึงควรมีบทบาทเป็นแค่เครื่องคิดเลขที่บวกคะแนนทุกคนอย่างตรงไปตรงมา เพราะถ้าคะแนนไม่ตรงกับจำนวนคนเลือกตั้ง สัญญาประชาคมย่อมไม่เกิด
และรัฐบาลไม่มีทางได้ความยอมรับจากประชาชนอย่างบริบูรณ์
คําว่า การ “จัดการคะแนนดิบจากหน่วยเลือกตั้งอย่างเป็นระบบ” คือ Oxymoron ที่จริงจนขมขื่น เพราะการเลือกตั้งต้องมีคนจัดการ แต่คะแนนดิบในหน่วยเลือกตั้งเป็นเรื่องที่ไปจัดการไม่ได้ เพราะการ “จัดการ” คือวิธีเลี่ยงบาลีของการเปลี่ยนผลเลือกตั้งให้เป็นแบบที่คน “จัดการ” ต้องการ
แน่นอนว่า ตอนนี้ยังไม่มีใครระบุได้ว่า Perpetrator ผู้เข้าไปจัดการคะแนนดิบคือใคร
พรรคการเมืองทำเรื่องนี้ด้วยตัวเองไม่ได้ และไม่มีใครในโลกทำได้นอกจากเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับการจัดเลือกตั้งไม่คนใดก็คนหนึ่ง หรืออาจจะหลายคน เมื่อคำนึงถึงความพิรุธที่โผล่ให้จับได้หลายประเด็น
ความชอบด้วยกฎหมาย (Legality) ของการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเรื่องที่คุยกันได้ยาว แต่ความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้ง (Legitimacy) เป็นเรื่องซึ่งคนทุกกลุ่มเอกฉันท์จนแทบไม่มีอะไรให้เถียงกันเลย
ยกตัวอย่างง่ายๆ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 คนคุยกับผมว่า ไม่เคยเห็น กกต.ชุดไหนจัดเลือกตั้งแย่เท่าชุดนี้ แต่พอคุยกันต่อว่า แล้ว กกต.จะมีความผิดหรือการเลือกตั้งจะโมฆะหรือไม่ ทั้งคู่ตอบตรงกันว่าคงไม่ เช่นเดียวอดีตกับรัฐมนตรีกระทรวงหลักในรัฐบาลเพื่อไทยที่คุยกับผมแบบเดียวกัน
พูดตรงๆ “ผลการเลือกตั้ง” คือสาเหตุที่ทำให้คนจำนวนมากเชื่อว่าเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่โมฆะ ต่อให้การเลือกตั้งจะไม่ลับและ กกต.จะจัดเลือกตั้งห่วยแค่ไหน
เพราะถ้าโมฆะก็เท่ากับยกเลิกผลเลือกตั้งปี 2569 ซึ่งผู้ชนะอันดับ 1 คือพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นหัวขบวนใหญ่ของฝ่ายอนุรักษนิยม
ความเชื่อว่า เลือกตั้งครั้งนี้ไม่โมฆะเพราะผู้มีอำนาจถูกใจผลเลือกตั้งเป็นความเชื่อที่อันตราย เพราะเท่ากับคนจำนวนมากเชื่อว่า “เลือกตั้งไม่ลับ” กลับเป็น “เลือกตั้งที่ไม่โมฆะ” เพียงเพราะผลเลือกตั้งสอดคล้องกับอำนาจการเมืองที่ได้ผลประโยชน์จากการเลือกตั้งทั้งโดยตรงและโดยอ้อมเท่านั้นเอง
โดยปกติแล้ว การเลือกตั้งคือกลไกให้ประชาชนเลือกรัฐบาล ผู้มีอำนาจหลังการเลือกตั้งจะได้รับความยอมรับหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าการเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับหรือไม่
แต่วิธีจัดเลือกตั้งแบบนี้สร้างมลทินให้กับรัฐบาล และมลทินนี้จะเป็นรอยเปื้อนรัฐบาลไปอย่างไม่มีทางแก้ได้เลย
คุณอนุทินตั้งรัฐบาลได้แน่ๆ แต่ปัญหาคือ รัฐบาลนี้จะมีปัญหาเรื่อง “อำนาจนำ” ที่ความตะขิดตะขวงใจจากการเลือกตั้งจะทำให้คนตั้งคำถามกับความชอบธรรมของรัฐบาลไปตลอดกาล
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
