bg-single

เกษียร เตชะพีระ | วาทกรรมความเป็นไทย : ความเป็นไทยแบบราชาชาตินิยม

16.11.2018

วาทกรรมความเป็นไทย : 3) ความเป็นไทยแบบราชาชาตินิยม

วาระแรกที่ผู้นำประเทศนิยาม “ความเป็นไทย” ออกมาอย่างชัดเจน เพื่อที่ราษฎรจะได้ประพฤติปฏิบัติตัวตามให้สมกับที่เป็น “คนไทย” นั้นเห็นจะได้แก่ในสมัยรัชกาลที่ 6

ในพระราชนิพนธ์ชื่อตรงกับเนื้อเรื่องเผงคือ “ความเป็นชาติโดยแท้จริง” (นสพ.พิมพ์ไทย, 29 พ.ค. 2458)

ภายใต้นามปากกา “อัศวพาหุ” พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงนิยาม “ความเป็นไทย” ไว้ว่ากอปรไปด้วยองค์ประกอบ 2 ประการ

ได้แก่

1)

การใช้ภาษาไทย กล่าวคือ :-

“สรุปรวมความก็กล่าวได้อีกครั้งหนึ่งว่าลักษณะที่จะตัดสินว่าใครเป็นคนชาติใดนั้น ก็มีอยู่แต่ที่ภาษาซึ่งคนนั้นใช้อยู่โดยปกตินั้นแล”

ทรงขยายความต่อไปว่า “การใช้ภาษาไทย” สำคัญกว่าหลักเกณฑ์ “ความเป็นคนในบังคับสยาม” ในการจะนับว่าใครเป็นไทยหรือไม่ ดังความว่า :-

“เหตุฉะนี้ไม่ควรถือเอาการอยู่ในบังคับใครเป็นหลักแสดงชาติแห่งบุคคล ต้องถือเอาภาษาเป็นใหญ่ และใครพูดภาษาใด ก็แปลว่าเป็นชาตินั้น เพราะการพูดภาษาใดแปลว่าปลงใจจงรักภักดีต่อชาตินั้นโดยจริงใจ ไม่ใช่โดยความจำเป็นชั่วคราว”

2)

นอกเหนือจากการใช้ภาษาไทย อัศวพาหุ ยังทรงให้หลักเกณฑ์ความเป็นชาติโดยแท้จริงประการที่สองไว้ ซึ่งดูเป็นเรื่องสำคัญหนักหน่วงสาหัสยิ่งกว่าการใช้ภาษาอีก กล่าวคือ :-

“นอกจากนี้ก็มีหลักวางเกณฑ์ได้อีกสถานหนึ่ง คือการที่จะตัดสินว่าผู้ใดเป็นชาติใดโดยแท้จริงนั้น ต้องพิจารณาว่าผู้นั้นมีความจงรักภักดีต่อใคร? ถ้าเขาจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยาม เขาจึงจะเป็นไทยแท้ แต่ถ้าใครแสดงตนว่าเป็นอิสระแก่ตน ไม่มีความจงรักภักดีต่อผู้ใดดังนี้ ต้องจัดว่าผู้นั้นเป็นคนไม่มีชาติ เพราะคนคนเดียวหรือหมู่เดียว จะตั้งตนขึ้นเป็นชาติต่างหากหาได้ไม่”

(เน้นโดยผู้เขียน)

แน่นอน “การแสดงความจงรักภักดีต่อชาติหรือต่อพระมหากษัตริย์นั้น ย่อมมีความจำเป็นต้องเสียสละอยู่บ้างไม่มากก็น้อย” พระองค์ได้ทรงระบุถึงการเสียสละหลักๆ บางประการเพื่อ “ความเป็นไทย” ว่าได้แก่ “สละความเป็นโสดแก่ตนในกิจการบางอย่าง” ในความหมายยอมสละความอิสระ ความสะดวก และอำนาจอันชอบธรรมของตัวเอง เพื่อเห็นแก่สาธารณประโยชน์และความสะดวกแก่มหาชน, “ต้องงดคำพูด ไม่ใช่กงการอะไรของข้า” หันไปอุดหนุนและเชื่อฟังผู้ปกครองบ้านเมือง เป็นต้น ทรงสรุปการเสียสละเพื่อความเป็นชาติโดยแท้จริง ด้วยโวหารอุปมาอุปไมยข้างไทยอันคมคายว่า :-

“เราอยู่ในเรือลำเดียวกัน เพราะฉะนั้น น่าที่จะต้องช่วยกันพาย ถ้าแม้ไม่พาย ถึงแม้ว่าจะไม่เอาตีนราน้ำเป็นแต่นั่งอยู่เฉย ก็หนักเรือเปล่าๆ อาจจะทำให้เรือแล่นช้าไปได้เป็นแน่แท้ เพราะฉะนั้น ต้องเลือกเอาอย่างหนึ่ง ถ้าจะพายก็จับพายขึ้น และอย่าเถียงนายท้าย หรือถ้าจะไม่พายก็ขึ้นจากเรือหรือลงน้ำว่ายไปตามลำพังเถิด อย่ามานั่งอยู่ในเรือของไทยเราให้หนักเรือเลย ถ้าเราต้องการของหนักสำหรับเป็นระวางถ่วงเรือของเรา ก็เอาก้อนหินดีกว่า เพราะมันไม่มีเสียงที่จะส่งอวดดีเถียงนายท้าย”

ในทำนองละม้ายใกล้เคียงกันกับ “ความเป็นไทย” ตามนัย “อย่าเถียงนายท้าย” สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพในขณะทรงดำรงตำแหน่งสมาชิกอภิรัฐมนตรีสภาในรัชกาลที่ 7 ได้ทรงนิยามลักษณะเฉพาะของชนชาติไทยไว้ 3 ประการในการแสดงปาฐกถา หัวข้อ “ลักษณะการปกครองประเทศสยามแต่โบราณ” ณ สามัคยาจารย์สมาคมเมื่อปี พ.ศ.2470 ว่า ได้แก่ :-

1) รักความเป็นอิสระ 2) มีความอดกลั้น และ 3) รู้จักประสานประโยชน์

หากชนชาติไทยเจริญรอยตามนิยาม “ความเป็นไทย” ดังกล่าวข้างต้น การเปลี่ยนแปลงรุนแรงใหญ่โตทางการปกครองถึงขนาดพลิกแผ่นดินก็คงจะไม่เกิดขึ้น

ในความหมายนี้และในแง่นี้ กบฏเก๊กเหม็ง ร.ศ.130 โดยคณะนายทหารชั้นผู้น้อยในกองทัพไทยและการอภิวัฒน์ พ.ศ.2475 โดยคณะราษฎร จึงเป็นการกระทำที่ “ไม่ไทย” ทางการเมืองครั้งแรกๆ ของคนไทยตามนิยามดังกล่าว

ทว่า แม้ในสมัยนั้น นิยาม “ความเป็นไทย” ก็มิได้มีอยู่แนวเดียวกระแสเดียวเสียแล้วในสังคมไทย หากแตกต่างหลากหลายออกไป กระทั่งขัดแย้งกัน นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้ในบทความประวัติศาสตร์เรื่อง “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไทย” (พ.ศ.2537) ว่า :-

“ถ้าการช่วงชิงการนิยาม “ความเป็นไทย” เป็นเงื่อนไขทางวัฒนธรรมที่จะมีอำนาจทางการเมือง ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้สูญเสียการผูกขาดการนิยาม “ความเป็นไทย” ไปให้แก่คนกลุ่มอื่นในสังคมไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ก่อน พ.ศ.2475 แล้ว…

“พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ… ทรงใช้การเผยแพร่สำนึกชาตินิยมเป็นเครื่องมือแก้จุดอ่อนของระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์ อย่างไรก็ตาม สำนึกชาตินิยมของพระองค์ปฏิเสธความเสมอภาคของพลเมือง ถ้าคนไทยถูกปลุกเร้าให้รักชาติขึ้นมาในสมัยนั้น เขาก็จะตื่นขึ้นมาพบว่าเขาเป็นเจ้าของชาติน้อยกว่าคนอื่น เป็นจินตนาการถึงชาติที่ไม่เป็นชุมชน”

เหตุข้อนี้ ประกอบกับการดำเนินนโยบายทางการเมืองและเศรษฐกิจอื่นๆ ยังผลให้ “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งโดยลับและเปิดเผยมากขึ้นตลอดมา” จนกระทั่งว่า เมื่อสิ้นรัชกาลที่ 6 สถานการณ์ก็สุกงอมถึงขั้นที่พระเจ้าอยู่หัวองค์ใหม่ทรงเล็งการณ์ร้ายว่า “ม่านใกล้จะปิดลง”

และเพียงชั่วหกปีเศษในรัชกาลถัดมา โดยมิฟังเสียงของนายท้าย หลวงประดิษฐ์มนูธรรมจึงได้เขียน และนายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาจึงได้อ่าน “ประกาศของคณะราษฎร” ณ ลานหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม เวลาเช้าตรู่ของวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ซึ่งหลังจากยื่นข้อเสนอต่อ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ทรง “ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองของแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร” แล้วก็สำทับด้วยประโยคภาษาไทยประโยคหนึ่ง ที่ทั้งไม่อดกลั้นและไม่ประสานประโยชน์ หรืออีกนัยหนึ่ง “ไม่ไทย” หรือกลับตาลปัตรนิยาม “ความเป็นไทย” แต่เดิมเป็นที่สุด ความว่า :-

“ถ้า… ตอบปฏิเสธ หรือไม่ตอบภายในกำหนดโดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจลงมา ก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ”

ถ้าหากนิยาม “ความเป็นไทย” มิได้เปลี่ยนแปลงไป ประโยคนี้จะไม่มีวันพูดออกมาได้เป็นอันขาด!

เบื้องลึกทางการเมืองวัฒนธรรมของข้อความประวัติศาสตร์ประโยคนี้ก็คือการปัดปฏิเสธจินตนากรรม “ความเป็นไทย” แบบราชาชาตินิยมที่เชื่อมโยง [ราชา + ชาติ] เข้าเป็นเอกภาพอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างแบ่งแยกมิได้, ด้วยคำพูดประโยคดังกล่าว กลุ่มผู้นำใหม่แห่งระบอบรัฐธรรมนูญในสมญา “คณะราษฎร” ได้นำเสนอ จินตนากรรมความสัมพันธ์ใหม่เกี่ยวกับชุมชนชาติไทย ที่จินตนาการ ราชา ไว้ทางหนึ่ง และ ชาติ ไว้อีกทางหนึ่ง, เปิดช่องกรุยทางให้แก่การคิดถึงชาติไทยได้โดยไม่จำต้องคิดถึงราชา และแต่งเพลงร้องสดุดีชาติไทยได้ต่างหากจากเพลงสรรเสริญพระบารมีซึ่งเคยใช้เป็นเพลงประจำชาติในระบอบเดิม

ดังสะท้อนออกในคำพูดของ น.ต.หลวงนิเทศกลกิจ ร.น. (กลาง โรจนเสนา) หนึ่งในคณะผู้ก่อการฯ ต่อพระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) ผู้เป็นเพื่อน ทาบทามให้เขาประพันธ์เพลงชาติขึ้นใหม่ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2474 โดยตั้งใจจะไว้ใช้ร้องวันก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ตามที่พระเจนดุริยางค์ได้บันทึกไว้ใน “ชีวประวัติของข้าพเจ้า” ว่า :-

“โดยขอให้ทำนองเป็นเพลงที่มีความรู้สึกคล้ายคลึงกับเพลงชาติของฝรั่งเศสที่ชื่อ La Marseillaise ข้าพเจ้า (พระเจนดุริยางค์) ตอบว่าไม่จำเป็นจะต้องมีก็ได้ เพราะเพลงชาติที่มีชื่อว่าสรรเสริญพระบารมีของเราก็มีอยู่แล้ว แต่ท่าน (หลวงนิเทศกลกิจ) กลับตอบว่า ชาติต่างๆ เขาก็มีเพลงประจำชาติอยู่หลายบท เช่น เพลงธง เพลงราชนาวี เพลงทหารบกและเพลงอื่นๆ อีกมากมาย ใคร่อยากจะให้ไทยเรามีเพลงปลุกใจเพิ่มเติมขึ้นไว้อีกบ้าง เพราะเพลงสรรเสริญพระบารมีนั้นเป็นเพลงของพระมหากษัตริย์ แต่เพลงสำหรับประชาชนนั้นเราหามีไม่ ข้าพเจ้า (พระเจนดุริยางค์) จึงตอบปฏิเสธไปว่าข้าพเจ้าจะทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะมิใช่เป็นคำสั่งของทางราชการ ขอให้ท่านเลิกความคิดนี้เสียเถิด แต่ท่านก็ตอบว่า ขอฝากไว้เป็นแนวความคิดไปพลางก่อน ในวันข้างหน้าจะมาวิสาสะกับข้าพเจ้าในเรื่องนี้อีก”

พระเจนดุริยางค์, “ชีวประวัติของข้าพเจ้า” (2512)

5 วันหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง คือวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2475 หลวงนิเทศกลกิจก็กลับไปวิสาสะกับพระเจนดุริยางค์เรื่องเพลงชาติอีกครั้ง เขาบ่นเสียใจที่ไม่มีเพลงชาติไว้ขับร้องในวันเปลี่ยนแปลงการปกครองตามที่มุ่งหมาย, ขอร้องเป็นครั้งที่สองให้พระเจนดุริยางค์ประพันธ์เพลงชาติให้โดยด่วน อ้างว่าเป็นความประสงค์ของคณะผู้ก่อการ

เหตุผลทางการเมืองคราวนี้เป็นสุดที่พระเจนดุริยางค์จะปฏิเสธต่อไปได้ จึงรับปากโดยขอเวลาแต่ง 7 วันและขอให้ปิดชื่อตนซึ่งเป็นผู้ประพันธ์ ภายหลังกระวนกระวายใจ ตัดสินใจไม่ถูก คิดไม่ออกอยู่ตลอด 7 วัน ในที่สุดพระเจนดุริยางค์ก็มาคิดทำนองเพลงชาติออกระหว่างขึ้นรถรางไปทำงานเช้าวันสุดท้ายของการนัดหมายนั้นเอง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร