บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
ความแปลกประหลาดของ “แลนด์บริดจ์” คือเป็นโครงการขนาดใหญ่ซึ่งไม่เคยมีพรรคไหนใช้หาเสียง แต่กลับอยู่ในรัฐบาลทุกชุดตั้งแต่คุณประยุทธ์ จันทร์โอชา, คุณเศรษฐา ทวีสิน, คุณแพทองธาร ชินวัตร และคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเท่ากับว่าทุกรัฐบาลพร้อมผลักดันโครงการนี้ แต่ไม่มีรัฐบาลไหนพร้อมถามความเห็นประชาชน
ปรากฏการณ์นี้แปลกมั้ย?
คำตอบคือแปลกแน่ เพราะอภิมหาโครงการนี้ใช้เงินถึง 1 ล้านล้าน โดยกระทรวงคมนาคมคุยว่า จะสร้างตำแหน่งงานใหม่ 280,000 คน
ซึ่งตัวเลขเงินลงทุนและโอกาสจ้างงานแบบนี้เป็นเรื่องที่คุณประยุทธ์, เพื่อไทย และภูมิใจไทยควรใช้หาเสียง แต่กลับไม่มีใครใช้เลย
คงมีแต่คุณประยุทธ์, คุณแพทองธาร, คุณเศรษฐา และคุณอนุทินที่รู้ว่าทำไมโครงการซึ่งทุกรัฐบาลอ้างว่า ดีแบบนี้จึงไม่มีพรรคไหนหาเสียงด้วยเรื่องนี้แม้แต่พรรคเดียว
โดยเฉพาะถ้าเชื่อว่าโครงการนี้เป็นประโยชน์กับประชาชนมากจนทุกพรรคต้องผลักดันโครงการนี้ทันทีที่ได้เป็นรัฐบาล
ข้อถกเถียงหลักเรื่องแลนด์บริดจ์คือ โครงการนี้ “คุ้มค่า” หรือ “ไม่คุ้มค่า”
ซึ่ง “แลนด์บริดจ์” มีปัญหาเหมือนโครงการอื่นๆ คือจะใช้อะไรเป็น “ตัวชี้วัด” ความ “คุ้มค่า” หรือ “ไม่คุ้มค่า”
เช่นเดียวกับทำอย่างไรหากแต่ละตัวชี้วัดวางอยู่บนวิธีคิดที่ต่างกันจนไม่สามารถเปรียบเทียบเชิงปริมาณกันได้เลย?
ตัวอย่างง่ายๆ ตัวชี้วัดที่รัฐบาลใช้อ้างว่าโครงการนี้ “คุ้มค่า” คือ “ความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจ” ที่หน่วยราชการอย่าง “สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร” ระบุว่า แลนด์บริดจ์มีผลตอบแทนทางการเงิน 11% และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) 8% จึงเป็นโครงการที่ “คุ้มค่า” จนต้องทำทันที
ปัญหาคือ ตัวชี้วัดเรื่อง “ความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจ” โฟกัสแค่ “เงินที่ใช้ลงทุนก่อสร้าง” กับ “เงินที่ได้รับเมื่อโครงการเสร็จ” วิธีคิดแบบนี้มองแลนด์บริดจ์เหมือนผู้รับเหมา 50 ปีที่แล้วมองการสร้างคอนโดว่าคุ้มหรือไม่ เมื่อเทียบกับรายได้จากการขายห้อง หรือให้ร้านซักรีดเช่าพื้นที่ใต้คอนโดฯ
อย่างไรก็ดี โครงการขนาดใหญ่ทั้งหมดมีสิ่งที่เรียกว่า “External Cost” หรือ “ต้นทุนภายนอก” หรือต้นทุนในมิติ “ความเสียหาย” ต่อสังคม, ประชาชน, ชุมชน, ระบบนิเวศ ฯลฯ ที่ไม่ถูกนับเป็น “ต้นทุน” ของโครงการนั้นๆ
ทั้งที่สร้างผลกระทบมหาศาลจนเป็นการผลักภาระให้เรื่องเหล่านี้ไปเลย
เพื่อให้เห็นภาพขึ้น แลนด์บริดจ์มีองค์ประกอบคือสร้างท่าเรือ ถนน และทางรถไฟ เฉพาะในส่วนท่าเรือนั้นจะส่งผลกระทบต่อแนวหมู่เกาะสุรินทร์, สิมิลัน ฯลฯ ในทะเลอันดามันเหนือ รวมทั้งหินใบและกองหินชุมพร (Chumphon Pinnacle) ซึ่งเป็น 1 ในจุดที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในฝั่งอ่าวไทย
ความคิดรัฐบาลเรื่อง “ความคุ้นทุนทางเศรษฐกิจ” ไม่สนผลกระทบเหล่านี้เพราะเห็นว่า “ไม่มีมูลค่า” และอาจคิดว่าระบบนิเวศ “ไม่มีคุณค่า” ต่อให้ไม่พูดตรงๆ ผลคือการตัดสินใจสร้างโครงการขนาดใหญ่ไม่สนใจเรื่องพวกนี้ ต่อให้จะทำลายระบบนิเวศและมูลค่าด้านการท่องเที่ยวไปมหาศาลก็ตาม
ในกรณีแลนด์บริดจ์ “ต้นทุนภายนอก” ที่มากกว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมและชุมชน คือเรื่องการให้ต่างชาติมีสิทธิ์เช่าที่ดิน 99 ปีหรือ 50 ปี ทั้งในบริเวณท่าเรือ, สองข้างทางรถไฟ และพื้นที่ถนน 100 กิโลเมตร รวมทั้งการประกาศพื้นที่เป็น “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ที่แทบไม่อยู่ภายใต้กฎหมายอะไรเลย
“ต้นทุนภายนอก” ในกรณีแลนด์บริดจ์ไม่ได้มีแค่เรื่องสิ่งแวดล้อมและชุมชน แต่ยังมีพรมแดนครอบคลุมถึงประเด็นอธิปไตยทางเศรษฐกิจ ความเป็นธรรมทางสังคม ความมั่นคง สิทธิ์ของคนในพื้นที่ที่จะกำหนดอนาคตของตัวเอง โอกาสพัฒนาอุตสาหกรรมแรร์เอิร์ธในระนองและชุมพร ฯลฯ
เมื่อใดที่มีคนพูดถึงผลกระทบของโครงการขนาดใหญ่ต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน เมื่อนั้นจะเกิดการปั่นกระแสว่าคนไทยต้องเลือกระหว่าง “สิ่งแวดล้อม” กับ “การพัฒนา” จนสังคมถูกบีบให้ยอมรับอะไรก็ได้ที่อ้างว่าเป็น “การพัฒนา” ซึ่งแท้จริงแล้วอาจเป็นแค่การก่อสร้างที่ไม่ได้พัฒนาอะไรเลย
ความหมายของการพัฒนาคือการเปลี่ยนแปลงให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีคุณภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิม การพัฒนาจึงเป็นเรื่องของ “คุณค่า” ไม่ใช่จบแค่เรื่อง “มูลค่า” เพราะนั่นทำให้ “การพัฒนา” ไม่ต่างกับการเซ้งประเทศเหมือนชาวนาขายที่ดินให้เจ้าสัวทำห้าง แล้วตัวเองเงินหมดจนต้องไปเป็นลูกจ้างเจ้าสัวแทน
ต่อให้คิดถึงแลนด์บริดจ์แค่มิติ “คุ้มทุนทางเศรษฐกิจ” ปัญหาใหญ่ก็คือ ไม่มีหลักฐานว่าคนไทยจะได้ประโยชน์จากแลนด์บริดจ์เท่าที่รัฐบาลคุย สนข.ซึ่งสังกัดกระทรวงคมนาคมบอกว่า โครงการนี้คุ้มค่าเพราะผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ 8% แต่สภาพัฒน์และจุฬาฯ กลับบอกว่าแลนด์บริดจ์สร้างก็ไม่คุ้มทุน
ย้ำอีกครั้งว่า สภาพัฒน์และจุฬาฯ ประเมินแลนด์บริดจ์แค่ในแง่ความ “คุ้มทุนทางเศรษฐกิจ” โดยไม่สนใจ “ต้นทุนภายนอก” เหมือนกระทรวงคมนาคม แต่สภาพัฒน์และจุฬาฯ คิดเรื่องความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจโดยคำนึงถึง “ต้นทุนด้านการขนส่ง” ที่จะเพิ่มขึ้นซึ่งกระทรวงคมนาคมไม่ได้ประเมินเลย
เมื่อเอาประเด็น Logistics Opportunity มาประเมินต้นทุนแฝง (Double Handling) จากการยกตู้สินค้าจากเรือขึ้นลงเพื่อคาดการณ์ต้นทุนต่อหน่วย (Unit Cost) สภาพัฒน์และจุฬาฯ พบว่า ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของแลนด์บริดจ์มีแค่ 1.2% ต่ำกว่าการประเมินของกระทรวงคมนาคม 10 เท่าตัว!
ขณะที่ภูมิใจไทยกับเพื่อไทยโจมตีว่า ใครไม่เห็นด้วยกับแลนด์บริดจ์คือพวก “ชาตินิยม” ซึ่งไม่เอาท่าเรือ ไม่เอาคลังสินค้า ไม่เอาถนน ไม่เอาทางรถไฟ ไม่เอา GDP และไม่เอาการสร้างงาน สภาพัฒน์กับจุฬาฯ กลับบอกว่า “แลนด์บริดจ์” คือโครงการที่ “ไม่มีความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์เลย”
ตรงข้ามกับข้อกล่าวหาจากเครือข่ายรัฐบาลว่า ใครวิจารณ์แลนด์บริดจ์คือคนที่ต้องการเก็บแผ่นดินเปล่าๆ ให้คนไทยอยู่กับค่าแรงถูกๆ ตลอดกาล แลนด์บริดจ์คือโครงการที่อาจไม่เพิ่ม GDP ทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเสียหาย และคนไทยต้องอยู่กับค่าแรงถูกๆ โดยอาจไม่มีแม้ที่ดินของตัวเอง
ทางเดียวที่ “แลนด์บริดจ์” จะคุ้มทุนคือ ต้องเชื่อมโยงกับพม่าเรื่องท่าเรือและนิคมอุตสาหกรรมทวาย แต่นั่นคือตัวแปรที่ไทยคุมไม่ได้และไม่ควรเป็นฐานในการตัดสินใจว่าทำหรือไม่ทำโครงการอะไร
ย้ำว่า เรากำลังพูดถึงเงิน 1 ล้านล้านบาทที่รัฐบาลยังไม่สามารถทำให้เชื่อว่าประเทศไทยจะได้อะไรกลับมาเท่ากับเงินหรือทรัพยากรอื่นๆ ที่สูญเสียไป
สิ่งที่รัฐบาลพูดถูกคือ ประเทศไทย GDP ต่ำเพราะไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่จนการอัพเกรดประเทศจำเป็น โจทย์ไม่ใช่เรื่องควรอัพเกรดประเทศหรือไม่ เพราะควรแน่ๆ
แต่โจทย์คือการอัพเกรดสูตรไหนที่จะทำให้ประเทศโต และสูตรไหนจะทำให้นายทุน, นายใหญ่ และนายพลรวยขึ้นกลุ่มเดียว
หนึ่งในข้อสงสัยต่อโครงการ “แลนด์บริดจ์” คือจีนผลักดันจนรัฐบาลทุกชุดทำเรื่องนี้ ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในนโยบายรัฐบาลไหนเลย
จีนในแง่ “ภูมิรัฐศาสตร์” คือมหาอำนาจที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากโครงการนี้ เพราะสามารถขนส่งสินค้าต่างๆ จากไทยเข้าลาวแล้วทะลุต่อไปจีนยามวิกฤตได้ทันที
ยิ่งรัฐบาลตอบไม่ได้เรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของ “แลนด์บริดจ์” ความสงสัยว่าจีนอยู่เบื้องหลังโครงการนี้ยิ่งลามไม่จบ ต่อให้รัฐบาลจะอ้างว่ามีประเทศอื่นอย่างสิงคโปร์สนใจโครงการนี้ก็ตาม
นักการทูตคนหนึ่งคุยกับผมระหว่างมื้อเที่ยงว่า ข่าวเรื่องสิงคโปร์สนใจแลนด์บริดจ์ไม่มีความน่าเชื่อถือเลย เพราะสิงคโปร์คือประเทศที่จะเสียประโยชน์สูงสุดหากแลนด์บริดจ์เกิด
ส่วนนักการทูตอีกรายก็ตั้งข้อสังเกตว่า ข้อมูลเรื่องสิงคโปร์สนใจลงทุนมาจากการแถลงของรัฐบาลไทย ไม่ใช่สิงคโปร์
ระวังแลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้านจะเป็นเหมือนทุเรียนป๊อกแป๊กขายลูกละ 100 แลนด์บริดจ์ป๊อกแป๊กที่เนื้อในไม่มีคนไทยรวยขึ้น ไม่ต่างจากปลาหมอคางดำที่ถูกจับยัดเป็นปลากระป๋องแม็กเคอเรลคางดำ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
