bg-single

บทความ เผด็จการของความ(ไม่)รู้ โดย : นิธิ เอียวศรีวงศ์

25.12.2017

ผมทราบดีว่า เสรีภาพไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์การดำเนินนโยบายสาธารณะในเมืองไทย แต่ในสมัยหนึ่ง ความรู้ที่ได้จากวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ก็ไม่เคยเป็นเกณฑ์การดำเนินนโยบายสาธารณะในเมืองไทยเหมือนกัน แต่ในปัจจุบัน ความรู้ดังกล่าวกลับกลายเป็นเกณฑ์สำคัญยิ่งขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งขาดไม่ได้เลยในการเสนอนโยบายสาธารณะจากทุกฝ่าย

ทั้งนี้เพราะความรู้เป็นทางมาของอำนาจ ในขณะที่เสรีภาพไม่ให้อำนาจแก่ใครเลย ซ้ำยังอาจลิดรอนอำนาจที่มีมาตามประเพณี หรือที่สถาปนาขึ้นด้วยกฎหมายเสียอีก

ผมเกริ่นมาข้างต้นเพราะจะพูดเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า แต่บุหรี่ไฟฟ้าก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญของเรื่องที่ผมจะพูด เพียงแต่อาจใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนดีของการดำเนินนโยบายสาธารณะที่ไม่ให้ความสำคัญแก่เสรีภาพ และหากเสรีภาพเป็นเกณฑ์สำคัญที่ปฏิเสธไม่ได้ นโยบายสาธารณะของบุหรี่ไฟฟ้าน่าจะเป็นอย่างไร

ผมไม่ทราบหรอกว่าฝ่ายใดถูกฝ่ายใดผิดในข้อถกเถียงที่อ้างงานวิจัยต่างประเทศ ระหว่างฝ่ายที่เห็นว่าควรห้ามบุหรี่ไฟฟ้าเด็ดขาด ขนาดมีไว้ในครอบครองก็ไม่ได้ กับฝ่ายที่ยืนยันว่า ยังไม่มีงานวิจัยใดที่ชี้ว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายต่อผู้ใช้มากไปกว่าบุหรี่ธรรมดา แต่ก็ยอมรับว่า ผลระยะยาวของการใช้บุหรี่ไฟฟ้านั้น ไม่มีใครรู้

ที่จริงความเห็นต่างเพียงเท่านี้ ตรวจสอบได้ไม่ยากนัก เสียแต่ว่ารัฐหรือหน่วยงานของรัฐไม่ตรวจสอบอย่างเป็นกลาง บุคลากรในหน่วยงานของรัฐ เช่น กรมควบคุมโรคของกระทรวงสาธารณสุข จะมีความเห็นอย่างไรก็ได้ แต่กรมควบคุมโรคยังไม่ควรมีความเห็นใดๆ จนกว่าจะได้ตรวจสอบอย่างดีแล้ว ถ้าหาบุคลากรที่เป็นกลางในหน่วยงานไม่ได้ ก็ต้องเชิญคนนอกมาร่วมตรวจสอบ

หรือจะให้สังคมเป็นฝ่ายตรวจสอบเองก็ได้ โดยจัดให้เกิดเวทีการแลกเปลี่ยนระหว่างความเห็นของสองฝ่าย เวทีในที่นี้ไม่จำเป็นต้องหมายความแต่เพียงวงโต้วาทีเท่านั้น แต่รวมถึงการทำให้ประเด็นสาธารณะถูกถกอย่างกว้างขวาง ด้วยวิธีต่างๆ อีกมาก

ปราศจากความพยายามค้นหา “ความรู้” เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าที่ยังมีอยู่จำกัดทั้งโลก นโยบายสาธารณะก็ถูกใช้บังคับไปแล้ว

แต่การห้ามขาดบุหรี่ไฟฟ้าคือการละเมิดเสรีภาพส่วนบุคคล ไม่ใช่ว่าเสรีภาพส่วนบุคคลเป็นสิ่งที่รัฐจะละเมิดไม่ได้เสียเลย แต่การละเมิดทุกครั้ง รัฐต้องเป็นฝ่ายที่สามารถพิสูจน์อย่างปราศจากข้อสงสัยได้ว่า การใช้เสรีภาพเช่นนั้นเป็นอันตรายต่อส่วนรวม หรือเป็นผลเสียอย่างร้ายแรงต่อผู้ใช้เสรีภาพนั้นเอง (ข้อหลังนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันด้วยว่า รัฐควรเป็นนายร่างกายของพลเมืองแค่ไหน ฆ่าตัวตายหรือเสพยาเสพติด เป็นเสรีภาพส่วนบุคคลบริบูรณ์หรือไม่ แต่ผมขอไม่อ้างข้อถกเถียงเหล่านี้ ยอมรับให้รัฐเป็นนายเหนือร่างกายพลเมืองได้ระดับหนึ่ง)

บุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายต่อส่วนรวมเท่ากับบุหรี่ธรรมดา ซึ่งมีกฎหมายห้ามไว้มากเกินพอดีอยู่แล้ว รัฐไม่ได้พิสูจน์แต่อย่างไรว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายต่อส่วนรวมมากกว่าบุหรี่ธรรมดา ดังนั้นข้อห้ามบุหรี่ไฟฟ้าจึงจะเกินไปกว่าบุหรี่ธรรมดาไม่ได้

ส่วนอันตรายร้ายแรงต่อผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า ก็อย่างที่มีผู้ถกเถียงคัดค้าน ยังไม่อาจพิสูจน์ได้อย่างสิ้นสงสัย หากเสรีภาพเป็นส่วนสำคัญของการวางนโยบายสาธารณะ รัฐย่อมไม่มีอำนาจจะห้ามขาดบุหรี่ไฟฟ้าอย่างที่ทำอยู่

รัฐอาจใช้งบประมาณแผ่นดินไปรณรงค์ให้เห็นความเสี่ยงของบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งยังมองเห็นไม่ถนัดนักได้ เพราะยังไม่มีใครรู้ผลระยะยาวของการใช้บุหรี่ไฟฟ้า แต่ก็อาจมีความเสี่ยงอยู่ นอกจากนี้การใช้บุหรี่ไฟฟ้าในที่สาธารณะคงต้องถูกจำกัด เท่าหรือเกือบเท่ากับที่บุหรี่ธรรมดาถูกจำกัด ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะมันมีชื่อคล้ายกัน แต่เพราะมันสร้างความรบกวนแก่ผู้อื่นได้เกือบเท่าๆ กัน รัฐต้องปกป้องคุ้มครองคนที่ไม่ต้องการเอาชีวิตไปเสี่ยงกับควันบุหรี่ แต่ในหมู่คนที่สมัครใจจะเอาชีวิตไปเสี่ยง รัฐก็ต้องระมัดระวังไม่ละเมิดเสรีภาพของเขาเกินไปกว่าการปกป้องสวัสดิภาพสาธารณะ

ถ้าเสรีภาพมีความสำคัญ การให้อำนาจรัฐในการละเมิดเสรีภาพด้วยความรู้ครึ่งๆ กลางๆ นั้นมีอันตรายอย่างมาก เพราะเท่ากับเปิดช่องให้รัฐละเมิดเสรีภาพ “ตามใจชอบ” ได้อย่างไร้ขีดจำกัด หากรัฐมีอำนาจเช่นนี้จะใช้ไปในทางใด จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ รัฐมักใช้ไปในทางฉ้อฉล นับตั้งแต่ฉ้อฉลอำนาจ, ฉ้อฉลสาธารณสมบัติ, และฉ้อฉลศีลธรรมทางสังคม

บทบาทของแพทย์ (และบุคลากรในวิทยาศาสตร์การแพทย์ทุกแขนง), องค์กรของแพทย์เช่นแพทยสมาคม, โรงเรียนแพทย์, ตลอดจนหน่วยงานในกำกับของแพทย์ เช่น โรงพยาบาลและองค์กรมหาชนด้านสุขภาพ ในระหว่างการเป่านกหวีดเชื้อเชิญให้ทหารยึดอำนาจของ กปปส. และหลังรัฐประหาร ดูจะชี้ให้เห็นความสัมพันธ์อันแนบแน่น และการสนับสนุนอย่างแข็งขัน ของบุคลากรด้านสุขภาพ ต่อรัฐที่เหยียดเสรีภาพลงเป็นส่วนเกินที่ไม่จำเป็นของชีวิต

เพราะในรัฐประเภทนี้เท่านั้น ที่ปล่อยให้เสรีภาพส่วนบุคคลถูกละเมิดได้ด้วย “ความรู้” ที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความน่าเชื่อถือ

ถ้าพูดเฉพาะเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า คงไม่เป็นธรรมแก่บุคลากรทางการแพทย์นัก เพราะที่จริงแล้วนโยบายสาธารณะของไทยเกือบทุกเรื่อง ล้วนวางอยู่บนความรู้ที่ไม่ต้องพิสูจน์ทั้งสิ้น

ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ว่ารัฐไม่ควรเข้าไปแทรกแซงตลาด ไม่ใช่ความรู้ที่ได้พิสูจน์จนสิ้นสงสัยแล้ว ที่จริงเป็น “ความเห็น” ของสำนักทางวิชาการเศรษฐศาสตร์สำนักหนึ่งเท่านั้น มีสำนักอื่นๆ ที่เห็นเป็นตรงกันข้ามอีกหลายสำนักที่เห็นว่า การแทรกแซงของรัฐเป็นความจำเป็น ตั้งแต่แทรกแซงน้อยๆ เพียงให้เกิดระเบียบในตลาด ไปจนถึงแทรกแซงเต็มที่เพื่อให้เกิดผลที่เป็นธรรมแก่ส่วนรวม (ดังที่ Ha-Joon Chang กล่าวไว้ใน Economics: The User’s Guide)

แต่ทฤษฎีนี้ถูกเสนอในเมืองไทยประหนึ่งเป็นข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เหมือนกฎแรงโน้มถ่วง

ทั้งหมดนี้ก็ล้วนเป็น “ความเห็น” เหมือนกัน Chang เห็นว่าการใช้ทฤษฎีเหล่านี้ ควรใช้อย่างผสมกัน เพื่อหวังผลที่ต่างกันในแต่ละสังคม ไม่ใช่ผลอย่างเดียวคือ “ความจำเริญทางเศรษฐกิจ” เท่านั้น และด้วยเหตุดังนั้น ระบอบการเมืองที่เปิดให้มีการต่อรองจึงมีความสำคัญ เพราะไม่มี “ผู้รู้” ใดสามารถกำกับการผสมที่พอดีสำหรับสังคมไทยได้ฝ่ายเดียว

ผมอยากสรุปว่า นโยบายเศรษฐกิจที่ดีที่สุดแก่สังคมใดก็ตาม เกิดขึ้นจากเสรีภาพที่ทุกฝ่ายได้มีโอกาสต่อรองกันอย่างเท่าเทียมทั้งนั้น ไม่ได้เกิดจากสำนักวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งใดแห่งหนึ่ง และไม่ได้เกิดจากสภาเศรษฐกิจที่รัฐแต่งตั้งขึ้นเองอย่างแน่นอน

“ความเห็น” ของนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักก็ไม่ได้ผิดทั้งหมด เช่นเดียวกับ “ความเห็น” ว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายร้ายแรงที่ยอมไม่ได้ก็ไม่ผิดเสียทั้งหมด แต่หากเสรีภาพเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของเกณฑ์การวางนโยบายสาธารณะ แทนที่จะบังคับกันด้วยกฎหมายหรืออำนาจรัฐประหาร ก็อาจใช้การรณรงค์แทน ซึ่งจำเป็นต้องใช้ข้อมูลจำนวนมาก และเหตุผลที่ผู้ไม่เห็นด้วยต้องคิดตอบโต้อย่างรอบรู้เช่นเดียวกัน ผลของการโต้เถียงกันด้วยข้อมูลและเหตุผลเช่นนี้ ทำให้สังคมมีพลังในการกำหนดนโยบายสาธารณะได้จริง หากรัฐจะแทรกแซงตลาด ก็จะไม่แทรกแซงจนทำลายการแข่งขันอย่างเป็นธรรมในตลาดไปเสีย หรือจะห้ามขาดบุหรี่ไฟฟ้า ก็มีข้อมูลที่ก้าวหน้าที่สุดรองรับอย่างพร้อมมูล

ถึงประชาชนถูกละเมิดเสรีภาพเหมือนกัน แต่ต่างก็ยอมรับว่าเสรีภาพเรื่องนี้มีอันตรายทั้งต่อส่วนตนและส่วนรวม จึงยอมระงับการใช้เสรีภาพนี้ด้วยความเต็มใจ

แต่เพราะเสรีภาพไม่เคยเป็นส่วนสำคัญในเกณฑ์การวางนโยบายสาธารณะ เราจึงปล่อยให้ผู้อ้าง “ความเห็น” เป็น “ความรู้” เข้าไปมีส่วนในการกำหนดนโยบายสาธารณะเหนือคนทั่วไป โดยคนอื่นต้องอุทิศเสรีภาพของตัวให้แก่ “ความเห็น” ในนามของความรู้เหล่านั้น

ถ้ายอมรับให้เสรีภาพเป็นส่วนหนึ่งในเกณฑ์ของกิจการสาธารณะ เราคงมีนโยบายเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกอย่างหนึ่ง การจัดการน้ำทั้งระบบอีกอย่างหนึ่ง การรักษาป่าอีกอย่างหนึ่ง แรงงานข้ามชาติอีกอย่างหนึ่ง ฯลฯ ซึ่งจะสามารถรักษาสวัสดิภาพสาธารณะ, ทรัพยากรสาธารณะ, และความเป็นระเบียบสาธารณะไว้ได้ โดยไม่ทำความเดือดร้อนให้ผู้คนส่วนใหญ่



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ภาษาไทย “อุบัติ”—ไม่ “วิบัติ”
PEA ครบรอบ 66 ปี แห่งความไว้วางใจ ประกาศก้าวใหม่ “Powering Every Life” ขับเคลื่อนพลังงานไทยสู่อนาคต
ถึงสถานีปลายทางสุขภาพ! “BEM Care 2026 Health Station สถานีสุขภาพ” ปิดฉากอย่างคึกคัก
นิรโทษกรรม 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
“พิชัย” ชื่นชม “แบงก์ชาติ” ยุค “วิทัย” เดินถูกทาง ย้ำเสถียรภาพต้องคู่การเติบโต เชื่อแก้ทุนเทา–คอร์รัปชัน ช่วยเศรษฐกิจไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูง
“หมู่บ้านศีล 5” บ้านเจ็ดริ้ว “คึกคัก” สมเด็จเอื้อน-พระพรหมเสนาบดี” มาให้กำลังใจ ด้าน ครูสลา ร้องสด กราบสมเด็จช่วงด้วยดวงใจ ยก”สมเด็จช่วง” เป็นบิดาแห่งหมู่บ้านศีล 5
รถไฟและไฮเวย์: เมกะโปรเจกต์เชื่อมลาว–เวียดนามภายใต้ความสัมพันธ์แบบพิเศษ
โลกและอาเซียนในอนาคต จากมุมมอง ‘อมิตาฟ อาชาเรีย’
Songs in the Key of Life : รักบังตา
โทษประหารชีวิต : ข้อถกเถียงทางปรัชญา (2)
บทวิจารณ์เรื่องสั้น ‘เพื่อนข้างบ้าน’ จากรอยแตกร้าวริมรั้ว… สู่ภาพสะท้อนสงครามเย็นในสังคมไทย
‘ขอให้ความจริงปรากฏ’ ชุติมา นวลพลับ สู้มาราธอน ทวงงานศิลป์ ‘พระพุทธบาท’