
สถานการณ์ “วัดพระธรรมกาย” ได้ให้ “บทเรียน” เป็นอย่างมากในทาง “ความคิด”
โดยเฉพาะ “ยอดคำเท่” อันมาจากท่าน “ซุนวู”
ตามสำนวนแปลจากภาษาจีนของ บุญศักดิ์ แสงระวี ปรากฎออกมาอย่างรวบรัด
“การศึกมิหน่ายเล่ห์”
เราจึงเห็นได้จาก “ท่าที” และ “ท่วงทำนอง” ไม่ว่าจะจากดีเอสไอ ไม่ว่าจะจากตำรวจ
และก็เห็นเป็นเรื่องธรรมดาอย่างปรกติ
เพราะเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เจ้าหน้าที่ตำรวจ อยู่กับ “คดีความ” อย่างยาวนาน
ย่อมพบเห็นเรื่องอันสลับซับซ้อนเป็นพิเศษ
จะซื่อๆ ตรงๆ ก็คงไม่ได้ เพราะหากไม่ปิดบัง มิดเม้มอะไรไว้บ้าง อีกฝ่ายคงได้ “ข้อมูล” ไปเพียบ
แต่ที่น่าติดตามกลับเป็นทางด้าน “ธรรมกาย”
ถามว่าเหตุใดทางดีเอสไอ ทางตำรวจ จึงไม่ปฏิบัติต่อ พระเทพญาณมหามุนี เหมือนพระที่ “อาพาธ”ตามปรกติ
เมื่อไม่สะดวกออกมา “มอบตัว”
ทางดีเอสไอ ทางตำรวจ ก็สามารถนำ “ข้อกล่าวหา” ไปแจ้งได้ในสถานที่อันแน่นอน
เหมือนกับที่ปฏิบัติต่อ “ผู้ถูกกล่าวหา” ซึ่งอยู่ใน “เรือนจำ”
ทำไมทางดีเอสไอ และทางตำรวจจึงต้องขึงขังเป็นอย่างยิ่งว่า พระเทพญาณมหามุนี จะต้องออกไป “มอบตัว” เท่านั้น ไม่มีหนทางอื่น
แม้จะมีสมณศักดิ์ “ขันเทพ” แม้จะยืนยันว่า “อาพาธ”
แม้ทางด้านฝ่ายปกครองคณะสงฆ์ก็ยอมรับว่า อาพาธด้วยโรคเบาหวาน เส้นเลือดอุดตัน ภูมิแพ้ กระทั่งยินยอมให้พ้นจากตำแหน่ง “เจ้าอาวาส”
แต่ทางดีเอสไอก็ไม่เชื่อ แต่ทางตำรวจก็ไม่เชื่อ
ความไม่เชื่อของดีเอสไอ ความไม่เชื่อของตำรวจ มีพื้นฐานจากการ มีบทสรุปที่แน่นอน
1 ต่อวัดพระธรรมกาย 1 ต่อ พระเทพญาณมหามุนี
“พฤติกรรม” ของวัดพระธรรมกาย “พฤติกรรม” ของ พระเทพญาณมหามุนี นั้นเองที่ไม่สร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้กับดีเอสไอ ให้กับตำรวจ
อาจเป็นเพราะมองว่า “รับของโจร” อาจเป็นเพราะมองว่า “ฟอกเงิน”
อาจเป็นเพราะมองว่า “รุกป่าสงวน”
เท่ากับดีเอสไอและตำรวจ มองและประเมินว่า พระเทพญาณมหามุนี ตลอดจนวัดพระธรรมกาย
มิได้ใสซื่อ หรือบริสุทธ์สะอาดเหมือนที่ “ลูกศิษย์” มอง
เท่ากับดีเอสไอและตำรวจ มองและประเมินสรุปว่า พระเทพญาณมหามุนี และวัดธรรมกายมีกระบวนการไม่ตรงไปตรงมา
เท่ากับถลำลงไปในความเชื่อ “การศึกมิหน่ายเล่ห์”
เท่ากับ “สถานการณ์ธรรมกาย” ได้กลายเป็นการศึก การต่อสู้
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
