บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
เผลอแป๊บเดียวเรตติ้งรัฐบาลภูมิใจไทยก็เหี่ยวลงอย่างรวดเร็ว ฟอร์มบริหารไม่เด่นแต่เน้นอีเวนต์เป็นหลักกำลังเป็นภาพลักษณ์ของรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อให้ปัญหาราคาน้ำมันเริ่มนิ่งและปัญหาสินค้าราคาแพงเริ่มเป็น New Normal ที่ประชาชนชินชาว่าต้องปรับตัวเองให้เข้ากับภาวะไม่มีกิน
เอาเฉพาะหน้านี้ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ไปช่วยพิมรี่พายขายทุเรียนป๊อกแป๊กลูกละ 100 ทำให้ภาพลักษณ์รองนายกฯ และรัฐบาลเสียหายหลักล้าน
ส่วนคุณเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่อยากโกยแต้มจากการจับน้ำมันเถื่อนก็ไม่มีอะไรคืบหน้า ซ้ำนโยบายเก็บค่าไฟหน่วยละ 5 บาทในกลุ่มใช้ไฟฟ้าเกิน 401 หน่วยก็ทำรัฐบาลพังไม่มีชิ้นดี
คุณศุภจีและคุณเอกนัฏคือรัฐมนตรีที่ขยันทำงานจริงๆ รวมทั้งขยันบอกโลกว่ากำลังทำงานอะไรมากที่สุดในรัฐบาลนี้
ถ้าสองคนนี้มีภาพลักษณ์แบบนี้ ฟอร์มบริหารของรัฐมนตรีคนอื่นก็ไม่มีอะไรให้พูดถึง ไม่ว่าจะเป็นแก๊งลูกเทพหรือแก๊งรัฐมนตรีขาประจำทั้งในเพื่อไทยและภูมิใจไทย
พูดตรงๆ รัฐมนตรีเกินครึ่งมีเหมือนไม่มี รัฐมนตรีว่าการหายไปสิบคนก็ไม่มีใครรู้
และอาจมีแค่คนขับรถที่รู้หากจู่ๆ รัฐมนตรีช่วยตอนนี้หายไปจากโลกนี้ทุกคน
อย่างไรก็ดี รัฐมนตรีขยันดีกว่ารัฐมนตรีสันหลังยาว ส่วนรัฐมนตรีที่แย่ที่สุดคือไม่ทำงาน แต่ถ่ายรูปคู่กับผลงานข้าราชการแล้วโพสต์ขึ้นเพจพรรคแล้วหลอกว่าเป็นผลงานรัฐมนตรี ทั้งที่บางคนการทำงานจริงๆ ยังอยู่แค่ระดับเรียกกรมมาคุย หรือเดินสายคุยกับหน่วยงานใต้สังกัดให้ครบเท่านั้นเอง
คุณศุภจีเป็นรัฐมนตรีที่ขยันทำงาน ซ้ำงานที่ทำก็ไม่ได้มีแค่ออกงานถ่ายรูปกับข้าราชการ แล้วเคลมผลงานเป็นของตัวเองเหมือนรัฐมนตรีบางคนทำทุกอาทิตย์
แต่ปัญหาคือ คุณศุภจียังไม่สามารถทำให้ความขยันกลายเป็นผลงานที่จับต้องได้
แถมยิ่งพยายามยิ่งทำให้ภาพคุณศุภจีเมาหมัดออกทะเล
ถ้าเทียบกับกลุ่มรัฐมนตรี “สามแม่ครัว” อย่างคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และคุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว คุณศุภจีซึ่งเคยเรตติ้งดีกว่าทุกคนจนพรรคภูมิใจไทยปั้นฉายา “ซูเปอร์จี” กลับเป็นคนซึ่งสังคมวิจารณ์มากที่สุด
และเรื่องหนักกว่านั้นคือ คนวิจารณ์มีทั้งคนที่เดือดร้อน คนที่สุจริตใจจริงๆ และแม้แต่กองเชียร์พรรคร่วมรัฐบาล
พรรคประชาชนและประชาธิปัตย์วิจารณ์คุณศุภจีแรงแน่ๆ แต่เป็นการวิจารณ์ตามบทบาทและเนื้อผ้า ส่วนใครดูสื่อพรรคหรือเพจกองเชียร์เพื่อไทยแล้วจะตกใจว่าคนกลุ่มนี้โจมตีคุณศุภจีแรงจนบรูตุสในบทละครของเชกสเปียร์ยังอาย และคุณศุภจีอาจต้องพูดคำว่า “Et tu, Brute?” ใส่รองนายกฯ บางคน
ดราม่าเรื่องทุเรียนลูกละ 100 เป็นแผลใหญ่ในชีวิตทางการเมืองของคุณศุภจี ที่แย่กว่าคือ แผลนี้อาจเป็น “แผลเป็น” ติดตัวคุณศุภจีเหมือนคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขายไข่ชั่งกิโลปี 2553 เพราะคำประกาศทุเรียนลูกละ 100 ทำให้ราคานี้กลายเป็น “ราคาฝังหัว” ที่ผู้บริโภคจะจำราคานี้เป็นจุดอ้างอิงราคาทุเรียนไปอีกยาว
ทันทีที่มีข่าวคุณศุภจี “อนุญาต” ให้พิมรี่พายขายทุเรียนพรีเมียมลูกละ 100 อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาที่เป็นเจ้าของสวนทุเรียนรายใหญ่ไลน์หาผมทันทีว่านโยบายนี้ชาวสวนทุเรียน “หายนะ” เพราะราคาทุเรียนกำลังขึ้นหลังสงกรานต์ แต่คุณศุภจีไลฟ์สดทีเดียว ราคาพังทั้งระบบทันที
ราคาทุเรียนจะตกหรือไม่ไม่มีใครรู้ ถ้าไม่ตกก็ดีทั้งกับเกษตรกรและรัฐบาล ส่วนคุณศุภจีอาจแผลเล็กลงกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้
แต่ถ้าหลังจากนี้ทุเรียนราคาตก คุณศุภจีก็จะเป็นจำเลยอันดับ 1 ทันที
ผมนั่งคุยกับคุณศุภจีช่วงสงกรานต์อยู่ 4 ชั่วโมง จนทราบดีว่า “แนวคิด” คุณศุภจีในฐานะรัฐมนตรีพาณิชย์มีอย่างน้อย 2 เรื่องที่สำคัญ
เรื่องแรกคือ คุณศุภจีคิดเรื่องขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรไทยไป “เมืองรอง”
ส่วนอีกเรื่องคือการจัดการ “ความต้องการ” สินค้าเกษตรเพื่อไม่ให้ผลผลิตล้นเกิน
แน่นอนว่า แม่ค้าขายแหนมคิดเรื่องหาตลาดใหม่ๆ ได้อย่างรัฐมนตรีและอธิบดี
แต่แผนที่คุณศุภจีจะทำคือขยายตลาดกลุ่ม “เมืองรอง” ในจีนเพราะเชื่อว่ามี Potential Customer อีกเยอะ และกระทรวงพาณิชย์ก็ล็อกเป้าไว้แล้วว่าเมืองไหนจะเป็น “ตลาดใหม่” ที่ปีนี้ต้องเร่งขยายตลาดทันที
การขายเป็นปัญหาเรื่องการสร้าง “อุปสงค์” (Demand) ให้ยอดส่งออกเพิ่มตามที่รัฐบาลต้องการ ความยากคือ ไทยไม่ใช่ประเทศเดียวในโลกที่อยากบุก “ตลาดใหม่” หรือ “เมืองรอง” ของจีน แต่ถึงทำไม่ได้ก็ยังไม่สร้างปัญหาเท่าการจัดการ “ผลผลิต” เพื่อไม่ให้ “สินค้า” ภาคเกษตรล้นเกิน
ความเชื่อคุณศุภจีคือ รัฐต้องแก้ปัญหาผลผลิตเกษตรล้นเกินโดยกระตุ้น “ความต้องการ” (Demand) เพื่อให้ “ราคา” สินค้าไม่ตกต่ำจนขาดทุน ทางออกระยะยาวอย่างการแปรรูปผลผลิตเป็นเรื่องที่ทุกคนทราบดี
แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าโจทย์ที่คุณศุภจีคิดคือจะเพิ่มการบริโภคสินค้าเกษตรอย่างไร
ความบ้งของคุณศุภจีตั้งแต่มะพร้าวถึงทุเรียนมีต้นเหตุที่เรื่องง่ายๆ ว่ารัฐบาลและรัฐมนตรีทำเรื่องเหล่านี้โดยไม่เข้าใจ “ระบบนิเวศ” ของชาวสวนชาวไร่และเกษตรกร
ความต้องการ “ทำแทน” กลายเป็นการสร้างปัญหาเรื่อง “ทำไม่ถึง” จนเกษตรกรเป็นคนกลุ่มที่ด่ารัฐบาลมากที่สุดในสังคม
คําประกาศขายทุเรียนลูกละ 100 เกิดขณะทุเรียนเพิ่งออกตลาดและชาวสวนเพิ่งได้เงินล็อตแรกจากการตัดทุเรียน ทฤษฎีรัฐบาลคือปีนี้ทุเรียนจะล้นตลาด 33% ซึ่งตอนนี้ยังไม่เกิด แต่ทันทีที่รัฐประโคมข่าวและรัฐมนตรีสนับสนุนการขายทุเรียนลูกละ 100 ความกดดันเรื่องราคาก็เกิดกับชาวสวนทันที
ชาวสวนคืออาชีพที่ต้องควักเงินไปซื้อปุ๋ย, ซื้อน้ำ, ซื้อน้ำมัน และจ้างคนดูแลมหาศาลโดยไม่มีทางรู้ล่วงหน้าว่าจะขายผลผลิตได้เท่าไรและอย่างไร ไม่มีใครอยากให้รัฐบาลบอกทันทีที่เริ่มขายของว่าปีนี้ของจะล้นตลาด และรัฐบาลจะช่วยแม่ค้าบางคนให้ขายของในราคาต่ำกว่าราคาตลาดจริงๆ
เพื่อให้เห็นภาพขึ้น ทุเรียนของชาวสวนก็เหมือนหุ้น IPO ที่เพิ่งเข้าตลาด มีแต่รัฐมนตรีบ้าๆ หรือรัฐบาลปากเสียเท่านั้นที่จะประกาศว่าหุ้นตัวนี้ราคาต่ำกว่าพาร์แน่ แต่ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวรัฐบาลจะหาคนช่วยซื้อในราคาที่ต่ำกว่าปัจจุบัน เพราะพูดแบบนี้ยิ่งทำให้หุ้นราคาตกหรือรอตกทันที
การบริหารนโยบายพาณิชย์ด้วย Data เรื่องผลผลิตเป็นเรื่องดี และการปรับบทบาทกระทรวงให้กระตุ้น Demand ก็ไม่ผิด แต่ปัญหาคือ ชาวสวนไม่เชื่อว่าทุเรียนจะ “ล้นตลาด” และเหตุการณ์นั้นยังไม่เกิด
การสร้างความต้องการบริโภคโดยขายราคาต่ำกว่าราคาตลาดจึงไม่มีใครเห็นด้วยเลย
พิมรี่พายทำผิดที่ประกาศว่าจะขายทุเรียนพรีเมียมลูกละ 100 ถึง 1 ล้านลูก ซึ่งไม่มีชาวสวนคนไหนยอมขายให้เลย ทุเรียนคือราชาแห่งผลไม้ที่ชาวสวนแสดงอำนาจโดยไม่ขายของให้แม่ค้าที่ทำให้ราคาลูกละ 100 กลายเป็นราคาที่คนจดจำ และในที่สุดพิมรี่พายไม่มีของขายอย่างที่โฆษณากับประชาชน
พิมรี่พายอ้างว่า ชาวสวนที่ไม่ยอมขายของคือพวกที่ถูกหลอกว่าเธอทำลายราคา แต่ที่จริงชาวสวนเหล่านี้รับไม่ได้ที่มีการสร้าง Fake Experience หรือ “ประสบการณ์ปลอมๆ” ว่าสินค้าเกษตรต้องถูก หรือของที่ขายตรงจากแปลงปลูกถึงผู้บริโภคต้องถูกกว่าร้านหน้าปากซอย
ควรสังเกตด้วยว่าใคร F ทุเรียนจากพิมรี่พายจะพบข้อความว่าให้รอ 1 เดือนกว่าจะได้ทุเรียน
วิธีขายแบบนี้เป็น “พรีออร์เดอร์” ที่พิมรี่พายไม่เคยบอกตอนโฆษณา และลูกค้าถูกทำให้คิดว่าจะได้ทุเรียนทันทีที่สั่งเสร็จแล้ว การขายของแบบนี้ผิดแน่ๆ เหมือนบอกจะขายทุเรียนพรีเมียมราคาลูกละร้อย
อย่างไรก็ดี การ “พรีออร์เดอร์” แปลว่าทุเรียนที่จะออกในสิ้นเดือนพฤษภาคมจะมีคนรอซื้ออยู่แล้วแน่ๆ และถ้า “ฐานข้อมูล” ของกระทรวงพาณิชย์ถูกต้อง วิธีการ “พรีออร์เดอร์” ก็จะเป็นการดูดซับทุเรียนออกจากตลาดล่วงหน้าเพื่อพยุงราคาไม่ให้ตกต่ำทันที
ถ้าเดือนหน้าไทยไม่เจอภาวะทุเรียนล้นตลาดอย่างที่ศุภจีพูด สิ่งที่เราเห็นอาจเป็นการลาออกจากตำแหน่งของคุณศุภจี
