bg-single

เกษียร เตชะพีระ : เห็บสยามบนหลังมังกรจีน

06.07.2018

อ่านสี่ทศวรรษสัมพันธ์ไทย-จีน (14) : เห็บสยามบนหลังมังกรจีน

ผมเริ่มเรียบเรียงความคิดขณะอ่านวิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิตเรื่อง “สี่ทศวรรษนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของไทยต่อจีน : นโยบาย ปัจจัยและข้อเสนอแนะ” (พ.ศ.2560) ของ ดร.เจษฎาพัญ ทองศรีนุช เทียบเคียงไปกับหนังสือ Thailand : Shifting Ground between the US and a Rising China (ค.ศ.2017) ของ Benjamin Zawacki ด้วยคำถามชี้นำว่า :

อะไรคือเหล่าปัจจัยที่รองรับความต่อเนื่องทางนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของไทยต่อจีน (policy continuity) ผ่านข้ามโครงสร้างการเมืองในระบอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งหรือเผด็จการทหารนับแต่ช่วงหลังสิ้นสุดสงครามเย็นเป็นต้นมา? (ตามข้อสรุปสังเกตของเจษฎาพัญ ดู “อ่านสี่ทศวรรษสัมพันธ์ไทย-จีน” ตอน 2 & 7)

คำตอบที่ Benjamin Zawacki เสนอไว้คือ :

“การเคลื่อนย้าย (ของไทย) เข้าไปในเขตอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ของจีน (และออกจากเขตอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ของสหรัฐ) นั้นได้กลายเป็น ฉันทามติแห่งชาติทางสถาบันและวัฒนธรรม มันไม่เพียงข้ามพ้นเส้นแบ่ง “เหลืองกับแดง” ภายในประเทศไทยเท่านั้น หากยังกระทั่งเป็นสัญญาที่หาได้ยากระหว่างเหลืองกับแดงด้วย” (BZ, p.4)

การค้นคิดสืบต่อของผมคือ ก็แล้วเหล่าปัจจัยที่รองรับฉันทามติแห่งชาติจนเกิดเป็นความต่อเนื่องทางนโยบายเศรษฐกิจของไทยต่อจีนนั้นที่สำคัญได้แก่อะไรบ้างเล่า?

ผมคิดว่าก่อนอื่นคือโครงสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ในระดับโลกและระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียอาคเนย์ (A new global and regional economic opportunity structure) ภายหลังจีนปฏิรูปเศรษฐกิจ เปิดประเทศและเข้าเป็นภาคีสมาชิกองค์การการค้าโลกในที่สุดเมื่อปลายปี ค.ศ.2001

ผลของมันทำให้เศรษฐกิจส่งออกของจีนโดยเฉพาะที่ไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาหลังจากนั้นเติบโตระเบิดเถิดเทิงดังที่ Arthur R. Kroeber บันทึกไว้ใน China”s Economy : What Everyone Needs to Know (Oxford University Press, 2016), Chapter 3 Industry and the Rise of the Export Economy, pp.49-50. ว่า :

“การเข้าเป็นภาคีสมาชิกองค์การการค้าโลกของจีนปลายปี ค.ศ.2001 ทำให้จีนเข้าถึงตลาดโลกแผ่กว้างขึ้น การย้ายฐานสมรรถภาพการประกอบชิ้นส่วนเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ของไต้หวันจำนวนมากมายังแผ่นดินใหญ่ ทำให้บรรดาผู้ส่งออกที่ตั้งฐานอยู่ในจีนได้ประโยชน์โภคผลเกินสัดส่วนปกติจากอุปสงค์ต่อเครื่องคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งกำลังเพิ่มขึ้นอย่างระเบิดเถิดเทิงในโลก มิหนำซ้ำเศรษฐกิจโลกยังโตขึ้น 5 เปอร์เซ็นต์ต่อปีในช่วงปี ค.ศ.2003-2007 ซึ่งสูงกว่าอัตราเติบโตระยะยาวโดยเฉลี่ยโขอีกด้วย ระหว่างปี ค.ศ.2001 และ 2008 การส่งออกของจีนจึงเติบโตในอัตราที่น่าตื่นตกใจถึงปีละ 27 เปอร์เซ็นต์ คือเพิ่มขึ้นหกเท่าจาก 266 พันล้านดอลลาร์เป็น 1.4 ล้านล้านดอลลาร์”

(แปลและเน้นโดยผู้เขียน)

จังหวะนั้นเองที่เห็บสยามกระโดดแหม็บเข้าเกาะหลังมังกรจีน ตามแนวทางที่อดีตปลัดกระทรวงการคลัง นายสมชัย สัจจพงษ์ เคยชี้แจงไว้ใน “ชูเห็บสยามโมเดลกู้เศรษฐกิจ” (3 ส.ค. 2559) ว่า :

“โมเดลเศรษฐกิจไทยส่วนตัว ผมมองว่าควรเป็น “เห็บสยามโมเดล” คือ เติบโตไปกับประเทศต่างๆ แต่ไม่ทรุดตัวไปตามวัฏจักรเศรษฐกิจ คือเราจะไปเกาะประเทศที่โตดี เช่น จีน อินเดีย หรือแอฟริกาใต้ หากประเทศเหล่านี้โตเราจะโตตามไปด้วย กินจนเราอ้วน แต่เมื่อเกิดเศรษฐกิจขาลง เราจะย้ายไปโตกับประเทศอื่นแทน โดยถือเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจกับทุกประเทศ ไม่ใช่เป็นคู่แข่งของประเทศใด”

(https://www.thairath.co.th/content/680071)

ดร.เจษฎาพัญสรุปโครงสร้างการค้าระหว่างไทยและจีนในทำนองเห็บสยามโมเดลไว้ที่ น.416-417 ว่า :

“โครงสร้างการค้าระหว่างไทยและจีนยังคงเหมือนเดิมในช่วงก่อนหน้า โดยสินค้าส่งออกส่วนใหญ่ยังเป็นสินค้ากลุ่มวัตถุดิบและกึ่งวัตถุดิบ เป็นสินค้าขั้นกลาง (intermediate goods) ที่จีนนำเข้าเพื่อไปประกอบและผลิตเป็นสินค้าขั้นสุดท้าย (finished goods) ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของจีน นั่นคือมูลค่าการส่งออกของไทยขึ้นอยู่กับภาวะการส่งออกของจีนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่จีนเป็นประเทศที่เป็นแหล่งตลาดส่งออกของไทยในอันดับที่ 2 ทำให้เมื่อจีนได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว การค้าระหว่างไทยและจีนจึงได้รับผลกระทบไปด้วย… จะเห็นได้ว่าอัตราการเติบโตทางการค้าของไทยต่อจีนลดลงอย่างมากในระหว่างปี ค.ศ.2008-2009”

โดยเธออธิบายเชื่อมโยงไว้ให้เห็นชัดที่ น.400 ว่า :

“…ไทยได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐในปี ค.ศ.2008 (วิกฤตซับไพรม์และเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก-ผู้เขียน) เนื่องจากสหรัฐเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทยทำให้ปริมาณการส่งออกไปสหรัฐลดลง นอกจากนี้ ไทยยังได้รับผลกระทบอีกทางจากการนำเข้าของจีนที่ลดลง เนื่องจากสหรัฐที่เป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของจีนลดปริมาณการนำเข้าลง และพลอยทำให้การส่งออกจากไทยไปจีนลดลงด้วย”

ความเชื่อมโยงเกาะติดหลังจีนในโครงสร้างเศรษฐกิจระหว่างประเทศแบบนี้เองที่ผมเรียกตามศาสตราจารย์ Hung Ho-fung ว่าไทยตัดสินใจเข้าร่วมทีม “คณะเสี่ยวเอ้อส่งออกไปอเมริกาที่มีจีนเป็นตั่วเฮีย” (https://newleftreview.org/II/60/ho-fung-hung-america-s-head-servant) ในสมัยรัฐบาลทักษิณและปฏิบัติสืบเนื่องต่อกันทุกรัฐบาลข้ามโครงสร้างการเมืองในประเทศระบอบต่างๆ ภายในกรอบใหญ่ของโครงสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคและโลกที่มีจีนเป็นขั้วหลักขั้วหนึ่งซึ่งครอบงำกำกับอยู่

จึงไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใดที่ในสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่เริ่มปะทุขึ้นเมื่อเดือนมกราคมและระเบิดลามขยายเมื่อเดือนมีนาคมศกนี้เป็นต้นมา (https://en.wikipedia.org/wiki/Trump_tariffs) ไทยในฐานะเสี่ยวเอ้อส่งออกร่วมทีมตั่วเฮียหรือเห็บเกาะหลังมังกรในห่วงโซ่อุปทานการผลิตของจีนจึงย่อมได้รับผลกระทบไปด้วย

(ดูภาพประกอบด้านบนจากบทความ “สงครามมากับทรัมป์ อุณหภูมิการค้าโลกปะทุ สินค้าจีน 6 หมื่นล้านดอลลาร์จ่อถูกกั้น ไทยเจอหางเลขสินค้าห่วงโซ่จีนถูกกระทบ”, 30 มี.ค. 2018, https://www.marketingoops.com/news/biz-news/world-trade-war/)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร