bg-single

ใครอยู่เบื้องหลัง ความผิดพลาดของศุภจี?

01.05.2026

บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

เผลอแป๊บเดียวเรตติ้งรัฐบาลภูมิใจไทยก็เหี่ยวลงอย่างรวดเร็ว ฟอร์มบริหารไม่เด่นแต่เน้นอีเวนต์เป็นหลักกำลังเป็นภาพลักษณ์ของรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อให้ปัญหาราคาน้ำมันเริ่มนิ่งและปัญหาสินค้าราคาแพงเริ่มเป็น New Normal ที่ประชาชนชินชาว่าต้องปรับตัวเองให้เข้ากับภาวะไม่มีกิน

เอาเฉพาะหน้านี้ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ไปช่วยพิมรี่พายขายทุเรียนป๊อกแป๊กลูกละ 100 ทำให้ภาพลักษณ์รองนายกฯ และรัฐบาลเสียหายหลักล้าน

ส่วนคุณเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่อยากโกยแต้มจากการจับน้ำมันเถื่อนก็ไม่มีอะไรคืบหน้า ซ้ำนโยบายเก็บค่าไฟหน่วยละ 5 บาทในกลุ่มใช้ไฟฟ้าเกิน 401 หน่วยก็ทำรัฐบาลพังไม่มีชิ้นดี

คุณศุภจีและคุณเอกนัฏคือรัฐมนตรีที่ขยันทำงานจริงๆ รวมทั้งขยันบอกโลกว่ากำลังทำงานอะไรมากที่สุดในรัฐบาลนี้

ถ้าสองคนนี้มีภาพลักษณ์แบบนี้ ฟอร์มบริหารของรัฐมนตรีคนอื่นก็ไม่มีอะไรให้พูดถึง ไม่ว่าจะเป็นแก๊งลูกเทพหรือแก๊งรัฐมนตรีขาประจำทั้งในเพื่อไทยและภูมิใจไทย

พูดตรงๆ รัฐมนตรีเกินครึ่งมีเหมือนไม่มี รัฐมนตรีว่าการหายไปสิบคนก็ไม่มีใครรู้

และอาจมีแค่คนขับรถที่รู้หากจู่ๆ รัฐมนตรีช่วยตอนนี้หายไปจากโลกนี้ทุกคน

อย่างไรก็ดี รัฐมนตรีขยันดีกว่ารัฐมนตรีสันหลังยาว ส่วนรัฐมนตรีที่แย่ที่สุดคือไม่ทำงาน แต่ถ่ายรูปคู่กับผลงานข้าราชการแล้วโพสต์ขึ้นเพจพรรคแล้วหลอกว่าเป็นผลงานรัฐมนตรี ทั้งที่บางคนการทำงานจริงๆ ยังอยู่แค่ระดับเรียกกรมมาคุย หรือเดินสายคุยกับหน่วยงานใต้สังกัดให้ครบเท่านั้นเอง

คุณศุภจีเป็นรัฐมนตรีที่ขยันทำงาน ซ้ำงานที่ทำก็ไม่ได้มีแค่ออกงานถ่ายรูปกับข้าราชการ แล้วเคลมผลงานเป็นของตัวเองเหมือนรัฐมนตรีบางคนทำทุกอาทิตย์

แต่ปัญหาคือ คุณศุภจียังไม่สามารถทำให้ความขยันกลายเป็นผลงานที่จับต้องได้

แถมยิ่งพยายามยิ่งทำให้ภาพคุณศุภจีเมาหมัดออกทะเล

ถ้าเทียบกับกลุ่มรัฐมนตรี “สามแม่ครัว” อย่างคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และคุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว คุณศุภจีซึ่งเคยเรตติ้งดีกว่าทุกคนจนพรรคภูมิใจไทยปั้นฉายา “ซูเปอร์จี” กลับเป็นคนซึ่งสังคมวิจารณ์มากที่สุด

และเรื่องหนักกว่านั้นคือ คนวิจารณ์มีทั้งคนที่เดือดร้อน คนที่สุจริตใจจริงๆ และแม้แต่กองเชียร์พรรคร่วมรัฐบาล

พรรคประชาชนและประชาธิปัตย์วิจารณ์คุณศุภจีแรงแน่ๆ แต่เป็นการวิจารณ์ตามบทบาทและเนื้อผ้า ส่วนใครดูสื่อพรรคหรือเพจกองเชียร์เพื่อไทยแล้วจะตกใจว่าคนกลุ่มนี้โจมตีคุณศุภจีแรงจนบรูตุสในบทละครของเชกสเปียร์ยังอาย และคุณศุภจีอาจต้องพูดคำว่า “Et tu, Brute?” ใส่รองนายกฯ บางคน

ดราม่าเรื่องทุเรียนลูกละ 100 เป็นแผลใหญ่ในชีวิตทางการเมืองของคุณศุภจี ที่แย่กว่าคือ แผลนี้อาจเป็น “แผลเป็น” ติดตัวคุณศุภจีเหมือนคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขายไข่ชั่งกิโลปี 2553 เพราะคำประกาศทุเรียนลูกละ 100 ทำให้ราคานี้กลายเป็น “ราคาฝังหัว” ที่ผู้บริโภคจะจำราคานี้เป็นจุดอ้างอิงราคาทุเรียนไปอีกยาว

ทันทีที่มีข่าวคุณศุภจี “อนุญาต” ให้พิมรี่พายขายทุเรียนพรีเมียมลูกละ 100 อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาที่เป็นเจ้าของสวนทุเรียนรายใหญ่ไลน์หาผมทันทีว่านโยบายนี้ชาวสวนทุเรียน “หายนะ” เพราะราคาทุเรียนกำลังขึ้นหลังสงกรานต์ แต่คุณศุภจีไลฟ์สดทีเดียว ราคาพังทั้งระบบทันที

ราคาทุเรียนจะตกหรือไม่ไม่มีใครรู้ ถ้าไม่ตกก็ดีทั้งกับเกษตรกรและรัฐบาล ส่วนคุณศุภจีอาจแผลเล็กลงกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้

แต่ถ้าหลังจากนี้ทุเรียนราคาตก คุณศุภจีก็จะเป็นจำเลยอันดับ 1 ทันที

ผมนั่งคุยกับคุณศุภจีช่วงสงกรานต์อยู่ 4 ชั่วโมง จนทราบดีว่า “แนวคิด” คุณศุภจีในฐานะรัฐมนตรีพาณิชย์มีอย่างน้อย 2 เรื่องที่สำคัญ

เรื่องแรกคือ คุณศุภจีคิดเรื่องขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรไทยไป “เมืองรอง”

ส่วนอีกเรื่องคือการจัดการ “ความต้องการ” สินค้าเกษตรเพื่อไม่ให้ผลผลิตล้นเกิน

แน่นอนว่า แม่ค้าขายแหนมคิดเรื่องหาตลาดใหม่ๆ ได้อย่างรัฐมนตรีและอธิบดี

แต่แผนที่คุณศุภจีจะทำคือขยายตลาดกลุ่ม “เมืองรอง” ในจีนเพราะเชื่อว่ามี Potential Customer อีกเยอะ และกระทรวงพาณิชย์ก็ล็อกเป้าไว้แล้วว่าเมืองไหนจะเป็น “ตลาดใหม่” ที่ปีนี้ต้องเร่งขยายตลาดทันที

การขายเป็นปัญหาเรื่องการสร้าง “อุปสงค์” (Demand) ให้ยอดส่งออกเพิ่มตามที่รัฐบาลต้องการ ความยากคือ ไทยไม่ใช่ประเทศเดียวในโลกที่อยากบุก “ตลาดใหม่” หรือ “เมืองรอง” ของจีน แต่ถึงทำไม่ได้ก็ยังไม่สร้างปัญหาเท่าการจัดการ “ผลผลิต” เพื่อไม่ให้ “สินค้า” ภาคเกษตรล้นเกิน

ความเชื่อคุณศุภจีคือ รัฐต้องแก้ปัญหาผลผลิตเกษตรล้นเกินโดยกระตุ้น “ความต้องการ” (Demand) เพื่อให้ “ราคา” สินค้าไม่ตกต่ำจนขาดทุน ทางออกระยะยาวอย่างการแปรรูปผลผลิตเป็นเรื่องที่ทุกคนทราบดี

แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าโจทย์ที่คุณศุภจีคิดคือจะเพิ่มการบริโภคสินค้าเกษตรอย่างไร

ความบ้งของคุณศุภจีตั้งแต่มะพร้าวถึงทุเรียนมีต้นเหตุที่เรื่องง่ายๆ ว่ารัฐบาลและรัฐมนตรีทำเรื่องเหล่านี้โดยไม่เข้าใจ “ระบบนิเวศ” ของชาวสวนชาวไร่และเกษตรกร

ความต้องการ “ทำแทน” กลายเป็นการสร้างปัญหาเรื่อง “ทำไม่ถึง” จนเกษตรกรเป็นคนกลุ่มที่ด่ารัฐบาลมากที่สุดในสังคม

คําประกาศขายทุเรียนลูกละ 100 เกิดขณะทุเรียนเพิ่งออกตลาดและชาวสวนเพิ่งได้เงินล็อตแรกจากการตัดทุเรียน ทฤษฎีรัฐบาลคือปีนี้ทุเรียนจะล้นตลาด 33% ซึ่งตอนนี้ยังไม่เกิด แต่ทันทีที่รัฐประโคมข่าวและรัฐมนตรีสนับสนุนการขายทุเรียนลูกละ 100 ความกดดันเรื่องราคาก็เกิดกับชาวสวนทันที

ชาวสวนคืออาชีพที่ต้องควักเงินไปซื้อปุ๋ย, ซื้อน้ำ, ซื้อน้ำมัน และจ้างคนดูแลมหาศาลโดยไม่มีทางรู้ล่วงหน้าว่าจะขายผลผลิตได้เท่าไรและอย่างไร ไม่มีใครอยากให้รัฐบาลบอกทันทีที่เริ่มขายของว่าปีนี้ของจะล้นตลาด และรัฐบาลจะช่วยแม่ค้าบางคนให้ขายของในราคาต่ำกว่าราคาตลาดจริงๆ

เพื่อให้เห็นภาพขึ้น ทุเรียนของชาวสวนก็เหมือนหุ้น IPO ที่เพิ่งเข้าตลาด มีแต่รัฐมนตรีบ้าๆ หรือรัฐบาลปากเสียเท่านั้นที่จะประกาศว่าหุ้นตัวนี้ราคาต่ำกว่าพาร์แน่ แต่ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวรัฐบาลจะหาคนช่วยซื้อในราคาที่ต่ำกว่าปัจจุบัน เพราะพูดแบบนี้ยิ่งทำให้หุ้นราคาตกหรือรอตกทันที

การบริหารนโยบายพาณิชย์ด้วย Data เรื่องผลผลิตเป็นเรื่องดี และการปรับบทบาทกระทรวงให้กระตุ้น Demand ก็ไม่ผิด แต่ปัญหาคือ ชาวสวนไม่เชื่อว่าทุเรียนจะ “ล้นตลาด” และเหตุการณ์นั้นยังไม่เกิด

การสร้างความต้องการบริโภคโดยขายราคาต่ำกว่าราคาตลาดจึงไม่มีใครเห็นด้วยเลย

พิมรี่พายทำผิดที่ประกาศว่าจะขายทุเรียนพรีเมียมลูกละ 100 ถึง 1 ล้านลูก ซึ่งไม่มีชาวสวนคนไหนยอมขายให้เลย ทุเรียนคือราชาแห่งผลไม้ที่ชาวสวนแสดงอำนาจโดยไม่ขายของให้แม่ค้าที่ทำให้ราคาลูกละ 100 กลายเป็นราคาที่คนจดจำ และในที่สุดพิมรี่พายไม่มีของขายอย่างที่โฆษณากับประชาชน

พิมรี่พายอ้างว่า ชาวสวนที่ไม่ยอมขายของคือพวกที่ถูกหลอกว่าเธอทำลายราคา แต่ที่จริงชาวสวนเหล่านี้รับไม่ได้ที่มีการสร้าง Fake Experience หรือ “ประสบการณ์ปลอมๆ” ว่าสินค้าเกษตรต้องถูก หรือของที่ขายตรงจากแปลงปลูกถึงผู้บริโภคต้องถูกกว่าร้านหน้าปากซอย

ควรสังเกตด้วยว่าใคร F ทุเรียนจากพิมรี่พายจะพบข้อความว่าให้รอ 1 เดือนกว่าจะได้ทุเรียน

วิธีขายแบบนี้เป็น “พรีออร์เดอร์” ที่พิมรี่พายไม่เคยบอกตอนโฆษณา และลูกค้าถูกทำให้คิดว่าจะได้ทุเรียนทันทีที่สั่งเสร็จแล้ว การขายของแบบนี้ผิดแน่ๆ เหมือนบอกจะขายทุเรียนพรีเมียมราคาลูกละร้อย

อย่างไรก็ดี การ “พรีออร์เดอร์” แปลว่าทุเรียนที่จะออกในสิ้นเดือนพฤษภาคมจะมีคนรอซื้ออยู่แล้วแน่ๆ และถ้า “ฐานข้อมูล” ของกระทรวงพาณิชย์ถูกต้อง วิธีการ “พรีออร์เดอร์” ก็จะเป็นการดูดซับทุเรียนออกจากตลาดล่วงหน้าเพื่อพยุงราคาไม่ให้ตกต่ำทันที

ถ้าเดือนหน้าไทยไม่เจอภาวะทุเรียนล้นตลาดอย่างที่ศุภจีพูด สิ่งที่เราเห็นอาจเป็นการลาออกจากตำแหน่งของคุณศุภจี



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ชลบุรีเร่งยกระดับสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รับโอกาสจากพฤติกรรมนักเดินทางยุคใหม่
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 5) : เรื่อง บรรทัดฐานคำตัดสินศาลโลก | สุรชาติ บำรุงสุข
อะธีนา พระแม่ผู้เป็นเทพีประจำเมืองเอเธนส์ ของชาวกรีกโบราณ
‘ลำไส้ ลำแสง’ นิทรรศการที่ถ่ายทอดภาพ ที่ถูกขับออกมาจากภายในร่างกาย อย่างตรงไปตรงมา โดย ณัฐพล สวัสดี
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (180)
มองข้ามช็อต ศึก 3 เส้า ทะเลจีนใต้เดือด กลางเวทีแชงกรีล่า ทำไมไทยควรใส่ใจจริงๆ
ANTA แบรนด์กีฬาจีน ท้าชน NIKE ADIDAS
E-DUANG | ทำไม กรณี เจาะลึกทั่วไทย จึงเป็น เผือกร้อน ต่อรัฐบาล
2 คู่รักคนดังวิวาห์ชื่นมื่น ‘ณเดชน์-ญาญ่า’ 15 ปีที่รอคอย ‘พระพาย-หนุน’ เริ่มต้นชีวิตคู่
โศกนาฏกรรมบ้านทิโคร่ง จาก 7 ขวบหายตัวปริศนา สู่เหตุฆาตกรรม ‘น้ององุ่น’ คดีรันทดผืนป่าตะวันตก
ครูสอบตก ‘ลูกจ้างชั่วคราว’ โจทย์ใหญ่ ‘สพฐ.’ เกาไม่ถูกที่คัน
‘REMARKABLY BRIGHT CREATURES’ | ‘หมึกยักษ์สีสดใส’