bg-single

ยุทธศาสตร์ ‘เม่น’ กับ ตำราพิชัยสงคราม ‘ซุนวู’

24.07.2026

กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น

ผมเขียนถึง “ยุทธศาสตร์เม่น” เมื่อสัปดาห์ก่อนแล้วยังมีประเด็นน่าสนใจที่เกี่ยวโยงกับอนาคตของการเผชิญหน้าทางการใช้กำลังห้ำหั่นกันระหว่างประเทศที่ทำท่าว่าจะขยายตัวมากขึ้นทุกที

หากสงครามยูเครนมีส่วนรื้อถอนความเชื่อเดิมเกี่ยวกับสงครามสมัยใหม่ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นภายใน NATO วันนี้ก็คือความพยายามสร้างหลักนิยมทางทหารชุดใหม่ขึ้นมาทดแทน

แม้ผู้นำยุโรปยังคงยืนยันความสำคัญของพันธมิตรข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก แต่ในทางปฏิบัติ ทุกประเทศต่างเริ่มวางแผนบนสมมุติฐานที่แตกต่างออกไป

นั่นคือ หากวันหนึ่งสหรัฐอเมริกาไม่สามารถส่งกำลังสนับสนุนได้ในระดับที่เคยเป็นมา ยุโรปจะต้องสามารถยืนหยัดด้วยขีดความสามารถของตนเองให้ได้

การเปลี่ยนแปลงจึงมิใช่เพียงการเพิ่มงบประมาณกลาโหมหรือการจัดซื้อยุทโธปกรณ์รุ่นใหม่ หากเป็นการเปลี่ยนกรอบความคิดเกี่ยวกับธรรมชาติของสงครามทั้งระบบ

ความจริง นักวางแผนทางทหารของยุโรปมิได้ตั้งเป้าหมายที่จะสร้างกองทัพให้มีศักยภาพเทียบเท่าสหรัฐอเมริกา

เพราะทุกฝ่ายต่างตระหนักดีว่าภารกิจเช่นนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ในเชิงเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม

สหรัฐใช้เวลาหลายสิบปีในการสร้างเครือข่ายดาวเทียม ระบบข่าวกรองระดับโลก เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ กองเรือบรรทุกเครื่องบิน เรือดำน้ำนิวเคลียร์ และเครื่องบินทิ้งระเบิดพิสัยไกล

ล้วนเป็นขีดความสามารถที่ต้องอาศัยทั้งทรัพยากร เทคโนโลยี และประสบการณ์การรบที่ประเทศใดจะสร้างขึ้นมาในเวลาอันสั้นไม่ได้

ยุโรปจึงเริ่มหันไปตั้งคำถามใหม่ว่า หากไม่สามารถมีศักยภาพเทียบเท่ามหาอำนาจ จะทำอย่างไรให้มหาอำนาจไม่สามารถใช้ความเหนือกว่าของตนเองได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

คำตอบที่กำลังได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ การทำให้สนามรบเต็มไปด้วย “ความไม่แน่นอน” จนฝ่ายรุกรานไม่สามารถวางแผนสงครามได้อย่างมั่นใจ

หลักคิดนี้มิได้มุ่งทำลายกองทัพฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นซาก แต่เน้นการทำลายความมั่นใจของผู้บัญชาการ ทำให้การรุกคืบต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในทุกระยะ

ตั้งแต่การขึ้นบก การเคลื่อนกำลัง การส่งกำลังบำรุง การใช้ระบบสื่อสาร ไปจนถึงการรักษาพื้นที่ที่ยึดครองได้

ผมเคยอ่านเจอว่าหลักการแบบนี้สอดคล้องกับแนวคิดของนักยุทธศาสตร์ปรัสเซียอย่าง คาร์ล ฟอน เคลาเซอวิตซ์ ที่มองว่า เป้าหมายของสงครามมิใช่การทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามเพียงอย่างเดียว

หากคือการทำให้เจตจำนงทางการเมืองของฝ่ายตรงข้ามหมดสิ้นไป

นั่นคือการเพิ่มต้นทุนของการทำสงครามจนเกินกว่าผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

จึงเป็นการโจมตีต่อ “เจตจำนง” มากพอๆ กับการโจมตีต่อกำลังรบ

มองอีกด้านหนึ่ง แนวคิดนี้กลับสอดคล้องอย่างน่าประหลาดกับหลักพิชัยสงครามของ ซุนวู

ซึ่งระบุไว้เมื่อกว่าสองพันปีก่อนว่า “ชัยชนะสูงสุดคือการทำให้ศัตรูยอมจำนนโดยไม่ต้องรบ”

ในบริบทของศตวรรษที่ 21 ความหมายไม่ใช่การเจรจาทางการทูตเพียงอย่างเดียว

หากหมายถึงการออกแบบระบบป้องกันประเทศให้สามารถโน้มน้าวฝ่ายตรงข้ามตั้งแต่ก่อนเริ่มสงครามว่า การใช้กำลังจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายทางการเมืองได้

การป้องปรามจึงมิใช่การประกาศว่าจะตอบโต้รุนแรงเพียงใด หากคือการสร้างความเชื่อให้ฝ่ายตรงข้ามเห็นว่า ไม่ว่าจะใช้กำลังมากเพียงใด ก็จะไม่สามารถได้รับชัยชนะในเวลาที่ต้องการ

นี่กระมังคือสาระสำคัญของ Porcupine Strategy หรือ “ยุทธศาสตร์เม่น”

อันเป็นประเด็นที่กำลังได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในหมู่นักยุทธศาสตร์ของ NATO

เม่นมิใช่สัตว์ที่แข็งแรงที่สุดในธรรมชาติ แต่เป็นสัตว์ที่ทำให้ผู้ล่าต้องชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชน์ที่จะได้รับกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับตนเอง

เมื่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นมีมากกว่าผลตอบแทน ผู้ล่าย่อมเลือกหันไปหาเป้าหมายที่ง่ายกว่า

หลักการเดียวกันนี้กำลังถูกนำมาประยุกต์ใช้กับการป้องกันประเทศผ่านการสร้างเครือข่ายขีปนาวุธต่อต้านเรือ ระบบอากาศยานไร้คนขับ การลาดตระเวนด้วยเซ็นเซอร์จำนวนมหาศาล สงครามอิเล็กทรอนิกส์ ปัญญาประดิษฐ์

และการกระจายศูนย์บัญชาการเพื่อให้สามารถปฏิบัติการได้แม้โครงสร้างส่วนกลางจะถูกโจมตี

ความเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้สะท้อนว่าศูนย์กลางของอำนาจทางทหารกำลังเคลื่อนจาก “แพลตฟอร์ม” ไปสู่ “เครือข่าย”

ในอดีต ประเทศที่มีเรือบรรทุกเครื่องบินจำนวนมากหรือฝูงบินขนาดใหญ่ย่อมได้เปรียบอย่างชัดเจน

แต่วันนี้ แพลตฟอร์มราคาแพงเหล่านั้นกลับตกเป็นเป้าหมายที่ตรวจจับได้ง่ายขึ้นจากดาวเทียม โดรน และเซ็นเซอร์ที่กระจายอยู่ทั่วสนามรบ

ขณะที่อาวุธต้นทุนต่ำซึ่งผลิตได้ครั้งละนับพันชิ้นสามารถสร้างความเสียหายได้ในระดับที่ไม่สมดุลกับราคาของมัน

การแข่งขันจึงมิได้อยู่ที่ว่าใครมีอาวุธที่ซับซ้อนที่สุด แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถสร้างระบบที่ยืดหยุ่น ปรับตัวได้เร็ว และทดแทนความสูญเสียได้ต่อเนื่องมากกว่า

บทเรียนอีกเรื่องหนึ่งที่ยุโรปได้รับจากยูเครนคือ ความมั่นคงของประเทศมิได้ขึ้นอยู่กับกองทัพเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “ความทนทานของทั้งสังคม”

ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถเปลี่ยนสายการผลิตมาสู่อาวุธได้อย่างรวดเร็ว

ระบบดิจิทัลที่ยังคงทำงานได้แม้ถูกโจมตีทางไซเบอร์

โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีความหลากหลาย

ตลอดจนประชาชนที่ได้รับการฝึกฝนให้สามารถสนับสนุนการป้องกันประเทศในยามวิกฤต

ดังนั้น ความมั่นคงจึงมิใช่เรื่องของกระทรวงกลาโหมเท่านั้น หากเป็นผลรวมของขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การศึกษา และความสามัคคีของสังคมโดยรวม

บทเรียนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศขนาดกลาง เพราะทำให้เห็นว่าการป้องกันประเทศในศตวรรษที่ 21 มิได้วัดกันที่จำนวนรถถัง เครื่องบินรบ หรือเรือฟริเกต

หากวัดกันที่ความสามารถในการทำให้ประเทศทั้งประเทศกลายเป็นระบบป้องกันที่มีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้รวดเร็ว แม้ฝ่ายตรงข้ามจะสามารถโจมตีเป้าหมายสำคัญได้ในระยะแรก

แต่หากไม่สามารถทำลายเจตจำนงของรัฐและสังคม หรือไม่สามารถหยุดยั้งการตอบโต้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การรุกรานก็จะค่อยๆ สูญเสียความคุ้มค่าทางยุทธศาสตร์

ด้วยเหตุนี้ การถกแถลงเรื่อง Porcupine Strategy จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงการปรับยุทธศาสตร์ของ NATO หากเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์การทหารโลก

จากยุคที่มหาอำนาจเชื่อว่าความเหนือกว่าทางเทคโนโลยีจะนำไปสู่ชัยชนะอย่างรวดเร็ว สู่ยุคที่การป้องกันประเทศต้องอาศัยการกระจายความเสี่ยง ความคล่องตัว นวัตกรรม และการทำให้ผู้รุกรานเผชิญกับต้นทุนที่ยอมรับไม่ได้ในทุกมิติ

สงครามในอนาคตจึงอาจไม่ใช่การแข่งขันระหว่างกองทัพที่ใหญ่ที่สุด หากเป็นการแข่งขันระหว่างประเทศที่สามารถปรับตัวได้เร็วที่สุด

และเข้าใจธรรมชาติของการป้องปรามได้ลึกซึ้งที่สุด

ท้ายที่สุด บทเรียนที่สำคัญที่สุดจาก Porcupine Strategy อาจไม่ใช่เรื่องของอาวุธเลยหากเป็นเรื่องของ “วิธีคิด”

ยุทธศาสตร์เม่นไม่ได้สอนให้ประเทศขนาดกลางยอมรับความอ่อนแอ

แต่สอนให้ยอมรับความจริงของระบบระหว่างประเทศ และใช้ข้อจำกัดของตนเองเป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม

ประเทศที่มีทรัพยากรจำกัดไม่ควรพยายามแข่งขันกับมหาอำนาจในเกมที่มหาอำนาจเป็นผู้กำหนดกติกา

หากควรสร้างกติกาใหม่ที่ทำให้ความได้เปรียบของมหาอำนาจลดลง และทำให้ต้นทุนของการใช้กำลังเพิ่มขึ้นจนไม่คุ้มค่าต่อการตัดสินใจ

นี่คือเหตุผลที่ยุทธศาสตร์เม่นกำลังได้รับความสนใจจากยุโรป ไต้หวัน และอีกหลายประเทศ

เพราะสาระสำคัญของมันมิใช่การสร้าง “กองทัพที่ใหญ่กว่า” หากเป็นการสร้าง “ประเทศที่ยากต่อการเอาชนะ”

ความแตกต่างระหว่างสองแนวคิดนี้อาจดูเล็กน้อยในทางภาษา แต่ในทางยุทธศาสตร์กลับเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของโลกหลังสงครามเย็น

ผมจะไม่แปลกใจเลยหากเหล่าบรรดาเสนาธิการในกองทัพที่เป็นมืออาชีพจริงๆ กำลังเกาะติดปรากฏการณ์ “ยุทธศาสตร์เม่น” เพื่อนำมาประยุกต์กับแนวทางป้องกันประเทศของไทยในยุคดิจิทัลวันนี้!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ยืนหยัดกลางพายุ : สุนทรียศาสตร์แห่งการไม่ยอมจำนน จาก Memento ถึง The Odyssey
เกมเมียนมาที่กรุงเทพฯ อย่างไรและทำไม?
ยุทธศาสตร์ ‘เม่น’ กับ ตำราพิชัยสงคราม ‘ซุนวู’
จีนกับเกมกำหนดระเบียบโลก AI
เพลงหวานที่ปักกิ่ง ยาขมที่กรุงเทพฯ ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ธงทอง จันทรางศุ | อัพสกิล รีสกิล
ไม่ยุติธรรมก็ไม่สงบ | เหยี่ยวถลาลม
ย้อนเส้นทางรักวันแรก ‘ณเดชน์-ญาญ่า’ สู่วันฉลองวิวาห์- โชคดีต่างเป็นคู่ชีวิตกันและกัน
เจ้าฟ้าและสามัญชน | จดหมายรัก
นอนมาตามลือ ‘สำราญ’ ผงาด ผบ.ตร.คนที่ 16 ฝ่าด่านอาวุโส ยุทธศาสตร์ 7 ปี สัญญาณแรงจาก ‘บ้านใหญ่สีน้ำเงิน’
สรุปกรณี ‘ครูทราย’ สูญเสียสามี คลิปเขย่าดุลพินิจแพทย์ หมอไม่ตรวจ-หัวใจวายดับ ผู้คนกังขาระบบคัดกรอง
เพื่อนข้างบ้าน | เรื่องสั้น : มีนา ฟ้าศุกร์