
ถามว่าอะไรคือเป้าหมายในการเดินหน้า”แจ้งความ”กล่าวหาต่อคนของ”ธรรมกาย” อันมาจาก”เจ้าหน้าที่”
ดังในกรณีของ นายองอาจ ธรรมนิทา
ดังในกรณีของ พระมหานพพร ปุญญชโย ที่ระบุแหล่งที่อยู่ของ พระเทพญาณมหามุนี
คำตอบเด่นชัดว่า ต้องการ”ปิดปาก”
1 ไม่ต้องการให้มีการโยงกรณี”ธรรมกาย”ไปยังสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
จึงอ้างถึงมาตรา 116
1 ไม่ต้องการให้มีการโยงและขยายความในเรื่องการถวายฎีกาต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
จึงอ้างถึงมาตรา 112
บทสรุปและการเคลื่อนไหวนี้มีจุดเริ่มจากตำรวจ จากดีเอสไอโดยมีเป้าหมายอันแจ้งชัดว่า ต้องการระงับการให้ความเห็นจากคนของวัดพระธรรมกาย
นั่นก็คือ “ปิดปาก”
การเคลื่อนไหวเพื่อเป้าประสงค์ในการปิดปากโดยกระบวนการนี้ส่งผลอย่างฉับพลันทันใด
เห็นได้จาก ความเงียบของ นายองอาจ ธรรมนิทา
เห็นได้จาก การอ้างอิงของ พระมหานพพร ปุญญชโย ก็มากด้วยความระมัดระวัง
“ไม่ว่าหลวงพ่อจะอยู่ที่ไหน แต่ท่านก็อยู่ในใจเสมอ”
เป้าประสงค์ของตำรวจ เป้าประสงค์ของดีเอสไอ ในการแจ้งความกล่าวหาก็เหมือนกับการทำหนังสือไปยังกทสท.ให้ปิด DCM TV เป็นการชั่วคราว
นั่นก็คือ ปิดปาก ตัดช่องทางในการสื่อสาร
เหมือนกับที่เคยมีคำสั่งจอดำให้กับ พีซ ทีวี ของนปช.ในห้วงแห่งการทำ”ประชามติ”
ไม่อยากให้พูด ไม่อยากให้แถลง
เหมือนกับเป้าประสงค์ของตำรวจและของดีเอสไอ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี
แต่ปฏิบัติการนี้ก็ดำเนินไปเหมือนกับ”บูมเมอแร็ง”
นั่นก็คือ สามารถปิดปาก สามารถมอบ”จอดำ”และตัดหนทางของบุคคลาฝ่าย”ธรรมกาย”ลงได้
กระนั้น มาตรการเดียวกันนี้ก็”ย้อนกลับ”
ย้อนกลับเข้าหา “ดีเอสไอ” ย้อนกลับเข้าหา”ตำรวจ” ดังคำสั่งอันเหมือนกับนโยบายที่มาจากที่ประชุมร่วมระหว่างคสช.กับรัฐบาลล่าสุด
สั่งให้ดีเอสไอและตำรวจ”ปิดปาก”ในเรื่อง”ธรรมกาย”
ส่งผลให้ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง ต้องเงียบ ส่งผลให้ พล.ต.อ. ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ต้องเงียบ ห้ามให้สัมภาษณ์ในเรื่องเกี่ยว ข้องกับวัดพระธรรมกาย
“กรรมออนไลน์” จึงรวดเร็วและย้อนกลับยิ่งกว่า”กรรมติดจรวด”ด้วยซ้ำไป
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
