บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ Harvard Kennedy School ผมเริ่มสังเกตว่ามีอยู่เรื่องหนึ่งที่โผล่ขึ้นมาแทบทุกวงสนทนา ไม่ว่าจะในห้องเรียน ระหว่างเดินผ่านกันในโถง หรือแม้แต่ตอนยืนคุยกันสั้นๆ หน้าห้อง ทุกคนพูดถึงฮังการี

แต่สิ่งที่ทำให้บทสนทนาเหล่านั้นน่าสนใจ ไม่ใช่แค่คำถามว่าใครชนะหรือแพ้

มันคือสองคำถามที่ดูเหมือนง่าย แต่ยิ่งคิด ยิ่งตอบยาก

ทำไมผู้นำที่อยู่ในอำนาจต่อเนื่องมานานกว่า 16 ปี สร้างระบบที่หลายคนเชื่อว่า “ออกแบบมาให้ตัวเองชนะ” ถึงแพ้ได้

และอีกคำถามหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ทำไมเขาถึงยอมรับผล

ตอนแรกผมก็ทำเหมือนที่เราทุกคนทำ เปิดอ่านบทวิเคราะห์ ไล่ดูข่าวจาก Financial Times และ Politico Europe คำอธิบายมีครบ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ โครงสร้างทางการเมือง และแรงกดดันจากสหภาพยุโรป (European Union)

แต่ยิ่งอ่าน ผมยิ่งรู้สึกว่า มันอธิบายได้ “ถูก” แต่ยังไม่ “โดน”

ผมเลยลองเปลี่ยนวิธี แทนที่จะอ่านอย่างเดียว ผมเดินไปคุยกับคนฮังการีในแคมปัส ทั้งนักศึกษา เพื่อนร่วมคลาส และนักวิจัย แล้วผมถามเขาอยู่สองคำถามครับ

คำถามแรก ทำไม Orbán Viktor  ถึงแพ้ ทั้งๆ ที่ครองอำนาจมายาวนานถึง 16 ปี

คำถามที่สอง ทำไมเขาถึงยอมรับผลและไม่พยายามคว่ำเจตจำนงของประชาชน หรือโกงผลเลือกตั้ง

คําตอบของคำถามแรก เมื่อรวมคำบอกเล่ากับวรรณกรรมการเมืองเปรียบเทียบแล้ว ชัดขึ้นว่าเขาไม่ได้แพ้เพราะควบคุมไม่พอ แต่แพ้เพราะ “โมเดลที่ทำให้เขาชนะมานาน เริ่มให้ผลตอบแทนน้อยลงและมีต้นทุนสูงขึ้นพร้อมกัน”

ในกรอบของ Steven Levitsky และ Lucan Way ระบอบแบบนี้อยู่ได้เพราะมันรักษาสมดุลระหว่างการเอียงกติกากับการคงการแข่งขันไว้

แต่เมื่อการเอียงถูกใช้จนเกือบเต็มเพดานแล้ว การเอียงเพิ่มอีกเล็กน้อยไม่ช่วยให้ชนะมากขึ้น กลับทำให้แรงเสียดทานสะสม

ชั้นแรกของคำตอบอยู่ที่เศรษฐกิจการเมืองของระบอบ เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น เงินเฟ้อกระทบชีวิตประจำวัน และความไม่แน่นอนของเงินทุนจากสหภาพยุโรป ทำให้ทรัพยากรที่เคยหล่อเลี้ยงระบบเริ่มตึงตัว “สัญญาเงียบ” ระหว่างรัฐกับประชาชนเริ่มสั่นคลอนอย่างเห็นได้ชัด

แต่ผมยังไม่ค่อยพอใจกับคำอธิบายนี้ เพราะตอนนี้เศรษฐกิจก็แย่กันเกือบทุกประเทศ

ชั้นที่สอง คือพฤติกรรมของชนชั้นนำ ซึ่ง Milan Svolik อธิบายว่า เสถียรภาพของอำนาจนิยมขึ้นอยู่กับการจัดการแนวร่วม เมื่อทรัพยากรไม่ไหลลื่น ความเสี่ยงที่คนในยอมรับได้จะลดลง

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การแตกหัก แต่เป็นการ “ลดระดับความทุ่มเท” จากการเดินหน้าเต็มกำลัง กลายเป็นการประคองตัว

และในระบบแบบนี้ การที่เครื่องจักรทำงานไม่เต็มกำลัง ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนผลลัพธ์ได้

ชั้นที่สาม คือพฤติกรรมผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งไม่ได้เปลี่ยนเพราะอุดมการณ์อย่างเดียว แต่เพราะประสบการณ์จริงในชีวิตประจำวัน

เมื่อปัญหาเศรษฐกิจจับต้องได้มากขึ้น การสื่อสารเชิงวัฒนธรรมและการเบี่ยงประเด็นจะมีประสิทธิภาพลดลง

ชั้นที่สี่ คือฝ่ายค้าน สิ่งที่เปลี่ยนเกมไม่ใช่ความเก่งแบบก้าวกระโดด แต่คือการหยุด “แพ้แบบเดิม”

พรรคฝ่ายค้านเรียนรู้ว่าภายใต้กติกาที่เอียง การแข่งขันแบบแยกกันสู้เท่ากับการมอบชัยชนะให้ฝ่ายผู้มีอำนาจโดยปริยาย จึงหันมาลดความแตกแยก และจัดลำดับสารสื่อสารให้สอดคล้องกันมากขึ้น

จากเดิมที่ถกเถียงเชิงอุดมการณ์กระจัดกระจาย ก็หันไปเน้นประเด็นที่จับต้องได้ร่วมกัน เช่น ค่าครองชีพและคุณภาพบริการสาธารณะ ยุทธศาสตร์นี้ไม่จำเป็นต้องทำให้ฝ่ายค้าน “เหนือกว่า” แต่ทำให้การแข่งขัน “มีความหมาย” ขึ้นทันที

และเมื่อบวกกับความไม่พอใจทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น เพียงการรวมตัวได้ในระดับหนึ่งก็เพียงพอจะพลิกดุลในระบบที่เคยได้เปรียบอยู่แล้ว

เมื่อรวมทุกชั้นเข้าด้วยกัน คำตอบของคำถามแรกจึงชัดว่า ไม่ใช่ระบบล่ม แต่คือ “สมการของระบบไม่ลงตัวอีกต่อไป”

คําตอบของคำถามที่สองก็ชัดในอีกมิติหนึ่ง เขาไม่ได้สู้กลับ เพราะในเงื่อนไขใหม่ การสู้กลับมีต้นทุนสูงกว่าการยอมรับผล การอยู่ในสหภาพยุโรปทำให้การใช้อำนาจแบบสุดโต่งไม่ได้มีแค่ผลทางการเมืองภายใน แต่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจ การเงิน และความเชื่อมั่นทันที

กล่าวอีกแบบหนึ่ง เขาไม่ได้ขาดความสามารถในการสู้ แต่เลือกไม่สู้ เพราะในเงื่อนไขใหม่ การสู้มีมูลค่าคาดหวังเป็นลบ

และนั่นนำไปสู่คำถามสุดท้าย ทำไมต้องเป็นครั้งนี้ คำตอบคือ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่แรงกดดันทุกด้าน-เศรษฐกิจภายใน ทรัพยากรของเครือข่าย และข้อจำกัดจากภายนอก-มาบรรจบกันในระดับที่มีต้นทุนจริง เมื่อสมการทั้งหมดเปลี่ยน กลยุทธ์เดิมจึงไม่ใช่ทางเลือกที่คุ้มค่าอีกต่อไป

บทเรียนจากฮังการีจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการแพ้หรือชนะ แต่คือเงื่อนไขที่ทำให้ผู้นำเลือก “ไม่ล้มกระดาน”

เขาไม่ได้แพ้เพราะไม่มีเครื่องมือ แต่แพ้เพราะการใช้เครื่องมือเหล่านั้น ‘ไม่คุ้มอีกต่อไป’

และบางทีนี่อาจเป็นหัวใจของประชาธิปไตยในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่แค่การมีการเลือกตั้ง แต่คือการออกแบบระบบให้การทำสิ่งที่ผิด มีต้นทุนสูงเกินไปที่จะเสี่ยงล้มมัน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร