บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
ผมภูมิใจมากที่ได้แชร์ออฟฟิศกับ 3 บุคคลที่ Harvard ทำให้มีโอกาสได้ทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกับนักคิดด้านการเคลื่อนไหวทางการเมืองระดับโลก
ช่วยตั้งคำถามและทำให้ผมเห็นภาพชัดขึ้นว่า การเปลี่ยนแปลงที่มั่นคงต้องอาศัยทั้งความคิดเชิงยุทธศาสตร์ ประสบการณ์ภาคสนาม และความเข้าใจต่อโลกที่กว้างกว่าพรมแดนของประเทศของตัวเอง ออฟฟิศเราไม่ได้ใหญ่มาก เพราะฉะนั้นการคุยตอนเดินสวนกัน ตอนรอเครื่องกาแฟ จนถึงตอนประชุมร่วมกัน 2-3 ชั่วโมงจึงเป็นเรื่องทำได้ตลอด
คนที่ 1 คือ Marshall Ganz นักคิดด้านการจัดตั้งมวลชนผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการเมืองภาคประชาชนในสหรัฐอเมริกา
เรื่องราวชีวิตของเขาเริ่มต้นไม่ใช่ในห้องประชุมหรือมหาวิทยาลัย แต่ในไร่นาแคลิฟอร์เนียช่วงทศวรรษ 1960 เมื่อเขาตัดสินใจพักการเรียนเพื่อไปทำงานร่วมกับสหภาพแรงงานเกษตรของคนงานผู้อพยพ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความยากลำบากและความไม่เท่าเทียม
ประสบการณ์นั้นทำให้เขาเข้าใจว่าการเมืองไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในรัฐสภา แต่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของผู้คน
ต่อมาเขาได้มีบทบาทสำคัญในการออกแบบระบบการจัดตั้งอาสาสมัครในการรณรงค์ของ Barack Obama และพัฒนาแนวคิดที่สะท้อนอยู่ในหนังสือ People, Power, Change ว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ยั่งยืนต้องสร้างจากความสัมพันธ์ ความไว้วางใจ และการพัฒนาผู้นำในระดับรากฐาน

แนวคิดเรื่อง grassroots organizing ของเขาจึงไม่ใช่เพียงเทคนิคการเคลื่อนไหว แต่เป็นกระบวนการทำให้ประชาชนธรรมดากลายเป็นผู้มีบทบาทในการกำหนดอนาคตของสังคมตนเอง
“คุณต้องแยกให้ออก ในทุกแคมเปญการเลือกตั้งว่า Mobilizing กับ Organizing ต่างกันอย่างไร” Ganz บอกผม
บทเรียนสำคัญอีกประการหนึ่งที่ Ganz มักย้ำคือ ความแตกต่างระหว่างการ “ปลุกพลังการมีส่วนร่วม” (mobilizing) กับการ “สร้างโครงสร้างพลังของสังคม” (organizing)
การปลุกพลังมักวัดผลได้จากตัวเลขที่มองเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นขนาดของฝูงชนในการชุมนุม จำนวนผู้สนับสนุนในการเลือกตั้ง หรือระดับการมีส่วนร่วมบนสื่อสังคมออนไลน์ เช่น ยอดแชร์ ยอดไลก์ และกระแสการพูดถึงในช่วงเวลาหนึ่ง
ทั้งในประเทศไทยและในหลายประเทศ รวมถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เรามักเห็นช่วงเวลาที่พลังทางการเมืองถูกขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วผ่านกระแสสาธารณะและการสื่อสารดิจิทัล ซึ่งสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อสมดุลทางการเมืองได้ในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม การสร้างโครงสร้างพลังของสังคมเป็นกระบวนการที่ลึกและยาวนานกว่า มุ่งพัฒนาความสัมพันธ์ ความไว้วางใจ และความรับผิดชอบร่วมกันในระดับชุมชน รวมถึงการสร้างกลไกและเครือข่ายที่ทำให้การมีส่วนร่วมของประชาชนสามารถดำรงอยู่ได้แม้ในช่วงเวลาที่กระแสทางการเมืองเริ่มแผ่วลง
บทเรียนจากทั้งการเมืองไทยและการเมืองสหรัฐสะท้อนให้เห็นตรงกันว่า ความสำเร็จในระยะยาวไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงความสามารถในการสร้างกระแส แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการหล่อเลี้ยงพลังของผู้คนให้กลายเป็นฐานทางสังคมที่มั่นคงและต่อเนื่อง
คนที่ 2 คือ Erica Chenoweth นักวิชาการด้าน civil resistance ซึ่งผลงานของเธอได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวางในวงวิชาการไทย โดยเฉพาะในหมู่นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างศาสตราจารย์ ดร.เกษียร เตชะพีระ

งานสำคัญของเธออย่าง Why Civil Resistance Works ใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ศึกษาการเคลื่อนไหวทางการเมืองจากหลายประเทศทั่วโลก และชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงที่ไม่ใช้ความรุนแรงมีแนวโน้มประสบความสำเร็จมากกว่า เพราะสามารถดึงการมีส่วนร่วมจากประชาชนในวงกว้าง สร้างความชอบธรรม และลดต้นทุนของความขัดแย้งในระยะยาว
สำหรับบริบทของประเทศไทย บทเรียนจาก Chenoweth ช่วยให้เห็นว่า ความหวังทางการเมืองไม่ใช่เพียงเรื่องของการสร้างกระแสหรือแรงบันดาลใจ แต่เป็นเรื่องของการขยายฐานการมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ และการยืนหยัดต่อกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ต้องใช้เวลา
นอกเหนือจากงานเขียนเชิงทฤษฎีแล้ว Erica Chenoweth ยังเป็นผู้อำนวยการของ Nonviolent Action Lab ที่ศูนย์ Ash Center ซึ่งทำหน้าที่เป็นพื้นที่วิจัยเชิงยุทธศาสตร์เกี่ยวกับอนาคตของการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยในโลกยุคใหม่ ห้องปฏิบัติการแห่งนี้ศึกษาทั้งแนวโน้มของความรุนแรงทางการเมือง การกดปราบของรัฐ และความท้าทายของขบวนการประชาชนที่ต้องเผชิญกับภาวะถดถอยของประชาธิปไตยทั่วโลก
งานของ Lab มีความเฉพาะเจาะจงและร่วมสมัย ตั้งแต่โครงการ AI and Democracy Movements ที่สำรวจว่า ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีดิจิทัลกำลังเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของขบวนการเคลื่อนไหวอย่างไร ไปจนถึงโครงการ Crowd Counting Consortium ที่รวบรวมข้อมูลขนาดใหญ่เกี่ยวกับการประท้วง การชุมนุม และการเคลื่อนไหวของประชาชนในสหรัฐอเมริกาแบบเกือบเรียลไทม์
นอกจากนี้ Lab ยังเปิดพื้นที่ถกเถียงเรื่องสำคัญของประชาธิปไตยร่วมสมัย เช่น ความรุนแรงของตำรวจต่อผู้ชุมนุม การถดถอยของเสรีภาพพลเมือง การมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ และการออกแบบการเคลื่อนไหวที่สามารถรักษาความชอบธรรมทางสังคมในสภาวะความขัดแย้งสูง
สำหรับผม สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า การเมืองในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันในสนามเลือกตั้ง แต่เป็นการต่อสู้เชิงโครงสร้างเกี่ยวกับข้อมูล เทคโนโลยี ความไว้วางใจ และความชอบธรรมของสถาบันรัฐ ซึ่งเป็นโจทย์ที่สังคมไทยเองกำลังต้องเผชิญในรูปแบบที่แตกต่างกัน
คนที่ 3 คือ Samantha Power นักเขียนเจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์ นักการทูต และอดีตผู้กำหนดนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนระดับโลก หนังสือสำคัญของเธอ A Problem from Hell : America and the Age of Genocide เป็นงานศึกษาประวัติศาสตร์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และบทบาทของมหาอำนาจในการตอบสนองต่อโศกนาฏกรรมเหล่านั้น ซึ่งทำให้เธอเป็นหนึ่งในนักคิดด้านศีลธรรมทางการเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคปัจจุบัน ก่อนจะเข้าสู่บทบาททางนโยบาย เธอเคยทำงานเป็นผู้สื่อข่าวในพื้นที่สงครามอย่างคาบสมุทรบอลข่าน ประสบการณ์จากภาคสนามได้หล่อหลอมมุมมองของเธอเกี่ยวกับความสำคัญของการปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในเวทีระหว่างประเทศ
ต่อมาเธอมีบทบาทสำคัญในทีมด้านนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดี Barack Obama และดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำองค์การสหประชาชาติ ซึ่งทำให้เธอเป็นหนึ่งในเสียงสำคัญที่ผลักดันประเด็นสิทธิมนุษยชนและความรับผิดชอบของรัฐในระดับโลก
แม้ผมจะยังไม่มีโอกาสได้สนทนาอย่างจริงจังกับเธอ แต่การได้อยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันก็ทำให้ผมตระหนักว่า ความเข้มแข็งของประชาธิปไตยภายในประเทศหนึ่งย่อมมีความหมายต่อความน่าเชื่อถือและบทบาทของประเทศนั้นในเวทีโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
และผมตระหนักว่า การเมืองภายในประเทศไม่เคยเป็นเรื่องที่แยกขาดจากบริบทระหว่างประเทศ ความเข้มแข็งของประชาธิปไตยภายในประเทศหนึ่งย่อมสะท้อนถึงความเชื่อมั่นและบทบาทของประเทศนั้นในเวทีโลก
เมื่อมองภาพร่วมกัน บทเรียนจากทั้งสามคนทำให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไม่ใช่เรื่องของเหตุการณ์ครั้งเดียว แต่เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยทั้งการสร้างพลังของสังคม การจัดการความขัดแย้งอย่างสันติ และการเชื่อมโยงกับบริบทของโลกที่กว้างขึ้น
สำหรับประเทศไทย ซึ่งกำลังเดินอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง ความคาดหวังของประชาชนยังคงสูง ขณะที่ความไม่แน่นอนก็ยังคงมีอยู่มาก การเลือกตั้งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่จะกำหนดทิศทางของประเทศในระยะยาวคือ ความสามารถของสังคมในการทำให้การมีส่วนร่วมทางการเมืองกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
และท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากประสบการณ์เหล่านี้คือ ความหวังทางการเมืองไม่ใช่ของขวัญที่ตกลงมาจากฟ้า แต่เป็นสิ่งที่ผู้คนในสังคมต้องร่วมกันสร้างขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ผ่านความกล้าหาญในชีวิตประจำวัน ผ่านการยืนหยัดในหลักการแม้ในวันที่มองไม่เห็นผลลัพธ์ชัดเจน เส้นทางของประชาธิปไตยอาจยาวไกลและเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่ประวัติศาสตร์ของหลายประเทศก็พิสูจน์แล้วว่า เมื่อผู้คนไม่ยอมละทิ้งความหวัง และเลือกที่จะทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่ออนาคตที่ดีกว่า การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ
และบางครั้งจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงนั้น อาจไม่ได้อยู่ที่เหตุการณ์ยิ่งใหญ่ หากอยู่ที่การตัดสินใจเล็กๆ ของคนธรรมดาที่เชื่อว่าอนาคตของประเทศควรเป็นของพวกเขาเอง
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
