บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
คําขู่ฟ้อง 112 ทั้งซีรีส์ “หงสาวดี” และมังงะ “อโยธยาเอยาวดี” เป็นเรื่องเหลวไหล จนไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้นจริง
แต่ในที่สุดก็มีคนฟ้อง 112 คนวาดการ์ตูน “อโยธยาเอยาวดี” โดยอ้างว่าทำให้มหาราชของประเทศดูเป็น “ชายรักชาย” และ “วิปริตผิดเพศ” จนด่ากราดว่าคนรุ่นใหม่โง่เขลาที่สุดไปเลย
คนรุ่นใหม่โง่หรือไม่ไม่รู้ เช่นเดียวกับคนรุ่นเก่าจะ “อัจฉริยะ” ทั้งหมดหรือไม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ไม่มีคนฉลาดหน้าไหนพูดว่าความโง่หรือฉลาดขึ้นอยู่กับ “รุ่น” หรือ “อายุ” ของคนแน่ๆ เช่นเดียวกับไม่มีคนฉลาดหน้าไหนจะด่ากราดคนอื่น และฟ้องคนทำซีรีส์ด้วยข้ออ้างแบบนี้แน่นอน
ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาของการใช้กฎหมายอาญา ม.112 ชัดๆ และทั้งหมดนี้ตอกย้ำว่าการแก้ 112 เป็นเรื่องที่มีความจำเป็นเพื่อไม่ให้ใครแกล้งใครด้วยข้ออ้างแบบนี้อีกเลย
เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดว่า “หงสาวดี” และ “อโยธยาเอยาวดี” เป็นเหยื่อรายแรกของการใช้ 112 ก่อนหน้านี้ “โน้ส อุดม” และ Netflix ก็เคยถูก ส.ส.พรรคแกนนำรัฐบาลอย่างคุณปารีณา ไกรคุปต์ ฟ้องคดี 112 ในปี 2567 ด้วยคำพูดที่ถึงขั้นประกาศว่าอยากให้ศาลเตี้ยประชาทัณฑ์โน้สเพราะข้อหานี้ไปเลย
โทษขั้นต่ำของ 112 คือคุก 3-15 ปี ใครที่ศาลตัดสินว่าผิดจึงต้องติดคุกอย่างต่ำ 3 ปีสถานเดียว ต่ำกว่านั้นไม่ได้ ใครเกลียดใครจึงฟ้องแกล้งเพื่อให้อีกฝ่ายเสี่ยงเข้าคุกไม่น้อยกว่า 3 ปีได้ทันที
กฎหมาย 112 ควรมีหรือไม่เถียงกันได้ยาว แต่การฟ้อง 112 “หงสาวดี” หรือ “โน้ส อุดม” แบบนี้ใครเห็นด้วยก็เลอะเทอะแล้ว
แต่ความเลอะเทอะแบบนี้เป็นคดีได้เพราะกฎหมาย 112 เปิดช่องให้ใครก็ฟ้องใครได้ และจะฟ้องจากที่ไหนก็ได้ด้วย ใครหมั่นไส้จนอยากแกล้งใครจึงทำได้ตามสบาย
หนึ่งในสาเหตุที่ควรแก้กฎหมายอาญา ม.112 คือแก้เพื่อไม่ให้ใครฟ้องใครมั่วๆ ต่อไป
เพราะขณะที่กฎหมายหลายฉบับกำหนดว่าคนฟ้องเอาผิดใครต้องเป็น “ผู้เสียหาย” โดยตรงเท่านั้น กฎหมาย 112 กลับอนุญาตให้ใครอยากฟ้องใครก็ทำได้หมด
จนเกิดปัญหาอย่างฟ้อง “หงสาวดี” หรือ “โน้ส อุดม”
ยกตัวอย่างง่ายๆ ขนาดคดีฮั้ว ส.ว.ที่หลักฐานฮั้วอึกทึกครึกโครมจนสร้างความเสียหายให้ทุกคนในประเทศ ศาลอาญาคดีทุจริตยังยกฟ้อง 8 กกต.คดีฮั้วโดยอ้างว่าผู้ร้องคือ “ส.ว.สำรอง” ไม่ใช่ “ผู้เสียหาย” แต่พอเป็นเรื่อง 112 กลับปล่อยให้ใครต่อใครฟ้องคนอื่นจนแกล้งคนอื่นได้ตามใจ
เพื่อป้องกันปัญหานี้ ข้อเสนอของฝ่ายแก้กฎหมาย 112 คือกฎหมายต้องไม่เปิดช่องให้ใครยัดคดีใคร เพราะ 112 เป็นกฎหมายความมั่นคง ใครโดนฟ้องย่อมถูกมองเป็นภัยความมั่นคงด้วย ผู้ฟ้องจึงต้องเป็นผู้เสียหายแบบคดีอื่น จนมีข้อเสนอว่าควรให้สำนักพระราชวังคือผู้เสียหายที่มีสิทธิ์ฟ้องรายเดียว
หลักคิดเพื่อแก้กฎหมายป้องกันการยัดคดีไม่ผิดเลย และเมื่อหลักการไม่ผิด พรรคการเมืองหรือใครจะผลักดันแก้กฎหมายจึงไม่ผิดด้วย
แต่ในที่สุดเดือนเมษายนนี้ศาลจะตัดสินคดีที่ ป.ป.ช.ฟ้อง 10 ส.ส.พรรคประชาชนซึ่งแก้กฎหมายตั้งแต่เป็น 44 ส.ส.พรรคก้าวไกลจนศาลยุบพรรคไปวันที่ 7 สิงหาคม 2567
หมอเก่ง วาโย อัศวรุ่งเรือง ซึ่งเป็นนักการเมืองที่หลักแหลมที่สุดคนหนึ่งบอกไว้ “ฉากทัศน์” ของคดี 44 ส.ส. มี 3 แบบ แบบแรก คือศาลไม่รับคำฟ้องของ ป.ป.ช., แบบที่สอง คือศาลรับฟ้องแต่วินิจฉัยว่าให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ระหว่างรอพิจารณาคดี
และแบบที่สาม คือศาลสั่งให้ ป.ป.ช.ไปแก้ไขคำร้องเพิ่มเติม
ผลของคดีในกรณีที่ศาลรับฟ้องมีอยู่ 2 เส้นทาง ทางแรก คือศาลตัดสินว่าไม่ผิดเลย ทางที่สอง คือผิดและถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดไป ต่อให้ตายแล้วเกิดใหม่ก็ถูกตัดสิทธิ์ต่อไปอีก
ซึ่งในที่สุดหมายถึงการประหารชีวิตทางการเมืองของพิธา ลิ้มเจริญรัตน์, ศิริกัญญา ตันสกุล, รังสิมันต์ โรม, วิโรจน์ ลักขณาอดิศร, วาโย อัศวรุ่งเรือง, ปดิพัทธ์ สันติภาดา ฯลฯ ตลอดกาล
ถ้าศาลตัดสินแบบนี้ ในที่สุดคนอย่างพิธาซึ่งเคยชนะอันดับ 1 ก็จะไม่สามารถสมัคร ส.ส., เป็นนายกฯ หรือมีตำแหน่งทางการเมืองอะไรได้อีกเลย เช่นเดียวกับคุณศิริกัญญา, โรม, วิโรจน์ และคนอื่นๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตหรือที่เรียกย่อๆ ว่า “พ.ร.ป.ป.ป.ช.” มาตรา 81, 86 และ 87 ก็ยังระบุว่าศาลสามารถเพิกถอน “สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง” ของคนเหล่านี้ได้ด้วยในระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี
ประเด็นคือ การมี “สิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้ง” และ “ไม่เป็นผู้ถูกเพิกถอนสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง” เป็น 1 ในคุณสมบัติของการเป็น “ผู้ช่วยหาเสียงเลือกตั้ง” ตามระเบียบของ กกต. นั่นหมายความว่าถ้า 44 ส.ส.ถูกตัด “สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง” ก็จะไม่สามารถเป็นแม้แต่ “ผู้ช่วยหาเสียงเลือกตั้ง” ในทันที
พูดง่ายๆ คำตัดสินว่า 44 ส.ส.มีความผิดเหมือนกับการดีดนิ้วของธานอสที่ทำให้คนกลุ่มนี้หายสาบสูญจากการเมืองไทยไปทั้งหมด ทำไม่ได้แม้กระทั่งจับไมโครโฟนช่วยหาเสียงว่าควรเลือกใครเป็นนายกฯหรือเลือกพรรคไหนตั้งรัฐบาล ต่อให้จะไปลงคะแนนเลือกตั้งใครก็ยังทำไม่ได้เลย
เอาให้ชัดๆ ถ้าประเทศไทยมีเลือกตั้งใหม่ในปี 2570 ก็จะไม่มีใครเห็นพิธา, ศิริกัญญา, โรม, วิโรจน์, หมออ๋อง ฯลฯ ขึ้นเวทีดีเบตหรือหาเสียงให้ใคร แม้แต่วินาทีเดียว
ด้วยผลของคำตัดสินทั้งที่เป็นผลโดยตรงและผลข้างเคียง เดาได้ไม่ยากว่า คำตัดสินคดี 44 ส.ส.จะเป็นอย่างไร คนจำนวนมากจึง “เชื่อ” ว่าคดีมี “ธง” จนคำตัดสินเป็นแค่การ Activate ธง รวมทั้งเชื่อต่อว่าความยุติธรรมไม่มีในคดีแบบนี้ เพราะคำตัดสินเป็นเหมือนหวยล็อกที่เจ้ามือกำหนดตั้งแต่ก่อนมีคดี
ทั้งหมดนี้คือนิติสงครามหรือไม่?
คำตอบคือคดีแบบนี้เป็นนิติสงครามแน่ แต่เป็นนิติสงครามที่แทรกซึมเข้าสังคมจนสังคมไม่คิดว่านี่เป็นนิติสงคราม หรือพูดอีกแบบคือสังคมคิดว่านิติสงครามคือเรื่องปกติที่ทุกฝ่ายต้อง “อยู่เป็น” เพื่อหลบไม่ให้เข้าทางธานอสที่ต้องการทำนิติสงคราม
ฝ่ายเชียร์คดีนี้อ้างว่าคดีไม่ใช่นิติสงคราม คำอธิบายของคนกลุ่มนี้คือ ถ้า 44 ส.ส.ไม่ทำอะไรผิดๆ อย่างเสนอแก้กฎหมาย 112 ก็ไม่มีทางที่ใครจะฟ้องคดีได้
แต่การบอกว่าแก้กฎหมายเท่ากับ “ทำอะไรผิด” เป็นการทำให้การทำหน้าที่ ส.ส.ซึ่ง “ไม่ผิด” กลายเป็นความผิดซึ่งเป็น “นิติสงคราม” โดยตัวเอง
ต้องย้ำด้วยว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ตัดสินว่า 44 ส.ส.มีความผิดเพราะแก้กฎหมาย คำอธิบายของศาลคือคนเหล่านี้ผิดเพราะ “กระบวนการหาเสียง” ซึ่งก็ตั้งคำถามได้อีกเหมือนกันว่าการหาเสียงเป็นการทำลายประชาธิปไตยได้อย่างไร
เดือนเมษายนเป็นเดือนที่พรรคประชาชนจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ ทั้งที่มาจากในพรรคและจากนอกพรรคเอง การลาออกของเลขาฯ พรรคหมายถึงการต้องหาเลขาฯ คนใหม่ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่แน่ แต่สิ่งที่ใหญ่กว่าการเปลี่ยนเลขาฯ คือคดี 44 ส.ส.ซึ่งทุกคน “เชื่อ” อยู่แล้วว่าผลของคดีจะออกมาเป็นอย่างไร
ด้วยผลของคดีทุกมิติอย่างที่กล่าวมา แนวโน้มคำตัดสินคดี 44 ส.ส.เป็นสิ่งที่เดาได้อย่างที่ทุกคนเชื่อ พรรคประชาชนเจอโจทย์ใหญ่ที่คำตัดสินจะส่งผลระดับสกัดไม่ให้ใครเป็นผู้ช่วยหาเสียงของพรรคได้อีก ทั้งหมดนี้คือการถอนรากถอนโคนซึ่งทุกคนต้องตัดสินใจว่าเส้นทางจะเป็นอย่างไรต่อไป
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
