bg-single

สมภาร พรมทา ว่าด้วยเรื่องทาสทางวิชาการ

01.05.2026

คอลัมน์ Agora : กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit

เมื่อ 25 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ศ.ดร.สมภาร พรมทา นักวิชาการด้านปรัชญาและศาสนาได้เขียนบทความเรื่อง “ความจริงที่ชวนให้ขมชื่นใจ” ลงใน facebook ของตัวเอง โดยเปิดเป็นสาธารณะ ทางลิงก์ https://www.facebook.com/share/p/1JEokmVECj/ กล่าวถึงเรื่องที่ได้รับอีเมลจากสำนักพิมพ์ต่างประเทศแห่งหนึ่งซึ่งเชื้อเชิญให้ส่งบทความในหัวข้อ “เอไอกับศาสนา” สำหรับวารสารวิชาการฉบับพิเศษที่เป็นการรวมข้อเขียนเกี่ยวกับหัวข้อนี้ โดยผู้เขียนแต่ละท่านไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ แต่ต้องเสียเงินประมาณแปดหมื่นบาทให้กับวารสารด้วย

เนื้อความดังกล่าวสร้างความสังเวชใจให้กับสมภารจนต้องหยิบยกมาเล่าสู่กันฟัง พร้อมทั้งสะกิดให้ผู้อ่านได้คิดใคร่ครวญถึงเรื่องนี้อย่างจริงจังเสียที ดังเนื้อความที่บรรยายในโพสต์ว่า

“เมื่อวานได้รับอีเมลจากสำนักพิมพ์ต่างประเทศแห่งหนึ่งเชิญให้เขียนบทความไปลงในวารสารฉบับหนึ่งของเขา บรรณาธิการบอกว่าเขาจะทำฉบับพิเศษเรื่องเอไอกับศาสนา ตอนท้ายจดหมาย บรรณาธิการบอกว่า ค่าธรรมเนียมที่ผมต้องจ่ายเพื่อให้ข้อเขียนที่ได้รับการเชิญให้เขียนของผมนี้ได้ตีพิมพ์คิดเป็นเงินไทยประมาณแปดหมื่นบาท”

ดูเหมือนว่าเนื้อความดังกล่าวจะกระทบกระเทือนต่ออารมณ์ความรู้สึกของสมภารไม่น้อย เนื่องจากงานเขียนซึ่งจำเป็นต้องอาศัยแรงกาย แรงใจ ความเพียรพยายาม สติปัญญา และต้นทุนเวลามากมายกว่าจะสำเร็จออกมาได้สักชิ้น ซึ่งบทความวิชาการที่มีคุณภาพก็ย่อมต้องใช้พลังมากตามไปด้วย ดังนั้น การขอผลงานของผู้เขียนไปใช้ฟรีๆ แถมยังได้เงินจำนวนมากจากเจ้าของผลงาน จึงเป็นสิ่งที่แปลกประหลาด ดังข้อความตอนหนึ่งซึ่งสมภารได้กล่าวว่า

“อ่านจดหมายนี้แล้วเกิดความสังเวชในหัวใจว่า เออนะ โลกเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ สงสัยจริงๆ ว่าบรรณาธิการเขาคิดอย่างไรจึงกล้าชวนคนให้เขียนบทความมาหนึ่งเรื่อง บทความนี้กว่าจะเขียนขึ้นได้ต้องใช้พลังงานสมองและเวลาไม่น้อย เมื่อได้งานมาแล้วคุณต้องจ่ายค่าที่เราเอาบทความของคุณลงพิมพ์ในวารสารนะ ผมนั้นเติบโตมาในวงการน้ำหมึก เคยแต่ว่าเขียนแล้วคนเขียนได้ค่าจ้าง ที่ผ่านมา มีสำนักพิมพ์ต่างประเทศบางแห่งเชิญให้เขียน ผมก็รับเขียนเฉพาะที่คนเขียนได้ค่าจ้าง เวลานี้ก็ยังมีสำนักพิมพ์แบบนี้อยู่บ้าง”

สมภารมีความเชี่ยวชาญด้านพุทธปรัชญา ปรัชญาตะวันออก และปรัชญาอินเดีย เขาเป็นศาสตราจารย์ทางปรัชญาที่ปัจจุบันมีอยู่เพียงไม่กี่คนในไทย ผ่านชีวิตนักบวชมาอย่างยาวนานตั้งแต่เป็นสามเณรจนถึงเป็นพระภิกษุ กระทั่งจบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านครุศาสตร์จากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ก่อนหันมาศึกษาปริญญาโทและเอกด้านปรัชญาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโทเรื่อง “กาลและอวกาศในพุทธปรัชญาเถรวาท” กับ รศ.ดร.มารค ตามไท และวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่อง “อัตถิตากับนัตถิตาในพุทธปรัชญาเถรวาท” กับ ศ.ดร.วิทย์ วิศทเวทย์ ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษา แล้วเป็นอาจารย์ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ และมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตามลำดับ

นอกจากมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในแวดวงปรัชญาแล้ว เขายังเป็นนักเขียนที่มีผลงานมากมายและได้รับการยกย่องว่าใช้ภาษาสละสลวย เช่น ความเร้นลับของเวลา, รากเหง้าเราคือทุกข์, ภควัทคีตา (บทเพลงแห่งองค์ภควัน), พุทธศาสนามหายาน : นิกายหลัก, มนุษย์สำเนา, เพื่อความเข้าใจปัญหาเรื่องอัตตา-อนัตตา, พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์, มนุษย์กับศาสนา, ปรัชญาสังคมและการเมือง เป็นต้น

การที่เขามีงานเขียนเผยแพร่มากมายตลอดระยะเวลายาวนานมากกว่าสามสิบปี จึงเป็นเรื่องเหลือเชื่อเมื่อพบว่าทุกวันนี้มีคนยอมจ่ายเงินเกือบแสนบาท เพียงเพื่อให้ผลงานของตนได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารต่างประเทศ

แม้สมภารจะทราบมาก่อนว่าปรากฏการณ์นี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาระยะเวลาหนึ่งแล้วก็ตาม จากเงื่อนไขในการทำงานวิชาการ รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์สำหรับจบการศึกษาระดับสูง ทว่า การที่นักวิชาการจำนวนมากยังคงวิ่งไล่ตามข้อกำหนดเหล่านี้ไปโดยไม่มีทีท่าแข็งขืน แม้ใจจริงแล้วจะไม่ปรารถนาเช่นนั้นก็ตาม

ภาวะเช่นนี้สมภารมองว่าไม่ต่างอะไรกับการตกเป็นทาส หรือกล่าวให้เฉพาะเจาะจงก็คือ “ทาสทางวิชาการ” ในระบบที่มีการกดขี่ ดังถ้อยคำที่เขาได้บรรยายไว้ว่า

“ผมเองก็พอทราบว่า การเขียนบทความลงวารสารทั้งในไทยและต่างประเทศเวลานี้ส่วนใหญ่คนเขียนต้องจ่ายเงิน ที่ต้องจ่ายเพราะวารสารเขามีต้นทุนที่ต้องจ่าย เช่น จ่ายค่าผู้ทรงคุณวุฒิที่พิจารณาประเมินบทความ ตามปกติ ไม่มีมนุษย์คนใดบ้าพอที่จะนั่งหลังขดหลังแข็งเขียนบทความเป็นเวลาหลายเดือนเพื่อส่งไปลงวารสารโดยคนเขียนต้องจ่ายเงิน หากไม่ถูกบังคับ คนที่ทำอะไรอย่างไม่เต็มใจแต่ต้องทำเพราะถูกบังคับผมเรียกว่าทาส เวลานี้เราเห็นวารสารจำนวนมากในโลกที่ลงพิมพ์งานเขียนของทาสทางวิชาการเหล่านี้ ลูกศิษย์ปริญญาเอกจำนวนมากของผมอุตส่าห์เรียนจนจบ แต่ก็ต้องเป็นทาสจ่ายเงินให้วารสารเพื่อตีพิมพ์วิทยานิพนธ์ของตน เราพูดเสมอว่าการเรียนหนังสือต้องช่วยให้ผู้เรียนเป็นเสรีชน ความจริงกลับเดินสวนทางกับที่พูดมานี้ เราต้องเป็นทาสจวบจนวาระสุดท้าย ต่อมาเมื่อมาเป็นอาจารย์แล้ว จะได้เป็น ผศ. รศ. และ ศ. ก็ต้องทำตัวเป็นทาสอย่างไม่รู้จบ น่าสังเวชใจไหมครับ”

สําหรับสมภารแล้ว วิธีการปลดแอกตัวเองออกมาจากระบบทาสทางวิชาการที่ง่ายและเร็วที่สุดก็คือการไม่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมนี้ ไม่ส่งผลงานของแต่ละคนไปตีพิมพ์โดยที่ต้องจ่ายเงินให้วารสาร หากไม่มีใครให้ความร่วมมือ วารสารพวกนี้ย่อมอยู่ไม่ได้

อย่างไรก็ตาม การเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้อย่างแพร่หลายตลอดทศวรรษที่ผ่านมาก็เพราะว่าคนทำงานจำเป็นต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิชาการใหม่ และคนที่กำลังจบการศึกษา ซึ่งดูไม่มีทางเลือกมากนักในการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ต่างกับสมภารที่ได้ตำแหน่งศาสตราจารย์ไปแล้ว จึงไม่ตกอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่บีบรัดดังกล่าว ตามที่เขาเขียนไว้ว่า

“ผมรับตรงๆ ว่าไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมทางวิชาการที่เกิดใหม่นี้เลย นอกจากไม่คุ้นเคย ผมก็ไม่รับที่จะเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมนี้ แต่ผมอาจยืนยันเสรีภาพของตนที่จะไม่เป็นทาสทางวิชาการแบบนี้ได้เพราะผมหมดภาระแล้ว ผมเป็นศาสตราจารย์แล้ว และที่ผ่านมาผลงานทางวิชาการผมที่ใช้ในการประเมินตำแหน่งก็มีแต่แบบที่คนเขียนได้ค่าจ้างเขียนทั้งนั้น”

ดังนั้น การไปหวังให้แต่ละคนฝืนต้านหรือเป็นขบถต่อระบบทาสทางวิชาการด้วยการไม่ให้ความร่วมมือจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้จริงในทางปฏิบัติ เพราะตราบใดที่เงื่อนไขนี้ยังคงอยู่ และนักวิชาการจำเป็นต้องทำตามเพื่อเอาตัวรอด การต่อต้านแข็งขืนเช่นนั้นก็เป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุนี้สมภารจึงคิดว่าทางเดียวที่จะคลี่คลายและยุติสภาพอันผิดทิศผิดทางจากเจตนารมณ์ของการพัฒนาวิชาการไปได้ก็คือ ต้องยกเลิกเงื่อนไขเหล่านี้เสีย เพื่อปลดปล่อยให้ทาสได้เป็นอิสระ และหันไปพัฒนาการเรียนรู้อย่างถูกวิธีที่มีผลต่อคุณภาพทางวิชาการจริงๆ ดังที่เขาระบุว่า

“หากเราเลิกกฎที่ว่าจะจบปริญญาโทหรือเอกต้องพิมพ์วิทยานิพนธ์ในวารสาร หรือจะขอตำแหน่งทางวิชาการต้องพิมพ์งานวิจัยในวารสาร เราจะช่วยปลดปล่อยทาสทางวิชาการได้เป็นจำนวนมาก พูดก็พูดเถิดครับ สมัยผมจบปริญญาเอก ไม่มีกฎพวกนี้ สมัยขอเป็นศาสตราจารย์ก็ไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎพวกนี้ ผมก็เชื่อว่าคนที่ผ่านระบบแบบก่อนหน้านี้ก็มีคุณสมบัติไม่ด้อยกว่าพวกที่อยู่ใต้ระบบใหม่เลย เลิกระบบทาสทางวิชาการนี้เถอะครับ”

แม้หลายคนมองว่ากรณีที่สมภารเจอไม่ได้เป็นปัญหาที่ระบบ แต่อาจเป็นความไม่ชอบมาพากลของวารสารและบรรณาธิการอย่างเฉพาะเจาะจงก็ตาม ทว่า การมองเช่นนั้นทำให้ผู้คนหยุดตั้งคำถามต่อเรื่องที่ผ่านมา และละเลยประเด็นทั่วไปอันพึงพิจารณาว่า หลักเกณฑ์ที่ประกาศใช้ในวงวิชาการขณะนี้เป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ สมควรยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนบ้างหรือเปล่า

ซึ่งนับเป็นวาระสำคัญยิ่งที่ไม่ควรปล่อยผ่าน โดยไม่มีการทบทวนใดๆ เลย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ชลบุรีเร่งยกระดับสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รับโอกาสจากพฤติกรรมนักเดินทางยุคใหม่
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 5) : เรื่อง บรรทัดฐานคำตัดสินศาลโลก | สุรชาติ บำรุงสุข
อะธีนา พระแม่ผู้เป็นเทพีประจำเมืองเอเธนส์ ของชาวกรีกโบราณ
‘ลำไส้ ลำแสง’ นิทรรศการที่ถ่ายทอดภาพ ที่ถูกขับออกมาจากภายในร่างกาย อย่างตรงไปตรงมา โดย ณัฐพล สวัสดี
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (180)
มองข้ามช็อต ศึก 3 เส้า ทะเลจีนใต้เดือด กลางเวทีแชงกรีล่า ทำไมไทยควรใส่ใจจริงๆ
ANTA แบรนด์กีฬาจีน ท้าชน NIKE ADIDAS
E-DUANG | ทำไม กรณี เจาะลึกทั่วไทย จึงเป็น เผือกร้อน ต่อรัฐบาล
2 คู่รักคนดังวิวาห์ชื่นมื่น ‘ณเดชน์-ญาญ่า’ 15 ปีที่รอคอย ‘พระพาย-หนุน’ เริ่มต้นชีวิตคู่
โศกนาฏกรรมบ้านทิโคร่ง จาก 7 ขวบหายตัวปริศนา สู่เหตุฆาตกรรม ‘น้ององุ่น’ คดีรันทดผืนป่าตะวันตก
ครูสอบตก ‘ลูกจ้างชั่วคราว’ โจทย์ใหญ่ ‘สพฐ.’ เกาไม่ถูกที่คัน
‘REMARKABLY BRIGHT CREATURES’ | ‘หมึกยักษ์สีสดใส’