“ไม่มีใครอยากทำรัฐประหาร ถ้าบ้านเมืองไม่วุ่นวาย”

เมื่อได้ฟังประโยคเช่นนี้ ทำให้เรารู้สึกว่า คนที่เข้ามาทำรัฐประหารนั้นจะต้องมีความเสียสละสูงมาก เพราะเป็นสิ่งที่ “ไม่มีใครอยากทำ” แต่จำต้องทำ เพื่อให้บ้านเมืองกลับสู่สภาวะปกติสุข

ในสำนวนไทยอาจจะใกล้เคียงกับสำนวนที่ว่า เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เอากระดูกมาแขวนคอ

หลายคนอาจจะบอกว่า การรัฐประหารจะมีความชอบธรรม หากคณะรัฐประหารเมื่อยึดอำนาจสำเร็จแล้ว (บนสมมุติฐานว่า ขณะนั้นสังคมกำลังเดินไปสู่ทางตัน หากกองทัพไม่ออกมาทำการรัฐประหาร อาจเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นได้) ก็ต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการรีบลงจากอำนาจ ผ่านรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว-เพราะมีแต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้นมีสิทธิในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่-ภายใต้รัฐบาลรักษาการ ต้องรีบจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว ภายใต้การดูแลของ กกต. ที่เป็นอิสระจากรัฐบาลรักษาการ

จนการเลือกตั้งเสร็จสิ้น มีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน คณะรัฐประหารวางมือ แยกย้ายกันกลับบ้าน กลับกรมกอง บ้านเมืองเข้าสู่โหมดประชาธิปไตย

แบบนี้ก็อาจพูดได้ว่า คนที่อาสาทำรัฐประหารนั้นมีความเสียสละ ที่เข้ามาทำเพื่อแลกกับความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

แต่ถ้าทำเช่นนั้น-คือ เป็นรัฐบาลรักษาการ, มีรัฐธรรมนูญชั่วคราว, รีบจัดการการเลือกตั้ง, รีบลงจากอำนาจ-ก็จะมีคนทักท้วงว่า รีบไม่ได้ เพราะถ้าปล่อยให้รีบเลือกตั้ง บ้านเมืองก็จะกลับเข้าสู่อีหรอบเดิม วุ่นวาย ทะเลาะกัน ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง วนลูปกลับไปที่โอกาสเสี่ยงของการเกิดสงครามกลางเมือง เดือดร้อนกองทัพต้องออกมาเทกแอ๊กชั่นอีก

ดังนั้น หลังรัฐประหาร ต้องให้สะเด็ดน้ำ ต้องให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดความวุ่นวายใดๆ ขึ้นอีก แล้วค่อยให้มีการเลือกตั้ง

ฟังดูดี

แต่ในระหว่างที่รอให้บ้านเมืองสะเด็ดน้ำ เกิดอะไรขึ้น?

รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ตั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และจัดการทำประชามติ ที่การรณรงค์คัดค้านร่างประชามติทำได้อย่างยากเย็น และยังอยู่ภายใต้แรงกดดันว่า ถ้าเราอยากเลือกตั้งก็ต้องหลับหูหลับตาให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านแล้วค่อยไปลุ้นและกดดันให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งเข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ซึ่งภายใต้เงื่อนไขนี้มีอีกสองด่านให้ต้องผ่านคือ

ก. เราอยากเลือกตั้งเร็วๆ เราจึงลงประชามติผ่านร่างรัฐธรรมนูญที่พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยแทบไม่มีโอกาสครองเสียงข้างมากในสภาเพื่อจัดตั้งรัฐบาล

ข. ในสภามี ส.ว.จากการแต่งตั้งอีก 250 คน

แต่เอาละ กำขี้ดีกว่ากำตด อยู่กับกติกาที่เสียเปรียบสุดๆ แต่ได้เลือกตั้ง ได้ลุ้น ก็ยังดีกว่ามองไม่เห็นแสงสว่างใดๆ ที่ปลายอุโมงค์

แต่ในระหว่างที่รอสังคมสะเด็ดน้ำ คนไทยอยู่ภายใต้การบริหารงานที่ไม่มีฝ่ายค้านในสภา

และมีการผ่านงบประมาณ การออกกฎหมายที่สำคัญหลายๆ อย่างอันมีผลกระทบต่อชีวิตของพลเมืองไทย ไม่มีการเลือกตั้งท้องถิ่น มีการออกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ทำให้การยกระดับคุณภาพชีวิตพลเมืองผ่านการ empower คนที่เข้าไปถึงโอกาส และต้นทุนในการพัฒนาชีวิตถูกลดทอนลงให้เหลือแต่เพียงการสงเคราะห์ “คนจน” ด้วยการแจกเงิน เติมเงิน (เพียงเล็กน้อย) เท่านั้น คู่ขนานไปกับการเกิดขึ้นของโครงการประชารัฐที่มีพาร์ตเนอร์จากภาคเอกชนมาเข้าร่วมอย่างไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ และโดยไม่มีใครคัดค้าน

จนในที่สุดตามโรดแม็ปที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งจะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คณะผู้เสียสละทำหน้าที่เป็นรัฐบาลมาแล้วสี่ปีกว่าๆ ด้วยความเหน็ดเหนื่อยจะได้วางมือ แล้วเปิดทางให้ประเทศเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งตามครรลองและตามกติกา (ที่มีคณิตศาสตร์อันซับซ้อน)

ทว่ามีพรรคการเมืองชื่อคล้ายๆ นโยบายหลักของรัฐบาลคือพลังประชารัฐ แถมยังมีรัฐมนตรีจากรัฐบาลมาเป็นว่าที่ผู้บริหารพรรค ว่าที่โฆษกพรรค

พีกขึ้นไปอีกคือ มีความกำกวมว่า อะไรคือการหาเสียง ใครเคลื่อนไหวอะไรได้ ใครเคลื่อนไหวอะไรไม่ได้ ใครตัดสินว่าอันนี้ได้ อันนี้ไม่ได้?

แต่ที่แน่ๆ คือ ยังไม่ปลดล็อกให้พรรคการเมืองหาเสียงแน่ๆ

ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยกังขาว่า เหตุผลที่เข้ามาทำรัฐประหารนั้น เข้ามาเพียงเพราะต้องการสร้างความสงบเรียบร้อยให้บ้านเมืองเท่านั้นจริงๆ หรือ?

เพราะฉะนั้น ในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นจึงมีเครื่องหมายคำถามอยู่เต็มไปหมด เช่น

คำว่าบ้านเมืองสงบนี้หมายถึงสงบอยู่ภายใต้ “ความกลัว” ใช่ไหม?

ไม่ได้สงบเพราะทุกคนรู้สึกว่า ดีจังเลย เราทุกคนต่างอยู่ภายใต้หลักนิติรัฐ นิติธรรม เราทุกคนมีเกียรติ มีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นพลเมืองอย่างเสมอภาคกัน

ในขณะที่เรามี กกต. แต่ตอนนี้เวลามีคำถามเกี่ยวกับการเลือกตั้ง คสช.ก็บอกให้ไปถาม กกต.

พอไปถาม กกต. กกต.ก็บอกว่าแล้วแต่ คสช.

ทีนี้หากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น แล้วคนไม่มีความ “วางใจ” ในความบริสุทธิ์ยุติธรรมของการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายไหนก็ตาม-ถ้า-มีกลุ่มคนไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งขึ้นมาแล้วออกมา “ก่อความวุ่นวาย”

นั่นจะหมายถึงความชอบธรรมของการทำรัฐประหารหรือไม่?

แล้วเราก็สมมุติต่อไปว่า ถ้าฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งภาวนาทุกวันขอให้การรัฐประหารครั้งที่ผ่านมาเป็นการรัฐประหารครั้งสุดท้ายของประเทศ เกิดกังขาในผลการเลือกตั้ง ความเป็นไปได้ของสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ

ก. เงียบ ยอมรับผล เพราะรู้ว่า ถ้าออกมาโวยวาย ก็เท่ากับเป็นการสร้างเงื่อนไขให้เกิดการรัฐประหาร (ซึ่งในสังคมปกติ การออกมาประท้วง ถึงเรียกร้องให้ตรวจสอบความบริสุทธิ์ยุติธรรมของการเลือกตั้งเป็น “สิทธิอันชอบธรรม” และไม่มีวันกลายเป็นเงื่อนไขให้ทำรัฐประหารเด็ดขาด”) แล้วอยู่ภายใต้รัฐบาลที่อ้างความชอบธรรมจากการเลือกตั้งไปเฉยเลย

ข. ฝ่ายที่ฝันถึงการรัฐประหารฉวยโอกาสนี้ออกมาเรียกร้อง ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง อ้างว่าไม่บริสุทธิ์ ยุติธรรม ปูพรมแดงให้รถถังออกมาอีกรอบ

จะเห็นว่าทั้งหมดคือสภาวะกระอักกระอ่วน และท้ายที่สุด จะทำให้เราหนีไม่พ้นการรัฐประหารไปได้เลย เพราะขยับซ้ายก็วุ่นวายได้ ขยับขวาก็เป็นเงื่อนไขให้มีการเสียสละจำต้องออกมารัฐประหาร ทั้งๆ ที่ไม่อยากทำแต่ต้องทำเพื่อแลกกับความสงบสุขของบ้านเมือง

เพราะฉะนั้น สังคมไทยต้องตั้งสติให้ดีกับวาทกรรมที่ว่าด้วยการรัฐประหารเพื่อยุติความขัดแย้ง โดยรู้เท่าทันว่า การรัฐประหารสามารถยุติความขัดแย้งและสร้างความสงบได้ชั่วคราวด้วยการทำให้พลเรือนมีชีวิตอยู่ภายใต้ความกลัว ดังสะท้อนให้เห็นในผลโพลช่วงแรกๆ หลังการรัฐประหารที่คนส่วนใหญ่ออกมาแสดงความกังวลว่า ไม่อยากให้มีการเลือกตั้งเลย เพราะเลือกตั้งทีไรก็เต็มไปด้วยความแตกแยก ขัดแย้ง วุ่นวาย

เมื่อ “กลัว” ความแตกแยก ขัดแย้ง จึงไม่อยากให้เลือกตั้ง อยู่กันไปแบบนี้ดีกว่า

สังคมไทยต้องกลับไปหาหลักการและเหตุผลอย่างพื้นฐานว่า เครื่องมือยุติความขัดแย้งที่ดีที่สุดคือ การเคารพในกติกาของระบอบประชาธิปไตย นั่นคือ

เคารพในเสียงข้างมาก ไม่กีดกัน กดทับเสียงข้างน้อย

กลับไปหาการเลือกตั้ง เคารพเสียงประชาชนที่แสดงออกผ่านบัตรเลือกตั้ง ต่อรอง แก้ไขกฎ กติกา กฎหมายกันภายใต้กลไกของรัฐสภา

พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยต้องพยายามใช้กลไกของรัฐสภาที่มีอยู่ในการเพิ่มอำนาจของประชาชนผ่านการออกกฎหมาย และการแก้ไขกฎหมาย

ผู้แพ้ในการเลือกตั้งและนิยามว่าตนเองเป็น “เสียงข้างน้อย” ต้องผลักดันเสรีภาพในการพูด คิด เขียน และการแสดงออกทางการเมือง เพื่อให้เสียงของตัวเองไปสร้างสมดุลกับอำนาจการเมืองอย่างเป็นทางการที่เล่นกันอยู่ในสภาให้ได้

สังคมไทยต้องมองว่า การคัดค้าน การแสดงออกทางการเมือง ไปจนถึงความขัดแย้งนั้นเป็นส่วนหนึ่งของครรลองประชาธิปไตย เป็นความปกติ เป็นความธรรมดา มีแต่สังคมเผด็จการ อำนาจนิยมเท่านั้นที่จะสร้างสังคมที่มีสงบราบคาบ เงียบงันขึ้นมาได้ ดังนั้น เราต้องชั่งน้ำหนักว่า ระหว่างสังคมที่เสียงเซ็งแซ่ของความไม่ลงรอยกัน กับสังคมที่เงียบงัน เยียบเย็น ห่มคลุมไว้ด้วยความกลัว เราเลือกจะอยู่กับสังคมแบบไหน?

ด้วยวิถีทางนี้ เราจึงจะสร้างสังคมที่สันติสุขขึ้นมาได้ และสันติสุขนี้ไม่ได้แปลว่า “สงบ” และยิ่งไกลไปกว่าความหมายของคำว่า “ราบคาบ”

แน่นอนที่สุด ในวิถีทางนี้ ในสมการนี้ ไม่มีคำว่ารัฐประหาร

ตรงกันข้าม หากเราสมยอมกับวาทกรรมที่ว่า การรัฐประหารเป็นภาวะ “จำยอม” เพื่อแก้ไขปัญหาทางตันของบ้านเมือง สิ่งที่ตามมาคือวงจรของการรัฐประหารอันไม่มีที่สิ้นสุด เพราะในภาวะที่ไม่มีฉันทามติจากเสียงข้างมากอันถือเป็นที่สุด ย่อมมีคนเสียผลประโยชน์ แล้วจัดตั้งความวุ่นวายสมมุติขึ้นมาสักอันหนึ่งเพื่อใช้เป็นบัตรเชิญของการรัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่า

รัฐประหารไม่ใช่เครื่องมือยุติความขัดแย้ง ตรงกันข้าม อาจกลายเป็นเครื่องมือของผู้ที่ต้องการหาผลประโยชน์จากความขัดแย้งที่ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติก็เป็นได้

สิ่งที่จะยุติความขัดแย้งได้อย่างยั่งยืนคือ ฉันทามติของเสียงข้างมาก และขันติธรรมต่อความขัดแย้งของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ของสังคมอันเป็นภาวะปกติของสังคมโลกมนุษย์นี้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘อนุทิน’ ยิ้มสู้มหาอุทกภัย งัดเมกะโปรเจ็กต์แสนล้าน พิสูจน์ฝีมือแก้วิกฤตน้ำท่วม
สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษา มโนรมย์,หนองมะโมง และ วัดสิงห์ ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
สี พบ ทรัมป์ใครได้อะไรบ้าง?
ทำไมสี จิ้นผิง เอ่ยอ้างถึง ‘กับดัก Thucydides’กับทรัมป์อีกรอบ?
เศรษฐกิจโลกกำลังจะสะดุดอีกครั้ง?
50 ปี 6 ตุลา ร่วมค้นหาความจริง ตอน 1 ทำไมต้องบุกธรรมศาสตร์
ศ.สุชาติ ชี้รัฐควรใช้งบประมาณ​ตั้งกองทุนภัยพิบัติ​ แทนนำเงิน 15,500 ล้านบาท​ ซึ่งสูงมาก ไปซื้อประกันภัย​บริษัทเอกชน​ เพราะเกิดการทุจริตง่ายและเอกชนล้มละลาย​ไปก่อน​
น้ำท่วมที่รัฐบาลและผู้ว่าฯ เอาไม่อยู่
ศ.สุรชาติ บำรุงสุข กางโจทย์ที่แก้ไม่ได้ ข้ามไม่พ้น รัฐบาลอนุทินต้องผจญปีนี้และปีหน้า
ธงทอง จันทรางศุ : เดิน ‘ถนน’ ที่นครพนม และเกร็ด ‘วิวาท’ คนต่างชาติพันธุ์
“คุณหญิงสุดารัตน์” ขอผู้ว่าฯชัชชาติแจง หากไม่ทำแก้มลิง 6 แห่ง จะทำโครงการใดทดแทน ที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่าหรือมากกว่า
เส้นทางความรักของ ‘กัปตัน ภูธเนศ’ และ ‘เอ้ก บุษกร’ สู่วันปิดฉากชีวิตคู่