bg-single

เกษียร เตชะพีระ : อ่านสี่ทศวรรษสัมพันธ์ไทย-จีน [ไทยเข้าร่วมคณะเสี่ยวเอ้อส่งออก ไปอเมริกาที่มีจีนเป็นตั่วเฮีย]

25.05.2018

อ่านสี่ทศวรรษสัมพันธ์ไทย-จีน (8) : ยุค 3 ค.ศ.2001-2006

ไทยเข้าร่วมคณะเสี่ยวเอ้อส่งออก ไปอเมริกาที่มีจีนเป็นตั่วเฮีย

เห็นชัดว่ารัฐบาลทักษิณและรัฐมนตรีกระทรวงการคลังและพาณิชย์ต่อมา ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ (ผู้ได้รับสมญาว่า Mr. China ดู BZ, p.117) ตัดสินใจเอาไทยไปร่วมทีมเศรษฐกิจจีนแบบ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” ในสิ่งที่ผมเรียกตาม Hung Ho-fung ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์การเมืองชาวจีน สังกัดคณะสังคมวิทยา มหาวิทยาลัย John Hopkins ในสหรัฐว่า “คณะเสี่ยวเอ้อส่งออกไปอเมริกาที่มีจีนเป็นตั่วเฮีย” (ข้อสันนิษฐานของผมประเด็นนี้มีข้อมูลเหตุผลให้สังเกตเห็นได้ตั้งแต่บทที่ 4 ในวิทยานิพนธ์ของ ดร.เจษฎาพัญ และมายิ่งชัดเจนขึ้นในบทที่ 5) กล่าวคือ :

– โครงสร้างการค้าระหว่างประเทศของไทยเปลี่ยนเป็นสินค้าอุตสาหกรรมโดยเฉพาะสินค้าทุนประเภทเครื่องจักรและชิ้นส่วน เกิดการค้าภายในอุตสาหกรรมเดียวกัน (intra-industry trade) และเข้าเป็นเครือข่ายบรรษัทข้ามชาติ รวมทั้งค้าเพิ่มมากกับจีน (เจษฎาพัญ, น.225, 248-249)

– ขณะเดียวกัน โครงสร้างการส่งออกของจีนหลังเข้า WTO ปี ค.ศ.2001 ก็เปลี่ยนไปเป็นสินค้าอุตสาหกรรมในทิศทางสอดรับกัน (เจษฎาพัญ, น.290)

– ฝ่ายรัฐบาลทักษิณก็เข้าใจความข้อนี้และมุ่งให้หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย-จีนไปในทิศทางดังกล่าว แต่ใช้ภาษาราชการ/ทางการที่ดูคลุมเครือกว่า ดังที่ ดร.เจษฎาพัญอ้างเอกสารสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีไว้ในวิทยานิพนธ์ว่า : “ดังนั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน จับมือในการเป็นพันธมิตรร่วมกันเพื่อส่งออกสินค้าไปยังประเทศที่ 3 ในรูปแบบการผสานจุดเด่นของแต่ละฝ่ายในการลงทุนร่วมกัน…ส่วนไทยจะเป็นประตูการค้าสำหรับจีนสู่ภูมิภาคอาเซียน เอเชียใต้ และแปซิฟิก” (เจษฎาพัญ, น.257)

– ทั้งนี้ สอดรับกับที่ฝ่ายจีนคาดหวังผลประโยชน์และบทบาทจากฝ่ายไทยให้เป็น “แหล่งวัตถุดิบและทรัพยากรธรรมชาติ…ใช้เส้นทางของไทยในการขนส่งวัตถุดิบจากภูมิภาคอาเซียนเพื่อไปผลิตเป็นสินค้าขั้นปลายในจีนเพื่อนำออกสู่ตลาดโลก…ให้ไทยเป็นศูนย์กลางในการกระจายสินค้าของจีนไปสู่ประเทศอาเซียนด้วย” (เจษฎาพัญ, น.295)

– ที่เด่นชัดยิ่งคือคำกล่าวแบบแบไต๋ของนายกฯ ทักษิณกับนายกฯ เหวินเจียเป่า ที่ว่า : “ทักษิณถามว่าถ้าหากจีนปักใจจะเป็นศูนย์เศรษฐกิจใหม่ของเอเชียแล้วละก็ ขอให้ประเทศไทยเป็นลูกน้องอันดับหนึ่ง (first among equals) ได้หรือไม่ เหวินตอบว่าได้” (BZ, p.110)

– จากการประมวลข้อมูลข้างต้นจึงอาจกล่าวว่าได้เกิด โครงสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ในระดับโลกและระดับภูมิภาค (A new global and regional economic opportunity structure) ขึ้นหลังจีนเข้า WTO ปี ค.ศ.2001 ซึ่งเป็นโครงสร้างรองรับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย-จีน

โดยในการอธิบายจำเป็นต้องเท้าความ 2 แนวคิด (concepts) ประกอบกันคือ Chimerica ของ Niall Ferguson

และ “คณะเสี่ยวเอ้อส่งออกไปอเมริกาที่มีจีนเป็นตั่วเฮีย” ของ Hung Ho-fung

1)Chimerica ของ Niall Ferguson ศาสตราจารย์ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจชาวอังกฤษชื่อดัง ได้เสนอในปี ค.ศ.2006 ว่าได้เกิดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจแบบ symbiosis (ภาวะพึ่งพิงซึ่งกันและกัน, สมชีพ) ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนเหมือนเป็นหน่วยเศรษฐกิจเดียวกัน (Niall Ferguson, The Ascent of Money : A Financial History of the World, 2008, โดยเฉพาะ Chapter 8 From Empire to Chimerica) เพื่อเข้าใจได้ง่าย อาจลำดับตรรกะดังนี้ :

– บรรษัทข้ามชาติสหรัฐขนเงินไปลงทุนสร้างโรงงานทำการผลิตสินค้าในจีนที่ซึ่งต้นทุนค่าแรงต่ำกว่าในสหรัฐเองอย่างมากมาย

– จีนส่งสินค้าราคาถูกเหล่านั้นมาขายกลับคืนในตลาดอเมริกัน

– ทำให้จีนได้ดุลการค้าเงินดอลลาร์มหาศาลมาเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ (foreign exchange reserve) ของจีน ส่วนหนึ่งเป็นเงินออมสะสมเพื่อลงทุนขยายการผลิตในประเทศต่อไป อีกส่วนหนึ่งเอากลับไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐไว้เพราะเป็นการลงทุนที่มั่นคงในระยะยาว จนจีนกลายเป็นเจ้าหนี้สาธารณะและประเทศที่ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอันดับสูงสุดของโลก

– สหรัฐขาดดุลการค้ามหาศาล แต่ได้เปรียบดุลชำระเงิน ด้วยเงินดอลลาร์ไหลกลับจากจีนที่เข้ามาซื้อพันธบัตรรัฐบาลของตน ทำให้อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐต่ำลง กระตุ้นการบริโภคสินค้านำเข้าราคาถูกจากจีนในสหรัฐเกิดกระแสก่อหนี้ซื้ออสังหาริมทรัพย์โดยลูกหนี้คุณภาพต่ำ (หนี้ซับไพรม์) และกลุ่มทุนการเงินวาณิช-ธนกิจวอลล์สตรีตเอาหนี้ซับไพรม์พวกนี้ไปสร้างผลิตภัณฑ์การลงทุนและเก็งกำไรทางการเงินผ่านตราสารหนี้ เกิดฟองสบู่ยักษ์ทางเศรษฐกิจในสหรัฐและโลก (ราคาอสังหาฯ และตราสารหนี้พุ่งสูงแบบไร้ฐานเศรษฐกิจจริงรองรับ) จนฟองสบู่แตก

นำไปสู่วิกฤตซับไพรม์และเศรษฐกิจถดถอยใหญ่ทั่วโลกทุนนิยมในปี ค.ศ.2007-2008

2)ในช่วงที่ปรากฏการณ์ Chimerica ทำงานอยู่เกือบทศวรรษ ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียอาคเนย์รู้ตัวว่าแข่งผลิตส่งออกสู้จีนไม่ได้ จึงพากันปรับตัวเข้าร่วมกับจีนเพื่อผสานสายโซ่การผลิตส่งออกไปอเมริการ่วมกันโดยมีจีนเป็นตั่วเฮีย

ไทยเองก็อยู่ในกระแสนี้ด้วย

Hung Ho-fung ได้อธิบายกระบวนการ “คณะเสี่ยวเอ้อส่งออกไปอเมริกาที่มีจีนเป็นตั่วเฮีย” ในบทความ “America”s Head Servant : The PRC”s Dilemma in the Global Crisis”, New Left Review Series II, 60 (November – December 2009), 5-25.

โดยผมขอสรุปความสังเขปดังนี้ :

– หลังแนวทางการพัฒนาแบบกระสวนห่านบินที่มีญี่ปุ่นเป็นจ่าฝูง (the flying geese pattern of development http://www.grips.ac.jp/forum/module/prsp/FGeese.htm) และไทยเข้าร่วมด้วยในการเป็น NIC (Newly-Industrialized Country) มาถึงจุดตีบตันเพราะจีนเข้าสู่ตลาดโลกเต็มตัวในฐานะผู้ผลิตใหญ่และคู่ค้าสมาชิก WTO รายใหม่

ปรากฏว่าในเวลาอันสั้นจีนส่งออกไปอเมริกาแซงหน้าเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกไปหมด ทำให้เงินตราต่างประเทศสำรองของจีนพุ่งสูงลิบกว่าเพื่อนบ้านและจีนเอาเงินดอลลาร์ที่เกินดุลการค้าเข้าเก็บกว้านซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐไว้สูงกว่าใคร (ดูแผนภาพประกอบ)

ยิ่งกว่านั้นจีนยังเป็นคู่แข่งหน้าใหม่ที่มีคุณสมบัติพิเศษ (แพนด้า) เหนือฝูงห่านเดิม เพราะทำทั้งสินค้าพื้นๆ และประณีตพิสดารได้ในเวลาเดียวกัน คือทำได้ทั้งผ้าอ้อมเด็กทารกและไมโครชิพส์ ทั้งโลว์เทคและไฮเทค ครอบคลุมตลอดทั้งสายโซ่มูลค่าในขอบเขตที่กำหนดราคาทั่วโลกได้

ในสภาพเช่นนี้ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และไต้หวันต่างกลัวอุตสาหกรรมของตนจะถูกจีนล้วงไส้จนกลวงในสภาพที่โรงงานทั้งหลายพากันย้ายไปจีนซึ่งต้นทุนแรงงานต่ำกว่า ข้างฝ่ายเอเชียอาคเนย์รวมทั้งไทยก็วิตกเรื่องกระแสการค้าและการลงทุนจะพลัดถิ่นไปจีนบ้างเหมือนกัน ปัญหาหลักคือถ้าจีนมีประสิทธิภาพการผลิตเหนือกว่าทุกๆ อย่าง จะเหลืออะไรให้เพื่อนบ้านทำเล่า? (“A panda breaks the formation”, The Economist, 25 August 2001)

บรรดาห่านเก่าทั้งหลายจึงแตกฝูง ต่างหันไปร่วม “คณะเสี่ยวเอ้อส่งออกไปอเมริกาที่มีจีนเป็นตั่วเฮีย” แทน โดยปรับการผลิตและการค้าของตน ให้มุ่งผลิตเครื่องจักรและชิ้นส่วนอุตสาหกรรมส่งออกเข้าสู่ตลาดจีนโดยตรงเป็นหลักจนสูงลิ่วกว่าหรือกวดใกล้การส่งออกไปสหรัฐเอง เพื่ออาศัยฐานการผลิตในจีนส่งออกสินค้าขั้นปลายไปสหรัฐอีกทีหนึ่ง ในลักษณะ “การค้าภายในอุตสาหกรรมเดียวกัน (intra-industry trade) และเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายบรรษัทข้ามชาติ” อย่างที่ ดร.เจษฎาพัญสรุปไว้ในกรณีไทย (น.225)

และไทยก็เช่นกัน ดังเห็นได้จากมูลค่าการค้ากับคู่ค้าหลักๆ ของไทยที่เปลี่ยนขยับเทไปทางจีนอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้นๆ เพียง 5 ปี

จะเห็นได้ว่าจังหวะดังกล่าวสอดคล้องต้องตรงกับช่วงรัฐบาลทักษิณ (ค.ศ.2001-2006) พอดี เป็นการบรรจบเข้าด้วยกันของตัวผู้กระทำการที่วางหุ้นส่วนยุทธศาสตร์กับจีนอย่างจงใจ โดยอาศัยโครงสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ในระดับโลกและภูมิภาคที่กำลังเกิดขึ้นนั่นเอง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร