บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
หมายเหตุ : เรียบเรียงและสรุปความจากการบรรยายของ Van Jones ณ Harvard Kennedy School (HKS) เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2026
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แวน โจนส์ (Van Jones) แวะมาเยือนที่ฮาร์วาร์ด บทสนทนาที่ Kennedy School ในวันนั้นไม่ใช่แค่การวิเคราะห์การเมืองสหรัฐทั่วไป แต่มันคือการฉายภาพทางความคิดที่กำลังสั่นสะเทือนรากฐานของอำนาจโลกอย่างน่าสนใจ จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟัง
สำหรับคนที่คลุกคลีกับการเมืองสหรัฐ น่าจะพอคุ้นเคยว่า แวน โจนส์ คือใคร
เขาคืออดีตที่ปรึกษาทำเนียบขาวในสมัยประธานาธิบดีบารัก โอบามา และเป็นฟันเฟืองสำคัญที่พยายามเชื่อมประสานความขัดแย้งผ่านนโยบายที่ได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองพรรค (Bipartisan) และอาจเคยเห็นหน้าของเขารายงานข่าวทาง CNN บ่อยครั้ง
แวนคือคนที่มองเห็นเทรนด์ก่อนใครหลายต่อหลายครั้ง และสิ่งที่เขาพูดที่ฮาร์วาร์ดรอบนี้คือคำเตือนที่น่าสนใจที่สุดครั้งหนึ่ง
พันธมิตรที่เคยเหนียวแน่นระหว่าง “โลกเทคโนโลยี” กับ “ฝ่ายก้าวหน้า” กำลังพังทลายลง และ Silicon Valley กำลังตัดสินใจ “เลี้ยวขวา” อย่างเต็มตัว
อาณาจักรที่ใหญ่เกินกว่าจะเพิกเฉย
ทําไมเราต้องสนใจว่ามหาเศรษฐีในแคลิฟอร์เนียจะคิดอย่างไร?
นั่นเป็นเพราะในรอบทศวรรษที่ผ่านมา อำนาจของพวกเขาได้ขยายตัวจนกลายเป็น “รัฐเหนือรัฐ” ไปแล้ว.
เรากำลังพูดถึงกลุ่ม Magnificent 7 ซึ่งประกอบด้วย Apple, Microsoft, Alphabet, Amazon, Nvidia, Meta และ Tesla
หากลองกางตัวเลขในปี 2026 นี้ออกมาดู มูลค่าบริษัทเหล่านี้รวมกันพุ่งสูงไปถึง 22 ล้านล้านดอลลาร์
ตัวเลขนี้มากกว่าเศรษฐกิจของประเทศจีนทั้งประเทศเสียอีก
o แค่สองบริษัทอย่าง Nvidia และ Microsoft รวมกัน ก็มีมูลค่าแซงหน้า GDP ของเยอรมนี และอังกฤษ รวมกัน
o และเฉพาะ Nvidia เพียงบริษัทเดียว ก็มีมูลค่าตลาดมากกว่า GDP ของประเทศมหาอำนาจอย่างญี่ปุ่น ไปแล้ว
เมื่อกลุ่มคนที่มีทรัพยากรมหาศาลยิ่งกว่ามหาอำนาจโลกหลายประเทศรวมกันเริ่มเปลี่ยนทิศทางการเมือง แรงกระเพื่อมนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของราคาหุ้น แต่มันคือการเปลี่ยนทิศทางของนวัตกรรม กฎหมาย และความมั่นคงของโลก
ย้อนรอย “วิวาห์หวาน” ในยุคโอบามา
แวน โจนส์ ชวนพวกเราย้อนกลับไปดู “ยุคทอง” ของความสัมพันธ์นี้ ในสมัยของประธานาธิบดีโอบามา
Silicon Valley คือสัญลักษณ์ของความหวัง นวัตกรรม และความหลากหลาย (Diversity)
ในตอนนั้น พวกเขาคือ “พระเอก” ของระบบเศรษฐกิจ
ผู้นำเทคโนโลยีเดินเข้าออกทำเนียบขาวราวกับเป็นบ้านหลังที่สอง
Google และ Facebook กลายเป็นฐานทัพของฝ่ายก้าวหน้า
พวกเขาอ้าแขนรับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการเปิดกว้างทางวัฒนธรรมอย่างสุดตัว
นวัตกรรมถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่จะขยายประชาธิปไตยไปทั่วโลก
แต่แล้วลมก็เริ่มเปลี่ยนทิศ เป็นเพราะอะไรกัน?
เมื่อ “ลูกรัก” กลายเป็น “จำเลย”
แวน วิเคราะห์ว่าการเลี้ยวขวาครั้งนี้เกิดจาก “ความรู้สึกถูกทำร้าย” (Antagonism) เขาแบ่งปัญหาออกเป็นสิ่งที่เรียกว่า Sins of Omission (บาปที่ไม่ได้ตั้งใจ) กับ Sins of Commission (บาปจงใจ)
ในช่วงแรกที่โลกเริ่มเห็นด้านมืดของเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องอัลกอริธึ่มที่สร้างความแตกแยก หรือผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเยาวชน เหล่า Founder รู้สึกว่านั่นคือ “ความผิดพลาดที่ไม่ได้เจตนา” พวกเขาแค่สร้างเครื่องมือ และโลกก็นำไปใช้ในทางที่พวกเขาคาดไม่ถึง
แต่ฝั่งการเมืองก้าวหน้ากลับพิพากษาพวกเขาเหมือนคนทำผิดโดยสันดาน (Sins of Commission)
พวกเขาถูกเรียกไปซักฟอกในสภา ถูกประณามในสื่อ และถูกมองว่าเป็น “ตัวร้าย” แทนที่จะเป็น “ฮีโร่” เหมือนวันวาน
ความอึดอัดนี้สะสมจนกลายเป็นความโกรธแค้นต่ออุดมการณ์เดิม
เมื่อมาถึงยุคประธานาธิบดีโจ ไบเดน ความสัมพันธ์นี้ก็เข้าสู่ภาวะ “หย่าร้าง” อย่างเป็นทางการ
Silicon Valley รู้สึกเหมือนโดนบีบจากทั้งสองด้าน
ด้านหนึ่งคือกระแสการเคลื่อนไหวภายในองค์กร (Woke Movement) ที่เน้นเรื่องการเมืองเชิงอัตลักษณ์จนบริหารงานลำบาก
อีกด้านหนึ่งคือรัฐบาลที่ใช้มาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดแบบ “Regulation by Enforcement”
โดยเฉพาะในเรื่อง AI และ Crypto ที่พวกเขามองว่ารัฐบาลกำลัง “ขัดขวางนวัตกรรม” แทนที่จะส่งเสริม
ความกลัวต่อกำแพงกฎหมาย
ปัจจัยสำคัญที่มองข้ามไม่ได้คือ “ความกังวลต่อความเข้มงวดของกฎระเบียบ” (Regulatory Pressure) ในอดีต Silicon Valley เติบโตได้เพราะพื้นที่ว่างที่กฎหมายตามไม่ทัน แต่ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไป
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือใน สหภาพยุโรป (EU) ที่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่าง AI Act และ Digital Markets Act (DMA) ซึ่งมีบทลงโทษรุนแรง
จนบริษัทอย่าง Apple หรือ Meta ต้องชะลอการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ๆ เพราะเกรงว่าจะทำผิดกฎโดยไม่ตั้งใจ
ในสหรัฐเอง หน่วยงานอย่าง FTC ก็เริ่มเข้มงวดกับการควบรวมกิจการมากขึ้น เช่น กรณีดีล Microsoft กับ Activision Blizzard หรือการฟ้องร้อง Google เรื่องการผูกขาดโฆษณา
สิ่งเหล่านี้ทำให้ Founders มองว่ารัฐบาลฝ่ายซ้ายไม่ได้แค่ “กำกับดูแล” แต่กำลังสร้าง “กำแพง” ที่สูงเกินไป
ความรู้สึกที่ว่าต้องใช้ทรัพยากรมหาศาลไปกับการทำ Compliance แทนที่จะเป็นการวิจัยและพัฒนา ได้กลายเป็นแรงผลักดันให้พวกเขาหันไปหานโยบาย “ลดการควบคุม” (Deregulation) ของฝั่งอนุรักษนิยมที่เอื้อต่อการแข่งขันมากกว่า
เสน่ห์ของ “ฝ่ายขวา” แบบใหม่
ในขณะที่ฝ่ายเสรีนิยมเน้นเรื่อง “ความปลอดภัย” และ “การควบคุม” ฝ่ายอนุรักษนิยมใหม่กลับยื่นไมตรีด้วยแนวคิด Techno-Optimism หรือการอนุญาตให้ “สร้างไปก่อน แล้วค่อยว่ากัน”
นี่คือเหตุผลที่คนอย่าง อีลอน มัสก์ (Elon Musk) หรือ มาร์ก แอนดรีสเซน (Marc Andreessen) เริ่มเปิดตัวสนับสนุนฝั่งอนุรักษนิยมชัดเจน พวกเขาเลือก “เกราะป้องกันตัว” ที่ยอมให้พวกเขาซิ่งได้เต็มที่ในเวทีโลก
เมื่อ Silicon Valley เลี้ยวขวา มันคือสัญญาณเตือนว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ “อำนาจทุนเทคโนโลยี” จะไม่ยอมเดินตามหลังการเมืองแบบเดิมอีกต่อไป
ประเทศที่ปรับตัวไม่ทันจะพบว่าตัวเองกำลังสู้ศึกที่ไม่มีวันชนะ
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเท่าทันและรีบสร้าง “สัญญาประชาคมใหม่” ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
เพื่อให้พลังมหาศาลนี้ขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า
ไม่ใช่กลายเป็นชนวนความขัดแย้งใหม่ที่จะแบ่งแยกพวกเราออกไปมากกว่าเดิม
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
