bg-single

บทวิเคราะห์ : “เพื่อไทย” จัดทัพสู้เลือกตั้ง 2562 ลับ ลวง พราง เซฟตี้โซนคีย์แมน

06.11.2018

กระแสข่าวยุบ “พรรคเพื่อไทย (พท.)” กระเพื่อมอย่างต่อเนื่องหลังจาก “ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยื่นดาบในฝักให้ กกต.รับลูก กรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ครอบงำพรรคเพื่อไทย

และแน่นอน กกต.รับดาบไปไว้ในมือจ่อชักดาบฟัน “พรรคเพื่อไทย” ได้ทุกเมื่อ สุดแต่สถานการณ์จะอำนวย

ย้อนไปก่อนหน้านี้ คสช.เคยยื่นดาบเล่มแรกให้กองบังคับการกองปราบปราม นำ “พรรคเพื่อไทย” เข้าสู่กระบวนการเพื่อโปรยทางสู่การยุบพรรค จากกรณีการแถลงข่าวครบรอบ 4 ปี คสช. ของ 8 แกนนำพรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทยในขณะนั้น นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรค นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรค นายชัยเกษม นิติสิริ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

โดย คสช.แจ้งความเอาผิด 8 แกนนำใน 4 ข้อหา คือ 1.ฝ่าฝืนประกาศ คสช.ที่ 57/2557 ห้ามประชุมพรรคการเมือง 2.ฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ที่ 3/2558 ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง 3.พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และ 4.มาตรา 116 ยุยงปลุกปั่นประชาชน

โดยสรุปสุดท้ายนี้มีเพียง 3 คนที่ขึ้นแถลง นั่นคือ นายชูศักดิ์ นายจาตุรนต์ และนายวัฒนาเท่านั้นที่ถูกแจ้งข้อหาดังกล่าว

หลายคนสงสัยว่า เหตุใด “พรรคเพื่อไทย” จึงจะถูกยุบเนื่องจากการแถลงข่าว เพราะในวันแถลงมีเพียงนายชูศักดิ์ นายจาตุรนต์ และนายวัฒนาเท่านั้นที่ขึ้นแถลง อีกทั้ง 3 คนไม่ได้เป็นคณะกรรมการบริหารพรรค

คำตอบคือ มีความพยายามที่จะทำให้สำนวนออกมาในรูปแบบของการแบ่งงานกันทำของบรรดาแกนนำว่า 2 คนไปคุยกับตำรวจ 3 คนแถลงข่าว และที่เหลือคุยกับนักข่าวเพื่อบรีฟประเด็น พร้อมกับควบคุมกระบวนการแถลงข่าวให้เกิดขึ้นอย่างเป็นขั้นตอน

นั่นหมายความว่า คณะกรรมการบริหารพรรคเข้ามามีส่วนเอี่ยวด้วยแล้ว และหากตัดสินออกมาว่าผิด พรรคเพื่อไทยต้องถูกยุบ

สถานการณ์ของ “พรรคเพื่อไทย” ในเวลานี้ แม้จะอยู่ในสภาพเป็นรอง กระบวนการต่างๆ แม้ดูแล้วว่าจะพา “พรรคเพื่อไทย” ไปถึงชะตากรรมยุบพรรคได้ยาก

แต่ก็เชื่อว่าหากจะให้เกิดขึ้น ย่อมเป็นไปได้ อย่างที่เคยเห็นกันมาแล้วในหลายๆ สถานการณ์

เรื่องนี้เป็นผลให้ “พรรคเพื่อไทย” ต้องจัดทัพ และก้าวเดินอย่างระมัดระวังมากขึ้น

รวมถึงการหาทางหนีทีไล่ไว้ให้กับพรรคหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินที่ไม่คาดฝันขึ้น

ชื่อ “พรรคเพื่อธรรม” ที่ขับเคลื่อนโดยคนคุ้นหน้าคุณตาของพรรคเพื่อไทยอย่างบ้านแจ้งวัฒนะจึงถือกำเนิดขึ้น

เริ่มตั้งแต่ขั้นมีกระแสข่าว จนวันนี้มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ จัดประชุมเลือกหัวหน้าและคณะกรรมการบริหารพรรคกันอย่างเป็นทางการ พร้อมลงพื้นที่เปิดสาขาพรรค และพร้อมที่จะขับเคลื่อนพรรคอย่างเต็มที่แล้ว

แต่ยังปล่อยให้เก้าอี้ผู้ลงสมัครชิง ส.ส.ว่างทั้ง 350 เขต เหมือนรออะไรอยู่

ขณะที่ “พรรคเพื่อไทย” การเดินหน้าขับเคลื่อนพรรค ยังคงดำเนินต่อไปภายใต้สถานการณ์ลุ่มๆ ดอนๆ บรรดาอดีต ส.ส.ต่างส่งเสียงแห่งความไม่สบายใจไปยังแกนนำ รวมถึงผู้ที่สามารถให้ความชัดเจนได้ในพรรคว่าจะเอาอย่างไรกันต่อไป จะอยู่หรือจะย้ายไปพรรคใหม่

แน่นอนฝ่ายหนึ่งมองว่ากระบวนการยุบพรรคนั้นทำได้ไม่ง่ายนัก

หากจะใช้กรณีการแถลงข่าวมายุบพรรค กว่าจะดำเนินการต่างๆ ตามกระบวนการ และขั้นตอนทางกฎหมายน่าจะใช้เวลาเป็นปี

หรือหากจะใช้กรณีนายทักษิณครอบงำพรรค เรื่องการครอบงำนั้นก็พิสูจน์ได้ยากมากว่าครอบงำอย่างไร หลักฐานคืออะไร ฯลฯ

ดังนั้น เมื่อกระบวนการยุบพรรคทำได้ไม่ง่าย จึงควรอยู่สู้กับพรรคเพื่อไทยให้ถึงนาทีสุดท้าย

ในขณะที่อีกฝ่ายเป็นกังวลถึงอนาคตทางการเมือง และกังวลถึงความสุ่มเสี่ยงที่ไม่อาจคาดเดาได้

เพราะเชื่อว่า หาก คสช.ส่งสัญญาณเตือนมาอย่างนี้ คสช.น่าจะมีช่องที่จะสามารถดำเนินการยุบพรรคได้ จึงคิดว่าพรรคไม่น่าจะเสี่ยง หากยังมีหนทางรอดเหลืออยู่

เสียงในพรรคเพื่อไทยเวลานี้จึงแตกออกเป็น 2 ฝั่ง ย้ายพรรคกับไม่ย้ายพรรค

ดังนั้น เมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา จึงเห็นชื่อหัวหน้าและคณะกรรมการบริหารที่ไม่หวือหวา ตั้งแต่ชื่อหัวหน้าพรรคที่ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าฟาดฟันกันดุเดือด แต่สุดท้ายยังคงเป็น พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ คนเดิม

เลขาธิการพรรคยังเป็น “เสี่ยอ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย เจ้าเก่า

ส่วนคณะกรรมการบริหารพรรคหลายคนยังเป็นคนที่คุ้นหน้าคุ้นตาจากชุดที่แล้ว

แต่รายชื่อที่เพิ่มเติมมากลับเป็นชื่อที่ไม่คุ้นเคย เหมือนจำเป็นต้องหาคนมาวางไว้ในตำแหน่งต่างๆ ให้ครบตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น

จนถูกมองว่าเป็นการจัดทัพที่รักษาเซฟตี้โซนไว้ให้กับคนสำคัญในพรรค

โดย “เสี่ยอ๋อย” จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำคนสำคัญของพรรค ออกมายอมรับตรงๆ ว่า “มีส่วนจริง” และ “เป็นการป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับพรรคเพื่อไทย เพราะที่ผ่านมาพรรคในตระกูลไทยรักไทยมักถูกยุบโดยไม่มีเหตุไม่มีผล ทำให้หลายคนในพรรคเพื่อไทยมีความกังวลว่าจะถูกยุบพรรค แม้จะไม่มีข้อเท็จจริงถึงขั้นให้ยุบพรรคได้ แม้หลายคนเห็นว่าไม่ถูกยุบแต่ต้องรับฟังความเห็นจากฝ่ายที่มองว่าจะถูกยุบด้วย”

จาตุรนต์ ฉาย​แสง

จึงได้เห็นหน้าค่าตาของทัพหลวงเพื่อไทย เพียง 15 ตำแหน่ง ทั้งที่กฎหมายเปิดให้ถึง 25-29 ตำแหน่ง ซึ่งกั๊กไว้เหมือนรองรับสถานการณ์อะไรอยู่

อย่างไรก็ตาม การจะถ่ายเลือดไปพรรคใหม่อย่าง “เพื่อธรรม” ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแบรนด์ “เพื่อไทย” เองยังคงแข็งแกร่ง และติดอยู่ในใจมวลชนที่เฝ้าติดตามข่าวคราวของพรรคมาตลอด

ดังนั้น การจัดวางตัวบุคคลหากจะมีการมูฟพรรคจึงเป็นปัญหาใหญ่ว่าใครจะอยู่ ใครจะไป

แน่นอนว่าอดีต ส.ส.ของพรรคหลายคนเห็นว่า หากจะมีการถ่ายเลือดไปพรรคใหม่จริงต้องไปทั้งหมด จะครึ่งๆ กลางๆ แบ่งให้คนนี้อยู่ คนนั้นไปไม่ได้

เพราะจะทำให้คนในพื้นที่ทำงานยาก จะหาเสียงก็หายาก เวลาชาวบ้านถามก็ตอบยาก ครั้นจะให้บอกว่าพรรคเดียวกันมันก็ไม่ใช่ แต่จะบอกว่าคนละพรรคไม่เกี่ยวกัน คนก็จะไม่เลือก

สุดท้ายกลัวเป็นความสับสนจนเป็นเรื่องใหญ่ทำให้คะแนนเสียงหายไปเสียเปล่า

น่าจับตาคือ วันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ พรรคเพื่อธรรมจะมีการจัดประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 1/2561 ที่ห้องประชุมกรุงสยาม แกรนด์บอลรูม โรงพยาบาลกรุงสยามเซนต์คาร์ลอส จ.ปทุมธานี เพื่อเลือกคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค อาจจะได้เห็นความชัดเจนในหลายๆ ประเด็นที่ยังค้างคาใจก็ได้

ขณะที่แกนนำคนสำคัญของพรรคเพื่อไทยพูดไว้อย่างน่าคิดว่า ถ้ามีทางให้เลือก ระหว่างต้องเสี่ยงกับไม่เสี่ยง แล้วใครจะเลือกเสี่ยง ในเมื่อมีทางที่ไม่ต้องเสี่ยงให้เดินไปได้ ก็ต้องกระโดดไปในทางนั้นก่อน

เพราะนี่คือการเมือง อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ดังนั้น จึงขอคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าเลยว่า เมื่อถึงเวลา เสียงคนที่จะไปจะมีเกินกว่าครึ่ง หรือไปกันทั้งหมด และคิดว่าไม่เกิน 10 วัน อดีต ส.ส.จะได้รู้ว่า จะอยู่หรือจะไป เนื่องจากเงื่อนเวลาเรื่องของการต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองก่อน 90 วัน ในวันสุดท้ายคือ 26 พฤศจิกายน จึงจะมีสิทธิลงรับสมัครเลือกตั้งได้ บีบให้ต้องตัดสินใจ

หมดเวลาที่จะ “กั๊ก” อีกต่อไป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“เอกนัฏ” ลุยจัดระเบียบ Data Center ปูพรมตรวจทั่ว กทม. พบถังน้ำมันกว่า 1.5 แสนลิตรไร้ใบอนุญาต สั่งดำเนินคดี
สน.วังทองหลาง เปิดปฏิบัติการลุยตรวจสอบสถานบริการ-สถานประกอบการ กลุ่มเสี่ยง 5 ร้าน โซนซอยมหาดไทย
ไทยสร้างไทย จี้รัฐบาลแก้ปัญหา กยศ. ถังแตก หากไม่เร่งแก้ไข จะตัดโอกาสเยาวชนอีกหลายหมื่นคน
กมธ.สาธารณสุข จี้ รมว.สธ.เร่งตรวจเชิงรุก กรณีพ่อแม่ทิพย์ เสนอบังคับตรวจดีเอ็นเอ​
อนุ กมธ. อุตสาหกรรมฯ จี้คุมเข้ม “แพลนต์ปูน” กลางชุมชน จ่อลุยตรวจแบบไม่แจ้งล่วงหน้าหลังชาวบ้านร้องฝุ่นพิษ-น้ำปูนทะลัก
E-DUANG | พัฒนาการ ในทาง ความคิด เหมือนจะ”จบ” กลับ”ไม่จบ”
วีระยุทธ จี้บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์แก้ 4 ปัญหาใหญ่ ชี้ต้องกล้าคุมเข้มย้อนหลัง-อุดช่องโหว่กฎหมาย-เลือกส่งเสริมแบบมีเป้าหมาย-อย่าช่วยแต่เจ้าของนิคมกับผู้รับเหมา
อดีต รมว.คลัง ค้านเก็บเล็กเก็บน้อย ค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท จนเสียรายได้ก้อนใหญ่
สิทธิที่จะนั่ง
เส้นทาง ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ สถานะ มนุษยภาพ
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (จบ)
เชลยศึกสงครามลาว (46)