bg-single

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : วิกฤตที่สัมผัสได้

31.10.2018

ตําราประวัติศาสตร์ไทยทั่วไปมักกล่าวถึงการปฏิวัติใน พ.ศ.2475 ว่า มีต้นเหตุจากกลุ่มคนชั้นกลางที่มีการศึกษาเพียงไม่กี่คน ที่รวมตัวกันกับนายทหารระดับกลางๆ วางแผนยึดอำนาจจากผู้ปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

งานของอาจารย์นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ หลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองมีกว้างกว่าสมาชิกของคณะราษฎร แท้จริงแล้วความขัดแย้งทั้งในเชิงนโยบายและอุดมการณ์ของคนชั้นกลางได้ขยายไปอย่างกว้างขวาง ในหนังสือพิมพ์, ในฎีการ้องทุกข์, ในความคิดความเห็นที่พอมีหลักฐานของคนเหล่านี้มาก่อน พ.ศ.2475 เป็นเวลานานแล้ว

งานของ Scot Barme ใน Woman, Man, Bangkok ยิ่งทำให้เห็นชัดขึ้นว่า นับตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1920 (ครึ่งหลังของรัชกาลที่ 6 เป็นต้นมา) ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างไพศาลที่เกิดแก่กรุงเทพฯ และเขตเมืองของสยาม ทำให้วิถีชีวิตของคนชั้นกลางเปลี่ยนไป กระทบถึงวิถีความคิดของผู้คนทั้งหญิงและชายอย่างมโหฬาร ความคิดเกี่ยวกับสถานะทางสังคม, ความสัมพันธ์ระหว่างคนในสถานะต่างๆ, ความสัมพันธ์ระหว่างเพศ ฯลฯ แตกต่างไปจากที่เคยมีมา ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ได้รับการตอบสนองจากผู้ปกครองในสมัยนั้น

ตกมาถึงช่วงนั้น ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งเคยเป็นพลังความก้าวหน้าของสังคมไทย จึงได้กลายเป็นพลังล้าหลังที่ตามไม่ทันความก้าวหน้าของโลก ในทัศนะของคนชั้นกลางในเมือง ทั้งนี้ มิได้หมายความว่าผู้ที่คัดค้านนโยบายและแบบปฏิบัติของรัฐเป็นศัตรูทางการเมืองของระบอบ ส่วนใหญ่ของคนเหล่านั้นอาจไม่ได้คิดถึงการเปลี่ยนระบอบปกครองแต่อย่างใด เช่น สตรีที่โจมตีประเพณีหลายเมียของคนชั้นสูงไทยในหน้านิตยสารผู้หญิง เพียงแต่ต้องการให้รัฐใช้อำนาจบังคับให้การสมรสต้องเป็นไปในทางผัวเดียวเมียเดียวเท่านั้น และคงหวังว่าบทความของตนจะมีผลให้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์แก้ไขกฎหมายการสมรสให้เป็นธรรม

แต่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ไม่ได้ทำอะไร แม้มีผู้เขียนบทความทำนองนี้ออกมาอีกหลายคนและหลายครั้ง

ก่อนหน้าจะเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ ได้เกิดวิกฤตทางสังคมและความชอบธรรมในสยามไปนานแล้ว อันเป็น “วิกฤต” ประเภทที่กรัมชี่กล่าวถึง… “วิกฤตประกอบขึ้นอย่างแท้จริงด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าสิ่งเก่ากำลังตาย แต่สิ่งใหม่ก็เกิดขึ้นไม่ได้ ในช่วงว่างอำนาจเช่นนี้แหละที่อาการพิกลพิการหลากหลายชนิดย่อมปรากฏขึ้น”

ผมคิดว่าในท่ามกลางความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างคนกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทยปัจจุบัน มี “สิ่งเก่า” หลายอย่างที่ใกล้จะตาย แต่ “สิ่งใหม่” ก็เกิดขึ้นไม่ได้หรือไม่สำเร็จ ทำให้ “อาญาสิทธิ์” (คืออำนาจซึ่งครั้งหนึ่งเคยถือว่าเป็นอำนาจอันชอบธรรม) ต่างๆ ถูกตั้งคำถาม ไม่เฉพาะแต่อาญาสิทธิ์ทางการเมืองเท่านั้น แต่รวมถึงมาตรฐานซึ่งเคยเป็นอาญาสิทธิ์ของความสัมพันธ์ด้านอื่นๆ ระหว่างคนไทยด้วยกันอีกหลายด้าน

ผมขอพูดถึงเพียงสามสี่ด้านเท่านั้น เพื่อชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งอันเกิดจาก “สิ่งเก่า” กำลังจะตาย แต่ “สิ่งใหม่” เกิดขึ้นไม่ได้นั้น มีมิติที่อยู่ลึกกว่าประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาขัดแย้งกัน จนไม่ใช่เพียงแค่ “ความเห็นต่าง” ของคนต่างกลุ่มเท่านั้น

การแต่งกายของสังคมไทยโบราณ ก็เหมือนสังคมโบราณอื่นๆ นอกจากทำหน้าที่ปกปิดร่างกายแล้ว ยังทำหน้าที่บ่งบอกสถานะทางสังคม, เศรษฐกิจ และการเมืองของผู้สวมแต่งด้วย ในสมัยอยุธยา ทองคำเป็นของต้องห้ามมิให้คนทั่วไปใช้ประดับร่างกาย (ว่ากันตามกฎหมายนะครับ ส่วนจะบังคับใช้ได้จริงหรือไม่เป็นคนละเรื่อง) ยังไม่พูดถึงเสื้อ “พระราชทาน” ซึ่งมีศักดิ์ลดหลั่นกันตามประเภทของผ้า

ในยุโรป หลังปฏิวัติฝรั่งเศส เครื่องแต่งกาย (ผู้ชาย) ถูกทำให้ง่ายลง เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้เหมือนๆ กัน จนไม่บ่งบอกความต่างทางสถานะของพลเมืองที่เท่าเทียมกัน ในเมืองไทย เราไม่มีประสบการณ์ที่พยายามสร้างความเท่าเทียมด้านรูปลักษณ์อย่างนั้น เรามีแต่ลอกเลียนหรือรับเอาเครื่องแต่งกายของตะวันตกมาใช้เท่านั้น จึงยังมีความพยายามจะรักษาความต่างของสถานะไว้ในเครื่องแต่งกาย

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีปัจจัยหลายอย่างที่ช่วยให้ผู้ชายไทยแต่งกายด้วยกางเกงแบบตะวันตกมากขึ้น เช่น การสื่อสารคมนาคมที่กว้างขวางขึ้นทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการแต่งกายค่อยๆ คลายลง ทั้งในด้านความเหมาะแก่สถานะของผู้สวม และเหมาะแก่โอกาสของเครื่องแต่งกายแต่ละอย่าง

ในปัจจุบัน ความขัดแย้งมาตกอยู่ในประเด็นเครื่องแบบ โดยเฉพาะเครื่องแบบของนักเรียน-นักศึกษา อันที่จริงประเด็นนี้มีผู้ต่อต้านคัดค้านมานานแล้ว แต่ไม่กระจายไปถึงหมู่นักเรียน-นักศึกษาเองเหมือนปัจจุบัน ซึ่งนอกจากไม่เห็นความสำคัญของเครื่องแบบแล้วยังคัดค้านข้อบังคับเกี่ยวกับทรงผมและเครื่องประดับด้วย

เรื่องของเครื่องแต่งกาย ไม่ใช่ความเห็นเกี่ยวกับเสื้อผ้าหน้าผม แต่สัมพันธ์โดยตรงกับอย่างน้อยสองเรื่องที่สำคัญกว่านั้น หนึ่งคือ ความสัมพันธ์ทางสังคมที่เน้นเรื่องของความต่างด้านสถานภาพน้อยลง และสอง สิทธิเสรีภาพในพื้นที่สาธารณะ

ผมขอพูดถึงเรื่องที่สองซึ่งอาจเข้าใจได้ยากกว่า พื้นที่สาธารณะนั้นมักถูกกำกับควบคุม มากบ้างน้อยบ้างในทุกสังคม แน่นอนว่าผู้มีอำนาจ (ทางการเมืองหรือเศรษฐกิจหรือวัฒนธรรม) ย่อมสามารถกำกับควบคุมพื้นที่สาธารณะได้มากกว่า การที่ผู้คนผ่อนคลายกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการแต่งกายในพื้นที่สาธารณะลง รวมถึงในพื้นที่ซึ่งถูกกำกับสูง เช่น พื้นที่ซึ่งต้องสวมเครื่องแบบอย่างไม่มีการต่อรอง ก็แสดงว่าอำนาจที่เคยกำกับควบคุมพื้นที่สาธารณะนั้นอ่อนลง หรือหมดความสามารถในการกำกับลงไปตามลำดับ

ดังนั้น การแต่งกายที่ดูเสรีขึ้น โดยเฉพาะนักเรียน-นักศึกษาซึ่งตกอยู่ภายใต้การกำกับควบคุมสูง ย่อมสะท้อนว่าอาญาสิทธิ์ในสังคมไทยกำลังอ่อนลงไปกว่าเดิมอย่างรวดเร็ว “สิ่งเก่า” กำลังจะตาย แต่ “สิ่งใหม่” ก็ยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ชัดเจน เป็น “วิกฤต” ที่เราอาจไม่รู้สึกเลย

น่าสังเกตด้วยว่า อำนาจที่กำกับควบคุมการแต่งกายในพื้นที่สาธารณะในกรณีเครื่องแบบคือรัฐ การดัดแปลงและต่อเติมเสริมต่อเครื่องแบบของนักเรียนนักศึกษาสมัยก่อน คือการหลบหลีกอำนาจรัฐ แต่การต่อต้านเครื่องแบบและเรียกร้องให้ยกเลิก คือการเผชิญหน้ากับอำนาจรัฐโดยตรง

เพศสภาพเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มองเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัด ไม่นานมานี้เองเพศสภาพและเพศวิถีเคยถูกใช้เป็นเครื่องมือในการรอนสิทธิของคนในเพศทางเลือกทั้งหลาย และคนทั่วไปก็เห็นชอบว่าควรเป็นเช่นนั้น แต่ในปัจจุบันเครื่องมือนี้ใช้ได้ผลน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะคนในเพศทางเลือกสามารถลุกขึ้นต่อสู้ปกป้องสิทธิของตนเอง โดยได้รับการสนับสนุนจากคนทั่วไปอยู่ไม่น้อย

แต่ยิ่งกว่าด้านสิทธิเสรีภาพของบุคคล ประเด็นเรื่องเพศทางเลือกในปัจจุบันได้ขยายมาสู่เรื่องของ “โอกาส” ที่เท่าเทียมกับคนอื่นมากขึ้น นับตั้งแต่ “โอกาส” ที่จะใช้ห้องน้ำสาธารณะที่ปลอดภัย ไปถึง “โอกาส” ที่จะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย, เป็นผู้บริหารกิจการสาธารณะระดับสูง, เป็นแพทย์ และสักวันหนึ่งในอนาคตอันใกล้ ก็อาจเป็นทหาร, ตำรวจ, ผู้พิพากษา (โดยไม่ต้องปิดบังเพศสภาพที่แท้จริงของตนเอง) ฯลฯ โดยไม่ถูกจำกัดพื้นที่ความสามารถของเพศทางเลือกอย่างที่เคยเป็นมาไว้เฉพาะในวงการแสดงเท่านั้น

ผมจึงคิดว่า การเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิเสรีภาพของเพศทางเลือกในปัจจุบันได้ขยายเข้าสู่เรื่องที่ค้างคาอยู่ในสังคมไทยมานาน นั่นคือ มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าเขาจะเป็นใครและมีสถานะทางเพศหรือทางอื่นอย่างไร ก็ควรได้ “โอกาส” ในการพัฒนาสมรรถนะของตนเองจนถึงที่สุด ดังนั้น การเคลื่อนไหวของเพศทางเลือกในเรื่อง “โอกาส” จึงมีนัยยะไปถึงคนด้อยโอกาสทุกประเภท คนจน, คนไร้สัญชาติ, หรือแม้แต่คนไร้รัฐ, ชาวนา, แรงงาน ฯลฯ

กล่าวอีกนัยยะหนึ่งก็คือ การเรียกร้องความเสมอภาคของเพศทางเลือกในด้าน “โอกาส” เท่ากับเรียกร้องความเสมอภาคของทุกคน อันเป็นอุดมคติที่มีมาตั้งแต่ 2475 หรือก่อนหน้านั้น แต่ไม่เคยบรรลุผลใกล้เคียงความจริงเลย

ลําดับช่วงชั้นทางสังคมของไทยในปัจจุบันรวนเรหรือล่มสลายลง ผมควรกล่าวไว้ด้วยว่า ลำดับช่วงชั้นเหล่านี้เป็นสิ่งที่เพิ่งถูกสถาปนาขึ้นใหม่หลัง ร.5 ลงมา โดยหยิบยืมจากลำดับช่วงชั้นที่มีมาแต่เดิม เช่น นำความเคารพครูในสมัยโบราณมาใส่ลงไว้ในครูสมัยใหม่ นำเอาความยกย่องแก่ “หมอ” ในสมัยโบราณมาใส่กับแพทย์สมัยใหม่ ฯลฯ เป็นต้น แต่ในปัจจุบันครูก็โดนแจ้งความมาไม่รู้จะเท่าไรแล้ว แพทย์มีคดีค้างคาในศาลอีกต่างหาก

ดังนั้น ความรวนเรและล่มสลายของลำดับช่วงชั้นในปัจจุบัน จึงไม่ใช่เรื่องของสังคม “ทันสมัย” ที่กำลังละทิ้งค่านิยมเก่า แต่เป็นการตั้งคำถามกับลำดับช่วงชั้นที่ดำรงอยู่ในสังคมสมัยใหม่นั่นเอง เรื่องของเรื่องจึงไม่ได้อยู่เพียงระบบ SOTUS ถูกต่อต้านโจมตี หรือเรียกนายทหารใหญ่ว่าบิ๊กแล้วถูกวิจารณ์อย่างรุนแรง (ทั้งๆ ที่ “บิ๊ก” ถูกสื่อใช้มานานแล้ว) แต่หมายถึงตำแหน่งและสถานะต่างๆ ซึ่งเคยได้รับการยกย่องนับถือและครองอำนาจไว้มาก กำลังสูญเสียสถานะของตนในลำดับช่วงชั้นทางสังคมไป

ลำดับช่วงชั้นทางสังคมเป็นส่วนหนึ่งของเสถียรภาพของสังคมนั้นๆ

นอกจากสามด้านที่กล่าวถึงแล้ว มี “สิ่งใหม่” ที่เกิดไม่ได้ในสังคมไทยอีกมาก ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ เราจึงอยู่ใน “วิกฤต” ที่ใหญ่มากช่วงหนึ่ง ความแตกแยกและแตกร้าวอย่างหนักในสังคมไทยปัจจุบัน จึงเป็นอาการมากกว่าเป็นสมุฏฐานของ “วิกฤต” รอเวลาที่สังคมไทยจะเปลี่ยนผ่านไปในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งคาดเดาไม่ได้… ไม่ได้ทั้งผลบั้นปลาย และลักษณาการของการเปลี่ยนผ่าน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ภาษาไทย “อุบัติ”—ไม่ “วิบัติ”
PEA ครบรอบ 66 ปี แห่งความไว้วางใจ ประกาศก้าวใหม่ “Powering Every Life” ขับเคลื่อนพลังงานไทยสู่อนาคต
ถึงสถานีปลายทางสุขภาพ! “BEM Care 2026 Health Station สถานีสุขภาพ” ปิดฉากอย่างคึกคัก
นิรโทษกรรม 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
“พิชัย” ชื่นชม “แบงก์ชาติ” ยุค “วิทัย” เดินถูกทาง ย้ำเสถียรภาพต้องคู่การเติบโต เชื่อแก้ทุนเทา–คอร์รัปชัน ช่วยเศรษฐกิจไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูง
“หมู่บ้านศีล 5” บ้านเจ็ดริ้ว “คึกคัก” สมเด็จเอื้อน-พระพรหมเสนาบดี” มาให้กำลังใจ ด้าน ครูสลา ร้องสด กราบสมเด็จช่วงด้วยดวงใจ ยก”สมเด็จช่วง” เป็นบิดาแห่งหมู่บ้านศีล 5
รถไฟและไฮเวย์: เมกะโปรเจกต์เชื่อมลาว–เวียดนามภายใต้ความสัมพันธ์แบบพิเศษ
โลกและอาเซียนในอนาคต จากมุมมอง ‘อมิตาฟ อาชาเรีย’
Songs in the Key of Life : รักบังตา
โทษประหารชีวิต : ข้อถกเถียงทางปรัชญา (2)
บทวิจารณ์เรื่องสั้น ‘เพื่อนข้างบ้าน’ จากรอยแตกร้าวริมรั้ว… สู่ภาพสะท้อนสงครามเย็นในสังคมไทย
‘ขอให้ความจริงปรากฏ’ ชุติมา นวลพลับ สู้มาราธอน ทวงงานศิลป์ ‘พระพุทธบาท’