bg-single

ราคาสงครามและหนี้สาธารณะ

15.05.2026

บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

ข่าวที่ผมสนใจอาทิตย์ที่ผ่านมา คือ หนี้สาธารณะของสหรัฐอเมริกากลับมาเกิน 100% ของ GDP อีกครั้งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยสงคราม ความขัดแย้ง และการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ

ขณะเดียวกัน ดอกเบี้ยที่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องจ่ายต่อปี ก็กำลังทะลุระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 36 ล้านล้านบาท มากกว่างบประมาณด้านกลาโหมของหลายประเทศรวมกันเสียอีก

พูดให้ชัดตั้งแต่ต้นบทความ การมีหนี้สาธารณะสูง ไม่ได้แปลว่าประเทศนั้นกำลังจะล้มเสมอไป ญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะมากกว่า 250% ของ GDP มานานหลายปี

ขณะที่อิตาลีมีหนี้อยู่ราว 130–140% ของ GDP และฝรั่งเศสเองก็อยู่เหนือระดับ 110% เช่นกัน สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากมอง จึงไม่ใช่เพียงว่ารัฐ “กู้มากเท่าไร” แต่คือ “นำเงินนั้นไปทำอะไร”

หนี้ที่ใช้สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มผลิตภาพของประเทศ ระบบการศึกษา พลังงาน วิจัยเทคโนโลยี หรือยกระดับทักษะแรงงาน อาจกลายเป็นฐานการเติบโตของประเทศในอนาคต

แต่หนี้จากสงครามมีลักษณะต่างออกไป เพราะในหลายกรณี มันคือการใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาลที่อาจได้มาซึ่งความมั่นคง แต่ไม่ได้เพิ่มความรุ่งเรืองของประเทศเสมอไป นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ผมสนใจถึงราคาที่ต้องจ่ายของสงคราม ที่เราอาจจะไม่ได้นึกถึงครับ

สงครามวันละ 1 พันล้านดอลลาร์จริงหรือ?

หากจะลองทำความเข้าใจ “ราคาของสงคราม” ให้เห็นภาพมากขึ้น อาจต้องเริ่มจากตัวเลขที่แทบไม่น่าเชื่อว่า สงครามสมัยใหม่บางกรณี มีต้นทุนสูงระดับ “1 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน” หรือราว 36,000 ล้านบาทต่อวัน

งานศึกษาของ Brown University เคยประเมินว่า เมื่อรวมต้นทุนทางทหาร ค่าดูแลทหารผ่านศึก และดอกเบี้ยหนี้ในอนาคต สงครามหลังเหตุการณ์ 9/11 ของสหรัฐฯ มีต้นทุนรวมสูงกว่า “8 ล้านล้านดอลลาร์” ตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษ หรือเฉลี่ยมากกว่าพันล้านดอลลาร์ต่อวัน

ตัวเลขระดับนี้หมายความว่า ในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง เงินที่ถูกใช้ไปกับสงคราม อาจเทียบได้กับงบประมาณสร้างโรงพยาบาลขนาดใหญ่หลายแห่ง งบพัฒนาระบบขนส่งทั้งจังหวัด หรือโครงการการศึกษาสาธารณะขนาดใหญ่ของหลายประเทศกำลังพัฒนา

และนั่นยังไม่นับต้นทุนทางอ้อมจากราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ ค่าเรือ การฟื้นฟูเมือง และภาระดอกเบี้ยที่ประชาชนต้องร่วมกันจ่ายต่อไปอีกหลายสิบปีหลังสงครามจบลง

ในสงครามอิหร่านในปัจจุบัน ตัวเลขที่ถูกนำไปชี้แจงต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ เมื่อไม่นานมานี้ เพนตากอนประเมินว่า นับตั้งแต่การโจมตีครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านมีต้นทุนแล้วราว 25,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 900,000 ล้านบาท ภายในเวลาเพียงราว 70 กว่าวันเท่านั้น

หากเฉลี่ยออกมา เท่ากับสหรัฐฯ กำลังใช้เงินประมาณ 350 ล้านดอลลาร์ต่อวัน หรือราว 12,000–13,000 ล้านบาทต่อวันกับสงครามครั้งนี้

แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ บางส่วนให้ข้อมูลกับสื่ออเมริกันว่า ตัวเลขจริงอาจสูงกว่านั้นมาก เพราะต้นทุนจำนวนหนึ่งยังไม่รวมความเสียหายต่อยุทโธปกรณ์ การเติมคลังอาวุธ การซ่อมฐานทัพ และค่าใช้จ่ายระยะยาวอื่นๆ

หากใช้การประเมินที่สูงขึ้นซึ่งอยู่ใกล้ระดับ 50,000 ล้านดอลลาร์ ต้นทุนของสงครามครั้งนี้จะขยับเข้าใกล้ 700 ล้านดอลลาร์ต่อวัน หรือประมาณ 25,000 ล้านบาทต่อวันทันที

และทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียง “ต้นทุนทางตรง” ทางทหารเท่านั้น ยังไม่รวมราคาน้ำมันที่ผันผวน เส้นทางเดินเรือที่ตึงเครียด หรือแรงกดดันเงินเฟ้อที่ค่อยๆ กระจายเข้าสู่เศรษฐกิจโลกในวงกว้าง ซึ่งก็ใกล้เคียงกับกรอบการประเมินของมหาวิทยาลัยบราวน์เช่นกัน

หากการประเมินแบบ “บนลงล่าง” ทำให้เราเห็นภาพรวมของต้นทุนสงคราม

การมองแบบ “ล่างขึ้นบน” ผ่านราคาของอาวุธและยุทโธปกรณ์ที่ถูกใช้จริงในสนามรบ ก็ยิ่งทำให้ตัวเลขเหล่านี้จับต้องได้มากขึ้น เพราะสงครามสมัยใหม่ไม่ได้เผาเพียงกระสุนหรือเชื้อเพลิง แต่กำลังเผา “งบประมาณระดับชาติ” ไปพร้อมกันในแทบทุกนาที

ขีปนาวุธสกัด Patriot PAC-3 ที่สหรัฐฯ และพันธมิตรใช้ป้องกันการโจมตีทางอากาศ มีราคาประมาณ 4 ล้านดอลลาร์ต่อหนึ่งลูก หรือราว 140 ล้านบาท

ขณะที่ระบบ THAAD ซึ่งใช้สกัดขีปนาวุธระยะไกล มีต้นทุนต่อการยิงหนึ่งครั้งสูงถึงเกือบ 13 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 450 ล้านบาทต่อครั้ง

เครื่องบินรบ F-35 รุ่นใหม่ของสหรัฐฯ มีราคาต่อเครื่องมากกว่า 80–100 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3,000–3,600 ล้านบาท ยังไม่รวมค่าบำรุงรักษาและระบบสนับสนุนตลอดอายุการใช้งาน

ส่วนเรือพิฆาตสมัยใหม่บางลำมีต้นทุนเกิน 2 พันล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 70,000 ล้านบาท เทียบเท่างบประมาณสร้างโรงพยาบาลขนาดใหญ่หลายสิบแห่ง

เมื่อมองผ่านตัวเลขเหล่านี้ จึงไม่ยากที่จะเข้าใจว่า ทำไมสงครามในยุคปัจจุบันจึงสามารถเผาเงินระดับหลายร้อยล้านถึงหลักพันล้านดอลลาร์ต่อวันได้จริง

และนี่ยังเป็นเพียง “ต้นทุนทางตรง” ของอาวุธและยุทโธปกรณ์เท่านั้น ยังไม่รวมต้นทุนทางอ้อมที่กระจายเข้าสู่เศรษฐกิจโลกในวงกว้างอีกมหาศาล

ต้นทุนทางอ้อมที่อาจแพงกว่า
ต้นทุนทางตรงสงครามเสียอีก

หากจะประเมิน “ต้นทุนทางอ้อม” ของสงครามแบบง่ายที่สุด

ผมขอชวนท่านผู้อ่านคิดง่ายง่ายแบบ ”Back of the envelope calculation“ เริ่มจากสมมติฐานเพียงสองอย่าง คือราคาน้ำมันและราคาปุ๋ย

เพราะน้ำมันคือฐานของการผลิต การขนส่ง และพลังงานอุตสาหกรรม

ส่วนปุ๋ยคือฐานของอาหารที่เรากินทุกวัน ปัจจุบันโลกใช้น้ำมันราว 100–104 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่การใช้ปุ๋ยทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 205 ล้านตันธาตุอาหารต่อปี หรือเฉลี่ยราว 560,000 ตันต่อวัน

ธนาคารโลกประเมินว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจดันราคาพลังงานขึ้นราว 24% และราคาปุ๋ยขึ้นอีกประมาณ 31% ในปีนี้ ซึ่งใกล้เคียงกับระดับการปรับขึ้นหลังสงครามยูเครน

หากคำนวณแบบง่ายที่สุด ทุกครั้งที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเพียง 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โลกจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นทันทีราว 1 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน หรือประมาณ 36,000 ล้านบาทต่อวัน

ขณะที่การปรับขึ้นของราคาปุ๋ยระดับ 20–30% ก็อาจเพิ่มต้นทุนอาหารโลกอีกหลายสิบล้านดอลลาร์ต่อวันได้ไม่ยาก กล่าวอีกแบบ ถึงตัวเลขจะไม่แป๊ะ แต่ทุกท่านคงพอเห็นวิธีคิดคร่าวๆ ว่า เพียงแค่ราคาน้ำมันและปุ๋ยขยับขึ้นจากสงคราม ต้นทุนทางอ้อมของโลกก็อาจแตะระดับเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน ได้ง่ายๆ
สูงกว่าต้นทุนสงครามทางตรงเสียอีก

ระดับหนี้สาธารณะโลกสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1945

อีกด้านหนึ่งที่น่ากังวลไม่แพ้ราคาสงคราม คือระดับหนี้สาธารณะของโลกที่กำลังอยู่ใกล้จุดสูงสุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่

IMF ประเมินว่า หนี้สาธารณะทั่วโลกอยู่ในระดับมากกว่า 100 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงกว่า 90% ของ GDP โลก

ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงมากหากเทียบกับค่าเฉลี่ยทางประวัติศาสตร์

และหากไม่นับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกแทบไม่เคยเห็นระดับการกู้ยืมพร้อมกันของรัฐบาลจำนวนมากในระดับนี้มาก่อน

โดยเฉพาะหลังโควิดที่รัฐบาลทั่วโลกต้องกู้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ส่งผลให้ระดับหนี้สาธารณะโลกเพิ่มขึ้นอีกหลายสิบล้านล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปีเดียว

และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมโลกในวันนี้จึงเริ่มอยู่ในจุดที่ “รับวิกฤตต่อเนื่องหลายระลอกได้ยากขึ้นเรื่อยๆ” เพราะทุกครั้งที่เกิดสงคราม วิกฤตพลังงาน หรือความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจำนวนมากเหลือพื้นที่ทางการคลังน้อยลงกว่าที่เคยมีในอดีต

ในทางเศรษฐศาสตร์การเมือง สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามแทบทุกยุค คือรัฐบาลมักไม่มีทางเลือกมากนักนอกจาก “กู้เงิน” เพื่อระดมทรัพยากรเข้าสู่ระบบ ไม่ว่าจะผ่านพันธบัตรรัฐบาล การขาดดุลงบประมาณ หรือการให้ธนาคารกลางเข้ามาช่วยรักษาสภาพคล่องทางการเงิน

ในสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐฯ ใช้นโยบายกดอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรให้อยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน เพื่อให้รัฐบาลสามารถกู้เงินทำสงครามได้ต่อเนื่อง

ขณะที่หลายประเทศในยุคปัจจุบันเอง ก็เริ่มเผชิญโจทย์คล้ายกันอีกครั้ง คือจะรักษาความมั่นคงทางทหาร ควบคู่ไปกับเสถียรภาพทางการคลังและค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างไร

ท้ายที่สุดแล้ว ต่อให้สงครามจะเกิดขึ้นอยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร ราคาของมันก็มักย้อนกลับมาถึงประชาชน อย่างเราธรรมดา ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม เพราะในโลกที่รัฐบาลจำนวนมากมีหนี้สูงและพื้นที่ทางการคลังจำกัด

ต้นทุนของสงครามย่อมต้องถูกจ่ายผ่านใครสักคนเสมอ ไม่ว่าจะผ่านภาษี เงินเฟ้อ หรือการกู้ยืมที่ผลักภาระไปยังอนาคต

สิ่งที่น่ากังวลคือ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้มักไม่ได้ถูกหักออกจาก “งบสงคราม” เพียงอย่างเดียว แต่อาจค่อยๆ เบียดงบสาธารณสุขของเรา งบการศึกษาของลูกหลาน หรือระบบดูแลผู้สูงอายุของพ่อแม่เราไปทีละน้อย

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเรื่องสงคราม หนี้สาธารณะ และค่าครองชีพ จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยในโลกยุคปัจจุบัน

เพราะสุดท้ายแล้ว แม้ประชาชนจำนวนมากจะไม่ได้อยู่ในสนามรบ แต่ก็ยังต้องช่วยกันจ่ายราคาของมันอยู่ดี



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สูตรแคร์ : บทเรียนสิบปีของบอร์ดที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อใคร
ส่องลึกอิหร่าน: 11) ชนชาติส่วนน้อยกลุ่มต่างๆ ในอิหร่าน
ประวัติศาสตร์ไม่น่ากลัว
ซีซาร์สลัดอะโวคาโดไส้กรอก
พาส่อง JAECOO 6T REEV เอสยูวี ราคาต่ำล้าน-เด่นที่ขุมพลัง
เจาะลึกผลงาน ‘ตบสาวไทย’ เปลี่ยนผ่านคืนสู่ทีมชั้นนำโลก?
Cash is King
ราตรีสีทอง
ฟีฟ่ากับแนวทางฟุตบอลโลก 64 ทีม ให้โอกาสหรือเพิ่มรายได้?
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 17-23 กรกฎาคม 2569
E-DUANG | กรณี TH-AI PASSPORT คือ เทคโนโลยี ผสาน การเมือง
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาหันคา 1 ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”