ก่อนที่วาระของรัฐบาล คสช. อันเป็นรัฐบาลที่มาโดยหนทางพิเศษนี้จะจบลงเมื่อมีการเลือกตั้ง (ฉันยังคงดื้อดึงที่จะเชื่อว่ายังจะมีการเลือกตั้งอยู่) โครงการที่กำลังจะกลายเป็นมรดก หรือ legacy ของสังคมไทยอันเกิดจากรัฐบาลนี้คือโครงการประชารัฐ และยังสืบทอดไปเป็นชื่อของพรรคการเมืองคือพรรคพลังประชารัฐอีกด้วย

และในบรรดาโครงการประชารัฐทั้งหมด นโยบายสำคัญอันหนึ่งที่ฉันคิดว่าจะสร้างความสับสนงุนงงให้กับสังคมไทยไปอีกยาวนานคือนโยบาย “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือที่เรียกกันเป็นภาษาปากว่า “บัตรคนจน”

แนวคิดของ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” คือการคัดกรองผู้มีรายได้ในระดับเส้นความยากจน และการคัดกรองนี้ทำบนอำนาจของราชการ จากนั้นมีการเติมเงินลงไปในบัตร ทั้งเป็นค่าใช้จ่ายต่อเดือน ค่าเดินทาง ฯลฯ เบ็ดเสร็จจะได้กันประมาณ 500 บาทต่อคนต่อเดือน

น่าสนใจไปกว่านั้นอีกก็คือ การซื้อสินค้าด้วยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต้องนำไปซื้อในร้านค้าที่เข้าโครงการ มีเครื่องรูดการ์ด และอื่นๆ ที่ส่งผลสองอย่างคือ

1. เพิ่มอำนาจรัฐราชการ

2. เพิ่มรายได้ให้ภาคธุรกิจที่เข้ามาร่วมมือเป็นพาร์ตเนอร์กับรัฐบาล บางคนถึงกับบอกว่า เป็นการถ่ายเงินงบประมาณใส่กระเป๋าตังค์เจ้าสัวไม่กี่ราย

เราจะยังไม่บอกว่า วิธีการนี้ช่วยให้คนพ้นจากความลำบากยากจนได้จริงหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ คำว่า “สวัสดิการแห่งรัฐ” ที่มาในรูปนี้จะทำให้สังคมไทยยิ่งไม่เข้าใจคำว่า “รัฐสวัสดิการ” มากขึ้นไปอีก

นโยบายเติมเงินให้คนจนในรูปบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนี้ เข้ามาในสังคมไทยในจังหวะที่ “รัฐสวัสดิการ” กำลังเป็นนโยบายที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักในโลกปัจจุบันอยู่พอดี

การบอกว่านโยบายรัฐสวัสดิการถูกท้าทายนั้น ถูกท้าทายด้วยแนวคิดที่เหนือชั้นกว่าไปอีกคือ นโยบายว่าด้วย Universal Basic Income หรือ UBI ซึ่งขอแปลเป็นภาษาไทยง่ายๆ ว่า “การมอบรายได้ขั้นต่ำแก่ประชาชนทุกคนถ้วนหน้า”

UBI ต่างจากรัฐสวัสดิการอย่างไร? รัฐสวัสดิการตั้งอยู่บนแนวคิดสังคมนิยม นั่นคือ มองเรื่องการเก็บภาษีคนจนมาเกลี่ยเป็นสวัสดิการแก่คนมีรายได้น้อย ซึ่งถูกมองว่าเป็นการแทรกแซงตลาดเสรี

เราจะมาตั้งต้นทำความเข้าใจเรื่องนี้ง่ายๆ แบบนี้

UBI เชื่อว่า รัฐควรจ่ายเงินเดือนให้พลเมืองทุกคนไปเลยในอัตราที่ทำให้ทุกคนมีรายได้พ้นขีดความยากจน เช่น ในสหรัฐอเมริกา คำนวณตัวเลขออกมาที่คนละ 1,000 เหรียญดอลลาร์ (เร็วๆ นี้มีนักการเมืองสหรัฐหาเสียงเรื่องแจกเงินเดือนทุกคนขั้นต่ำเดือนละ 1,000 เหรียญแล้ว) ถ้าหากทำได้จะเพิ่มจีดีพีได้สูงถึงร้อยละ 12 ต่อเนื่อง 8 ปี

UBI บอกว่า แจกเงินเดือนทุกคนไปเลย แต่รัฐสวัสดิการที่ทำๆ กันมาคือ ให้เงินเดือนเฉพาะคนตกงาน เมื่อหางานได้แล้วก็ไม่มีเงินเดือนอีกต่อไป

แบบไหนดีกว่า?

ฝ่ายที่สนับสนุน UBI บอกว่า รัฐสวัสดิการทำให้คนขี้เกียจ

เช่น ถ้าคุณตกงาน หรือทำให้ตัวเองยากจนในขีดที่จะได้รับความช่วยเหลือ หรือได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล ผลที่เกิดขึ้นคือ คนไม่มีแรงผลักให้เพิ่มศักยภาพของตนเองในการหารายได้เพิ่ม เพราะเงินสวัสดิการจากรัฐนั้นมักจะจ่ายด้วยเงื่อนไขหลายอย่าง เช่น ต้องไปฝึกอาชีพตามที่กำหนด และเงื่อนไขอื่นๆ เช่น การสมัครงานตามจำนวนที่กำหนด หรือต้องรับทำงานที่ตนเองไม่ถนัดหรืองานที่ได้ค่าจ้างอย่างไม่เป็นธรรม

แม้แต่เมื่อหางานทำได้แล้ว รายได้จากงานที่ทำอาจสูงจนไม่มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐ แต่กลับกลายเป็นว่า พวกเขาเมื่อมีงานทำ ต้องจ่ายภาษี ต้องจ่ายค่าเช่าบ้าน ต้องจ่ายค่าเดินทางไปทำงาน หักลบกลบหนี้เงินที่ได้จากการทำงาน น้อยกว่าเงินเดือนที่ได้รับจากรัฐในฐานะคนตกงาน

ดังนั้น รัฐสวัสดิการรูปแบบนี้ อาจทำให้ตัวเลขคนตกงานลดลง แต่ไม่ได้เพิ่มศักยภาพของทรัพยากมนุษย์ ทั้งยังกักขังมนุษย์ไว้กับงานและรายได้อันไม่เหมาะสม

กลุ่มคนที่สนับสนุน UBI จึงมองว่า การช่วยเหลือแบบรัฐสวัสดิการไม่กระตุ้นตลาดและเศรษฐกิจ

หนักกว่านั้นคือ มันไม่เป็นบันไดในการเลื่อนสถานะทางเศรษฐกิจของคน เท่ากับขังคนไว้กับความยากจน ท้อแท้ ไม่รู้จะทำงานหนักไปทำไม

เพราะทำแล้วก็จนเหมือนเดิม พูดง่ายๆ ว่าราคาของความช่วยเหลือแบบนี้คือ การบ่มเพาะพฤติกรรมอยู่ไปวันๆ ทำงานไปวันๆ ขาด passion ในชีวิต ไว้กับพลเมืองของสังคมนั้นๆ

ทีนี้คำถามคลาสสิคต่อนโยบาย UBI คือ โห.. สมมุติว่าเราคำนวณออกมาแล้ว คนไทยต้องมีรายได้ต่อหัวต่อคนเดือนละ 15,000 บาทจึงจะไม่เป็นคนจน แล้วรัฐก็จัดการโอนเงินเดือนเข้าบัญชีธนาคารพลเมืองไทยทุกคน คนละ 15,000 บาทโดยไร้เงื่อนไข ทำแบบนี้จะทำให้คนขี้เกียจ นอนอยู่บ้าน ไม่ทำงาน หรือเอาเงินไปกินเหล้า เล่นยา เล่นการพนัน หรือเปล่า

เรื่องนี้ธนาคารโลกศึกษาไว้ในปี 2013 ว่า เมื่อให้เงินเดือนไปกับผู้มีรายได้น้อยแล้วพวกเขาจะเอาไปใช้กับเหล้า หรืออบายมุขหรือไม่

คำตอบคือ “ไม่”

เมื่อมีรายได้ที่มากพอที่ทำให้คนจนไม่ต้องกังวล สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พวกเขามีความกล้าพอที่จะลงทุนหรือทำกิจกรรมเชิงเศรษฐกิจที่สร้างสรรค์มากขึ้น ทั้งนี้เพราะพวกเขาสามารถแบกรับความเสี่ยงได้มากขึ้นนั่นเอง

เรื่องนี้อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ สำหรับคนไทยคือ เวลาที่พูดว่า “เงินต่อเงิน” นั่นคือคำถามที่ว่า ทำไมคนรวยยิ่งรวยขึ้น คนรวยยิ่งรวยขึ้นเพราะกล้าลงทุนในเรื่องที่คนมีเงินน้อยกว่าไม่กล้าลงทุน อาจจะไปซื้อที่ดินที่ดูเหมือนไม่มีอนาคตแต่มีเงินเย็นๆ นอนอยู่ก็ไม่เดือดร้อน ไม่รีบขาย

จนวันหนึ่งที่ดินแปลงนั้นกลายเป็นทองคำขึ้นมา พวกเขาก็ฟันกำไรไปโดยไม่เหนื่อยแรง

UBI ก็เป็นเช่นนี้ ทำให้คนมี “เงินเย็น” จนเกิดความกล้าหาญที่ทำในสิ่งที่มันท้าทายกว่าเดิม สร้างสรรค์กว่าเดิม และเพิ่มกำไรในชีวิตได้มากขึ้น

พูดอย่างสั้นคือ เงินที่มากพอทำให้คนมีอิสรภาพ

ในประเทศแคนาดาเคยทำวิจัยเรื่องนี้ในทศวรรษที่ 1970 ผลการทดลองพบว่า การให้เงินเดือนคนเปล่าๆ ไม่ได้ทำให้คนหันมานอนอยู่กับบ้านเฉยๆ คนยังคงไปทำงานเหมือนเดิม

และมีเพียงร้อยละ 1 เท่านั้นที่ลาออกจากงานมาอยู่บ้าน และจำนวนมากในร้อยละ 1 ที่ออกมาจากงานก็เพื่อจะมาอยู่บ้านเลี้ยงลูก

นั่นแปลว่า เงินจำนวนนี้ก็ไม่สูญเปล่าเพราะทำให้มีแม่ที่จะได้ใช้เวลาในการดูแล ลูกอย่างใกล้ชิด อันแปลว่าจะมีเด็กเติบโตมาอย่างมีคุณภาพ (หวังว่า) ส่วนชั่วโมงการทำงานลดลงร้อยละ 10 ส่วนที่ลด ถูกนำไปใช้กับการศึกษาหาความรู้ หรือเพิ่มโอกาสในการหางานใหม่ที่ดีกว่าเดิม

ฟังดูดี แต่เราจะเอาเงินมาจากไหน

คนที่เชียร์เรื่อง UBI บอกว่า แต่ละประเทศมีเงื่อนไขไม่เหมือนกันในการบริหารงบฯ เพื่อทำ UBI และในการลงรายละเอียด ซึ่งจำเป็นต้องศึกษาจากฐานข้อมูลทางการเงิน และประชากรศาสตร์ เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ก็น่าจะเป็นองค์ความรู้ที่มีบทบาทในการทำเรื่องนี้ เช่น บางประเทศที่ความเหลื่อมล้ำของภาคการเงินกับภาคการผลิตสูง ก็อาจจะจัดเก็บภาษีจากภาคการเงิน เก็บภาษีคาร์บอน เก็บภาษีหุ่นยนต์ ภาษีมลพิษ ฯลฯ

บางประเทศอาจโยกเงินจากงบฯ ความมั่นคง งบฯ กองทัพ บางประเทศอาจลดขนาดของหน่วยงานราชการที่เทอะทะลง

ทั้งนี้ แต่ละประเทศย่อมมีหนทางจะไปสู่ UBI ไม่เหมือนกัน

นิยามความมั่นคงของประเทศต้องเปลี่ยนถ่ายมาที่ความมั่นคงของทรัพยากรมนุษย์ในแง่ของคุณภาพชีวิต สติปัญญา ทุนในการแสวงหาโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจแก่ตนเองและครอบครัว

ผลสุดท้าย เมื่อทรัพยากรมนุษย์ของประเททศนั้นๆ สังคมนั้น มันดีขึ้น สังคมนั้น ประเทศนั้นก็ย่อมมั่นคง มั่งคั่งขึ้นมาด้วย

UBI ทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อหรือไม่?

เพราะพอคนมีเงินเดือนพื้นฐานเท่ากันถ้วนหน้า ของก็แพงขึ้นๆ จนเราทุกคนยากจนเท่าเดิมหรือเปล่า?

แต่เราอย่าลืมว่า UBI เป็นการ “ย้าย” เงินที่กระจุกตัวอยู่ที่ใดที่หนึ่ง เช่น จากคนรวยร้อยละ 1 ของประเทศ หรือจากงบประมาณของกระทรวงบางกระทรวงที่มากเกินความจำเป็น ไม่ใช่การพิมพ์ธนบัตร หรือเสกเงินขึ้นมาจากอากาศ

ดังนั้น เงินจะไม่เฟ้อ เพราะเงินมีเท่าเดิม แค่ถูกกระจายไปในวงกว้างมากขึ้นเท่านั้น และนักเศรษฐศาสตร์ก็ย่อมรู้ว่าเงินร้อยบาทสองร้อยบาทที่เพิ่มขึ้นในกระเป๋าเงินคนจนนั้นมีผลต่ออัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศมากกว่าเงินที่เพิ่มขึ้นในกระเป๋าเจ้าสัวหรือนายทุนใหญ่

กลับมาที่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่เจาะลงไปดูแนวคิดแล้ว มันคือลูกครึ่งของรัฐสวัสดิการและการแจกเงินเดือนฟรี แต่เป็นลูกครึ่งที่รวมเอาด้าน “เสีย” ของทั้งสองระบบมาไว้ด้วยกัน และหลายครั้งที่เทคโนแครตของรัฐบาลหยิบยืมบางคีย์เวิร์ดของ UBI มาสนับสนุนการแจกเงินนี้อย่างผิดฝาผิดตัว

นั่นคือ มันไม่เป็นสวัสดิการถ้วนหน้าที่เอื้อให้คนเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานใดๆ เพื่อเป็นทุนของชีวิตในการหลุดจากความยากจน

แถมยังเป็นการ “แจกเงิน” เฉพาะคนมีรายได้น้อย ที่สุดท้าย เมื่อรายได้เขามากขึ้น เขาจะเสียสิทธินี้ไป หนักกว่านั้นเป็นการแจกเงินที่ทำให้ภาคราชการใหญ่โตขึ้น มีอำนาจมากขึ้น ควบคุมพลเมืองได้มากขึ้นผ่านบัตรนี้

แถมยังอ้างความเป็นบุญเป็นคุณต่อไปได้อีก และเงินที่แจกก็กะล่อยกะหลิบจนไม่พอที่จะเอามาเริ่มต้นทำอะไรกับชีวิตได้

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเห็นคำว่า “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” สิ่งแรกที่เราต้องเตือนตัวเองคือ สิ่งนี้ไม่ใช่สวัสดิการ สิ่งนี้ไม่เข้าข่าย UBI สิ่งนี้เป็นแค่ความคิดสั้นอยากผันเงินรัฐจากภาษีประชาชนเข้ากระเป๋าเจ้าสัวให้สมประโยชน์กันแล้วคิดตื้นๆ ว่าชาวบ้านจะเห็นแก่เงินห้าร้อยเงินพันแล้วเห็นเป็นบุญเป็นคุณ

งานนี้ก็ไม่รู้ใครหลอกใครจริงๆ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | “เดิมพัน” การเมือง นนทบุรี ชี้แนวโน้ม การเมือง อนาคต
E-DUANG | “ทางออก” อันเป็น “ทางเลือก” หาก อนุทิน ชาญวีรกูล อำลา
ควันหลงเยือนจีน… เพลงรักของไต้หวัน! ร้องเพลงหวานที่ปักกิ่ง กินยาขมที่กรุงเทพฯ
‘นี่ฉันไง ไม่ใช่ AI’
ดินแดง ราชปรารภ น้ำใจ ไมตรี ระหว่าง ผู้ชุมนุม ก่อนสละชีพ โดยกระสุนเข้ม
นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ชี้ทางสกัดโศกนาฏกรรมในรั้วโรงเรียน ‘ถ้าลิดกิ่งก้าน โดยไม่ปรับปรุงลำต้น เดี๋ยวปัญหาอื่นก็ปรากฏ’
ถ้าสังคมมันเปลี่ยนยาก แล้วโจทย์ต่อไปคืออะไร? ถามก่อนจะปลง
ความหวัง ‘ลงทุน’ ไทย พลิกชะตา ศก.หวังโต 3%
เช็กฐานที่มั่น ตท.26 ‘บิ๊กปู’ กุมบังเหียน ทบ.-ทร. แอนตี้ นโยบาย 2 ปีอัพ สโลว์ดาวน์ ‘ทัพภาค 1’ จับตา พลัง ตท.28
สพป.ชัยนาท แสดงพลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร เสียงหลัง”กำแพง”
E-DUANG | ภาพลักษณ์ ปฏิมา การเมือง ของ ทิม พิธา และ “น้องก้อย”