
คำว่า “โรดแมป” กำลังสะท้อน “อิทธิพล” และผลสะเทือนอย่างสูง ในทางความคิด ในทางการเมือง
เป็นผลสะเทือนในลักษณะ 2 ด้าน
ด้าน 1 ก่อให้เกิดความคึกคัก เปี่ยมด้วยความหวัง ด้าน 1 ก่อให้เกิดความหงอยเหงา อับตันและสิ้นหวัง
“อาการ”ของ”โรดแมป”เริ่มเห็นอย่างเด่นชัด
ตัวอย่างแรกสัมผัสได้จากบรรดา “นักการเมือง”ไม่ว่าจะจากเพื่อไทย ไม่ว่าจะจากชาติไทยพัฒนา ไม่ว่าจะจากประชาธิปัตย์
ที่เคยหมองเศร้า เริ่มมีเลือดฝาด
ดวงตาที่เคยอับโรย เริ่มเปล่งประกาย การเคลื่อนไหวเริ่มคล่องแคล่ว ปราดเปรียว
ราวกับ”โรดแมป”เป็นยาอันแสนวิเศษ
ตัวอย่างหลังพอจะเห็นได้จาก สนช.บางคน จากสปท.หลายคน หรือแม้กระทั่งจากอดีตสปช.
ยิ่งเดินลึกไปในปี 2560 ยิ่งเห็นเด่นชัด
ยิ่งบรรดา “นักการเมือง” คึกคัก ยิ่งเห็นอีกฝ่าย หงอยๆ ซึมเซาและบังเกิดความหงุดหงิด
หงุดหงิด โมโหร้ายต่อ “โรดแมป”
เมื่อใดก็ตามที่มีคนเอ่ยถึง “การเลือกตั้ง” หรือเห็นคำว่า”การเลือกตั้ง” ปรากฏ
เมื่อนั้นก็รู้สึกไม่พอใจ
ความไม่พอใจ รุนแรงถึงขั้นแสดงความเกรี้ยวกราดออกมา ราวกับคำว่า “เลือกตั้ง” เป็นของแสลง
แสลงกระทั่งรู้สึกว่าจะเป็น “คำหยาบ”
น่าเศร้าที่พวกเขาจะยิ่งต้องจ่อมจมลงไปในกระแสคลื่นแห่งคำว่า “เลือกตั้ง” มากยิ่งขึ้น
เพราะ “โรดแมป” กับคำว่า”เลือกตั้ง”สมพงศ์กัน
ไม่ว่าจะเป็นโรดแมปของ “เมียนมา” ไม่ว่าจะเป็นโรดแมปของ “กัมพูชา”
ล้วนมากับคำว่า “เลือกตั้ง”
ถามว่าทำไม ฝ่ายหนึ่ง จึงรู้สึกคึกคักกับคำว่า”โรดแมป” ทำไมอีกฝ่ายหนึ่ง จึงหงุดหงิดกับค่ำว่า “โรดแมป”
คำตอบอยู่ที่ “การเลือกตั้ง”
เพราะฝ่ายแรกเห็นว่า “การเลือกตั้ง” คือ โอกาส คือ ความหวังที่สมควรรอคอย
เท่ากับช่วยให้ออกจาก”ความมืด”
ขณะเดียวกัน เพราะฝ่ายหลังเห็นว่า “การเลือกตั้ง” คือ บทจบและสิ้นสุดแห่งโอกาสของตน
เนื่องจากตนมาจากกระบวนการ”ลากตั้ง”
ฝ่ายหนึ่ง จึงพร้อมอาสาเดินเข้าสู่กระบวนการ”การเลือกตั้ง”ให้ประชาชนตัดสินใจ
อนาคตจึงอยู่ในมือ “ประชาชน”
แต่อีกฝ่ายมองไม่เห็นหัว”ประชาชน”เพราะอนาคตของพวกเขาอยู่กับ “อำนาจ”อันมาจาก “รัฐประหาร”
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
