bg-single

คำ ผกา : สัญญาณที่ดี

11.09.2018

คสช. พยายามจะดึงไอดอล ดารายอดนิยมมาช่วยจัดรายการเดินหน้าประเทศไทย ล่าสุดเฌอปราง แห่งบีเอ็นเค 48 จะไปจัดรายการเดินหน้าประเทศไทยวัยทีนด้วย และเกิดเป็นประเด็นถกเถียงกันเล็กน้อยว่า – จะดีเหรอ? และถ้าเราเป็นผู้สนับสนุนประชาธิปไตย และเป็นแฟนคลับเฌอปรางด้วย เราจะจัดการตัวเองอย่างไรดี?

การเมืองไทยหลังการรัฐประหารปี 2549 นั้น ทำให้ฉันได้เรียนรู้ว่า หากอยากเป็นส่วนหนึ่งของความเป็น “กระแสหลัก” ของสังคมชนชั้นกลางไทย ไม่อยากแปลกแยก ไม่อยากกลายเป็นตัว “เสนียด” ของผู้คนรอบข้าง เพื่อนร่วมงาน และเพื่อนร่วมชนชั้น ขอให้คุณจงทำในสิ่งดังต่อไปนี้

1. เกลียดทักษิณ

2. ต่อต้านคอร์รัปชั่น

3. สนับสนุนทุกกิจกรรมที่จะนำไปสู่การจำกัดบทบาทของพรรคการเมืองและนักการเมือง

ด้วยเชื่อว่าประเทศชาติล้าหลังล่มจมเพราะนักการเมืองชั่ว โกงกิน ขายชาติ

คนชั้นกลางที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร คนที่เห็นว่าการเลือกตั้งและการกลับไปหาหลักการประชาธิปไตยคือทางออกเดียวของประเทศ คนที่เห็นว่านักการเมืองและพรรคการเมืองคือส่วนหนึ่งของพัฒนาการประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นนัการเมืองน้ำดีหรือน้ำเลว ต้องใช้ชีวิตแบบเป็น “อีแอบ” ไม่กล้าเปิดเผยตัว ไม่กล้าบอกใคร

หรือถ้าไปรู้โดยบังเอิญว่าใครสักคนในกลุ่มสถานะทางสังคมเดียวกันไม่ใช่ “สลิ่ม” ก็จะลิงโลด ดีใจ แล้วก็จะพร่ำพรรณนาถึงกันว่า – ทำไมน้องไม่บอกพี่ ทำไมพี่ไม่บอกน้อง ปล่อยให้น้องเข้าใจว่าพี่เป็นสลิ่ม

ในขณะที่ฝ่ายสนับสนุนการรัฐประหารและเห็นว่าประเทศไทยยังไม่พร้อมที่จะอยู่ในระบอบประชาธิปไตยนั้นสามารถแสดงตัวได้อย่างภาคภูมิใจ (ซึ่งมันเป็นปรากฏการณ์ที่แสนประหลาด กลับหัวกลับหางกับสากลโลกอย่างชอบกล)

แม้แต่ในแวดวงปัญญาชน นักเขียนที่ฉันสังกัดอยู่นี้ ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมาก็มีปัญญาชนจำนวนหนึ่งที่ซ่อนความเป็นฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยไว้ในตู้เสื้อผ้า เป็นแบบหลบๆ ซ่อนๆ กลัวเพื่อนรู้ กลัวพ่อ-แม่รู้ กลัวเจ้านายรู้ กลัวเพื่อนร่วมงานรู้ กลัวไม่มีใครคบ

พูดได้เลยว่า ในช่วงปี 2549-2553 โดยประมาณนั้น การที่คุณจะเป็นชนชั้นกลาง ต้านรัฐประหาร และพูดว่าสนับสนุนนโยบายทักษิณนั้นเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้

หรือถ้าจะทำก็ต้องใส่สิ่งที่เป็นข้อแม้ลงไปเยอะๆ

เช่น เราไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร แต่เราก็ไม่เอาทักษิณ และเราก็ไม่เอาการเมืองแบบเก่าๆ ไม่เอานักการเมืองแบบเดิมๆ

เราไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร แต่ถ้านักการเมืองหรือพรรคการเมืองไม่หลงอำนาจ เอื้อประโยชน์พวกพ้องมากขนาดนี้ คนก็จะไม่ระอากับประชาธิปไตยจนทหารออกมายึดอำนาจได้หรอก

หรือเราเห็นว่าต้องมีการเลือกตั้ง ขณะเดียวกันเราก็ต้องทำให้สังคมไทยตระหนักถึงความเลวร้ายของนักการเมืองเลือดเก่าๆ ด้วย อย่าให้นักการเมืองชั่วกลับมามีอำนาจจนทำให้ฝ่ายอนุรักษนิยมมีข้ออ้างจะทำรัฐประหารอีก

ฯลฯ

ยิ่งไปกว่านั้น ในสายตาของปัญญาชน ขบวนการเสื้อแดงหรือ นปช. ก็เป็นขบวนการที่น่ารังเกียจเสียยิ่งกว่าพรรคการเมืองและนักการเมืองเสียอีก

ภาพจาก Pee photograph รับถ่ายวีดีโอ

พวกเขามองว่า คนเสื้อแดงคือชาวบ้านที่ไม่มีความรู้เรื่องการเมือง

ถูกพวกแกนนำหลอกมาชุมนุม และแกนนำเสื้อแดงทั้งหลายก็ยิ่งน่ารังเกียจ แต่ละคนดูลูกทุ่ง ดูภูธร ดูไม่น่าเชื่อถือ ดูไม่มีความรู้ และนี่ไม่ใช่ขบวนการประชาชนที่บริสุทธิ์ ดูเป็นเครื่องมือหนึ่งของพรรคเพื่อไทยเท่านั้น แตกต่างจากขบวนการนักศึกษาสมัยสิบสี่ตุลา หกตุลา (ลืมไปว่านักศึกษาสมัยหกตุลา ก็ถูกมองว่าเป็นคอมมิวนิสต์ปลอมตัวมาเหมือนกัน)

และจนกระทั่งเมื่อยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้ง ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ปัญญาชนกลัวโง่จำนวนหนึ่งก็ยังต้องทำท่าผิดหวังว่า ดูสิ การเมืองน้ำเน่ากลับมาอีกแล้ว ท้ายที่สุดพวกนักการเมืองและพรรคการเมืองที่อ้างว่าสนับสนุนประชาธิปไตยก็ยังเล่นการเมืองแบบ “ครอบครัว” ยิ่งลักษณ์เป็นแค่หุ่นเชิดของทักษิณ

นักสิทธิสตรีทั้งหลายก็คร่ำครวญว่า – เราจะมีนายกฯ หญิงกับเขาทั้งทีก็เป็นนายกฯ หญิงที่ขึ้นมาได้เพราะบารมีของพี่ชาย

จากนั้นก็ลากไปดูประวัติผู้นำหญิง นายกฯ หญิงของประเทศต่างๆ ในเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กันยกใหญ่ว่า

“ดูสิๆ ภูมิภาคแห่งประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายก็เป็นแบบนี้แหละ นายกฯ หญิงแต่ละคน ไม่เป็นเมียอดีตผู้นำ ก็เป็นลูกสาวอดีตผู้นำ ผู้หญิงที่เก่งๆ จริงๆ เข้าสู่การเมืองด้วยความสามารถของตัวเองจริงๆ จะมีสักกี่คน

พีกที่สุดสำหรับปัญญาชนที่กระมิดกระเมี้ยนไม่เอารัฐประหารแต่ก็เกลียดนักการเมืองเข้าไส้ (นักการเมืองแบบที่พวกเขาชอบต้องประมาณ จัสติน ทรูโด, บารัค โอบามา หรือฮิลลารี่ คลินตัน ผู้หญิงเก่งๆ ต้องประมาณมิเชล โอบามา อะไรงี้) คือการผ่าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแบบ “ลักหลับ” ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ทำให้ปัญญาชนทั้งหลายกระทืบเท้า ชี้นิ้วให้เราดูว่า เห็นไหมๆ พูดยังไม่ทันขาดคำ นักการเมืองมันสุมหัวกันทำชั่วอีกแล้ว

แต่พอรัฐบาลยิ่งลักษณ์แสดงความรับผิดชอบด้วยการยุบสภา ปัญญาชนเงียบกริบ ไม่มีใครสักคนที่ออกมาพูดว่า – เออ อย่างน้อยๆ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมันก็แคร์เสียงประชาชนว่ะ

ไม่มีใครออกมาพูดว่า – เออ นี่ไง ข้อดีของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ต่อให้นักการเมืองจะชั่ว จะเลว แต่มันหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ที่จะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชน

สำหรับฉัน น่าประหลาดใจมากที่ประชาชนและปัญญาชน คนชั้นกลางที่มีการศึกษาจำนวนมากในประเทศนี้ไม่ได้สำเหนียกถึง “อำนาจ” ของตัวเองที่มีต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเลย

จนกระทั่งเกิดการเคลื่อนไหวของกลุ่ม กปปส. พวกปัญญาชนรักเผด็จการนั้นเราจะละไว้ไม่พูดถึง เพราะถือว่าเป็นการเลือกข้าง ประกาศจุดยืนทางการเมืองของตัวเองไปอย่างชัดเจน ก็ถือว่ายุติธรรมดี

ในอนาคตข้างหน้าหากเกิดอะไรขึ้น ชื่อแซ่ของคนเหล่านี้ก็จะถูกจดจำไว้ในฐานะที่เป็นปัญญาชนล้มการเลือกตั้ง

แต่ปัญญาชนที่ปากก็บอกว่า ไม่เอาการรัฐประหารแต่เกลียดทักษิณ เกลียดนักการเมือง จำนวนมากก็ยังกระมิดกระเมี้ยนที่จะบอกว่าขบวนการ กปปส.นั้นคือการสร้างเงื่อนไขให้เกิดการยึดอำนาจรอบใหม่

และกระมิดกระเมี้ยนที่จะวิจารณ์ “เนื้อหา” การปราศรัย และอุดมการณ์ของ กปปส. ว่านี่คือการเมืองบนท้องถนนที่ออกมาเพื่อทำลายพัฒนาการการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของสังคมอย่างสำคัญยิ่ง

และที่น่าหัวร่อมากสำหรับฉันคือ ปัญญาชนและชนชั้นกลางที่ฉลาดเหลือเกินจำนวนหนึ่งยังพยายามจะบอกว่า ไม่ชอบ กปปส. ไม่เห็นด้วยกับ กปปส.

แต่ถ้ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่ออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอยมาก็ไม่เป็นแบบนี้หรอก สุเทพก็ระดมคนออกมาไม่ได้หรอก จากนั้นก็เข้าสู่อีหรอบเดิมคือ เกลียดเพื่อไทย แล้วก็ไม่เอาสุเทพด้วยเหมือนกันจ้า – คนพวกนี้คือฉลาดสุดๆ รู้ดีไปหมดทุกอย่าง นี่ยังไม่นับการโจมตีนโยบายรถคันแรก โจมตีนโยบายจำนำข้าว โดยอ้างว่าเป็นประชานิยมฉาบฉวย ซื้อเสียง

ทั้งหมดนี้ ฉันไม่ได้บอกว่านักการเมืองดีเหลือเกิน พรรคการเมืองดีเหลือเกิน นโยบายทุกอย่างของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งดีเหลือเกิน นักการเมืองไม่โกงกินเลย เราต้องปกป้องนักการเมืองเหล่านี้ อย่าไปวิจารณ์เขา

ไม่ใช่เลย

แต่สิ่งที่ฉันอยากบอกคือ จงรู้ว่าในวิถีทางประชาธิปไตย กลไกของระบบรัฐสภา และเสียงของเราในฐานะประชาชนในการออกไปเลือกตั้งสำคัญกว่าความดี ความชั่ว ของนักการเมือง

และสิ่งที่เราต้องเลือกปกป้องเป็นอย่างแรกคือสิ่งนี้ อย่าให้ได้สูญหายหรือถูกทำลายลงไป

เพื่ออะไร?

เพื่อเราจะได้กดดันคนเหล่านี้ว่า หากจะชั่วก็ช่วยชั่วแบบดูตาม้าตาเรือ และเห็นหัวประชาชนอย่างเราด้วย เพราะในทุกๆ สี่ปี เราจะมาตัดสินชะตากรรมของพวกคุณ

จากวันนั้นถึงวันนี้ที่การเลือกตั้งถูกขัดขวางจนไม่เกิดขึ้น และทำให้เราต้องอยู่ภายใต้รัฐบาลที่บอกว่าเข้ามาเพื่อปฏิรูปประเทศ อยู่ภายใต้การทำงานของสภาที่ไม่มีฝ่ายค้านอันทำหน้าที่ทั้งออกกฎหมายและผ่านงบประมาณอันจะส่งผลต่อชีวิตของเราเป็นอันมาก และยังจะผูกพันเป็นยุทธศาสตร์แห่งชาติไปอีก 20 ปี – ฉันคิดว่า เราได้เห็นพลวัตบางอย่างในเชิงอุดมการณ์ในสังคมไทย

ที่เคยคิดว่าหลักการและคุณค่าของประชาธิปไตยได้ถูกทำให้แหลกสลายไปแล้วโดยสิ้นเชิง แต่ทีละเล็กทีละน้อย ปัญญาชนที่เคยกระมิดกระเมี้ยนต่อระบบการเลือกตั้งได้ค่อยๆ คลายตัวเองออกมาจากม่านหมอกมายาว่าด้วยผีทักษิณ

การสกัดกั้นการเคลื่อนไหวของทุกกลุ่มการเมืองในฝั่งประชาธิปไตยกลับส่งผลดี นั่นคือ คนที่เลือกประชาธิปไตยมาตั้งแต่ต้นก็ยังเลือกต่อไป แต่คนที่กระมิดกระเมี้ยนประเภท “สองไม่เอา” กลับเป็นฝ่ายที่ถูก irritated จากรัฐบาลชุดปัจจุบันในแบบกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

การคลายล็อกทางการเมืองที่น่าสนใจในรอบครึ่งปีนี้คือ การประกาศตัวว่าเป็นฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย และสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งตามโรดแม็ป ไม่ใช่เรื่องน่าอายอีกต่อไป!!!

นึกออกไหม หลังปี 2549 การยืนยันในคุณค่าของประชาธิปไตยนี่แทบจะเป็นเสนียดสังคม แต่พอมาถึงปีนี้ เรากลับพบฉันทามติร่วมกันของสังคมไทยว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราต้องเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ต่อให้เป็นการเลือกตั้งในกติกาอย่างที่เป็นอยู่ การมีการเลือกตั้งก็ยังดีกว่าไม่มี คนที่ออกมาล้มการเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นสุเทพหรือใครต่อใครก็ต้องออกมาตั้งพรรคการเมืองเข้าจงได้

อาจจะฟังดูเป็นการวิ่งอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ แต่ความเปลี่ยนแปลงนี้น่าสนใจมาก นั่นคือ ตรรกะว่าด้วยคุณค่าของประชาธิปไตย VS เผด็จการ ได้เคลื่อนเข้าสู่ความเป็นปกติแบบสากลโลกแล้วระดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับปี 2549

ปีนี้คนไทยเหมือนหลุดจากการโดนผีสิง และตรรกะก็กลับมาอยู่กับร่องกับรอยบ้างแล้วว่า เออ ประชาธิปไตยคือถูก การครองอำนาจโดยไม่มีฉันทามติจากประชาชนคือผิด แม้วาทกรรมเก่าๆ จะทำงานอย่างแข็งขัน เช่น การเลือกตั้งอาจทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย นักการเมืองเลว ฯลฯ

แต่อย่างน้อยก็ไม่ถึงขั้นตรรกะวิบัติแบบจุดพลุฉลองที่ล้มการเลือกตั้งได้

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเฌอปราง?

ฉันคิดว่า ถ้าการไปร่วมงานกับรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของเฌอปรางเกิดขึ้นในช่วงปี 2549 หรือแม้กระทั่งเมื่อ 4 ปีที่แล้ว จะไม่มีใครตั้งคำถามหรอกว่า เฮ้ยยย จะดีเหรอ? เพราะมันมีคำตอบเดียวคือ ดี

แต่การเกิดคำถามและดีเบตว่า ดารา ศิลปิน ควรรักษาระยะห่างจากรัฐบาลแค่ไหน?

การเลือกจะสังคายนากับรัฐบาลหนึ่งแต่ไม่สังคายนากับรัฐบาลหนึ่ง จะกระทบต่อภาพลักษณ์ที่ “ฉลาด” ของศิลปินหรือเปล่า?

เนื่องจากใครๆ ก็มองว่าเฌอปรางเป็นคนรุ่นใหม่ที่ความคิด “ก้าวหน้า”

ซึ่งคำถามนี้ไม่เกิดกับศิลปินคนอื่น และเมื่อครั้งที่ดาราบุพเพสันนิวาสไปเข้าทำเนียบก็ไม่มีใครตั้งคำถามต่อภาพลักษณ์ของดาราเหล่านั้น

สำหรับฉันนี่คือนิมิตหมายที่ดี ที่คือสัญญาณเบาๆ ที่บอกว่า เออ…สติปัญญาในสังคมไทยเริ่มกลับมาเข้าที่เข้าทางอีกครั้ง

เรา – ที่เคยคิดว่าพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก

ตอนนี้เราได้ตระหนักแล้วว่า พระอาทิตย์มันขึ้นทางทิศตะวันออก และนี่เป็นการเริ่มต้นที่ดี สำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในต้นปีหน้า

ที่สำคัญ ใครจะตระหนักบ้างว่า การอยู่นานนั้น ยิ่งนานยิ่งเสีย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘อนุทิน’ ยิ้มสู้มหาอุทกภัย งัดเมกะโปรเจ็กต์แสนล้าน พิสูจน์ฝีมือแก้วิกฤตน้ำท่วม
สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษา มโนรมย์,หนองมะโมง และ วัดสิงห์ ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
สี พบ ทรัมป์ใครได้อะไรบ้าง?
ทำไมสี จิ้นผิง เอ่ยอ้างถึง ‘กับดัก Thucydides’กับทรัมป์อีกรอบ?
เศรษฐกิจโลกกำลังจะสะดุดอีกครั้ง?
50 ปี 6 ตุลา ร่วมค้นหาความจริง ตอน 1 ทำไมต้องบุกธรรมศาสตร์
ศ.สุชาติ ชี้รัฐควรใช้งบประมาณ​ตั้งกองทุนภัยพิบัติ​ แทนนำเงิน 15,500 ล้านบาท​ ซึ่งสูงมาก ไปซื้อประกันภัย​บริษัทเอกชน​ เพราะเกิดการทุจริตง่ายและเอกชนล้มละลาย​ไปก่อน​
น้ำท่วมที่รัฐบาลและผู้ว่าฯ เอาไม่อยู่
ศ.สุรชาติ บำรุงสุข กางโจทย์ที่แก้ไม่ได้ ข้ามไม่พ้น รัฐบาลอนุทินต้องผจญปีนี้และปีหน้า
ธงทอง จันทรางศุ : เดิน ‘ถนน’ ที่นครพนม และเกร็ด ‘วิวาท’ คนต่างชาติพันธุ์
“คุณหญิงสุดารัตน์” ขอผู้ว่าฯชัชชาติแจง หากไม่ทำแก้มลิง 6 แห่ง จะทำโครงการใดทดแทน ที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่าหรือมากกว่า
เส้นทางความรักของ ‘กัปตัน ภูธเนศ’ และ ‘เอ้ก บุษกร’ สู่วันปิดฉากชีวิตคู่