bg-single

เกษียร เตชะพีระ | อันเนื่องมาแต่ชาติ…ยอดรัก (2)

28.06.2019

3)ปัจเจกบุคคลแห่งศาสนาพลเมือง

ในหนังสือ “สัญญาประชาคม : หลักแห่งสิทธิทางการเมือง” (Du contraet social : Principes du droit politique, ค.ศ.1762) ของ ฌอง-ฌากส์ รุสโซ (ค.ศ.1712-1778) นักปรัชญาประชาธิปไตยชาวนครเจนีวา ตอนที่ 4, บทที่ 8 ชื่อบทว่า “ศาสนาพลเมือง” (De la religion civile) รุสโซแบ่งศาสนาออกเป็น 3 ประเภทได้แก่ ศาสนาของมนุษย์, ศาสนาของพลเมือง และศาสนาของพระ (la region de l”homme et celle du citoyen & la religion du pr?tre)

เขาขยายความ “ศาสนาพลเมือง” ว่า :

“ดังนั้น จึงมีคำประกาศศรัทธาของพลเมือง ซึ่งรัฏฐาธิปัตย์เป็นผู้กำหนดมาตราต่างๆ ไม่เชิงเป็นคำสอนทางศาสนาเสียทีเดียว แต่เป็นอารมณ์ความรู้สึกของสังคม ซึ่งถ้าไม่มีแล้วก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นพลเมืองที่ดีหรือเป็นคนในบังคับที่ซื่อสัตย์ แม้จะไม่สามารถบังคับให้ทุกคนเชื่อได้ แต่สามารถเนรเทศผู้ที่ไม่เชื่อมันออกจากรัฐได้ ทั้งนี้ ไม่ใช่เพราะว่าเขาผู้นั้นขาดศรัทธา แต่เป็นเพราะเขาขัดต่อหลักทางสังคม เพราะเขาไม่สามารถชมชอบกฎหมายและความยุติธรรมอย่างจริงใจ ไม่สามารถสละชีวิตเพื่อทำหน้าที่เมื่อถึงคราวจำเป็น และถ้าใครก็ตาม หลังจากได้ยอมรับหลักการทางสังคมนี้แล้วแต่กลับประพฤติตนเหมือนไม่เชื่อ ก็ขอให้เขาถูกลงโทษประหารชีวิต เพราะเขาทำอาชญากรรมที่ร้ายแรงที่สุด นั่นคือพูดเท็จต่อหน้ากฎหมาย

“หลักคำสอนทางศาสนาต้องง่าย มีน้อย แสดงไว้อย่างถูกต้องโดยไม่ต้องมีคำอธิบายหรือความเห็น การดำรงอยู่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงอำนาจ ทรงปัญญา ทรงคุณงามความดี ทรงเห็นการณ์ไกล และทรงดูแลสรรพสิ่ง ชีวิตที่จะมาถึง ความสุขของคนดี การลงทัณฑ์ต่อคนเลว ความศักดิ์สิทธิ์ของสัญญาประชาคมและกฎหมาย นี่คือหลักคำสอนในด้านบวก ส่วนคำสอนในแง่ลบนั้น ข้าพเจ้าขอจำกัดไว้เพียงประการเดียว ก็คือความไม่ยอมรับความต่างทางความเชื่อหรือศาสนา มันเป็นส่วนหนึ่งในความเชื่อที่คับแคบซึ่งเราได้ปฏิเสธแล้ว” (วิภาดา กิตติโกวิท แปล, น.230-231)

ผมเห็นว่าโดยแก่นแท้แล้ว “ศาสนาพลเมือง” (civil religion) ของรุสโซนี้แหละคือชาตินิยมที่เน้นเพ่งเล็งเข้ามาที่การประพฤติปฏิบัติตัวของคนภายในชาติ (ในทำนองเดียวกับ “หน้าที่พลเมือง”, “เอกลักษณ์แห่งชาติ” หรือ “ความเป็นไทย” นั่นเอง) และเป็นฐานที่มาแห่งแนวคิด civil religion ของ Robert N. Bellah ซึ่งบันดาลใจโครงการวิจัยเรื่องธรรมวิทยาแห่งพลเมืองของ ศาสตราจารย์สมบัติ จันทรวงศ์ และคณะ ซึ่งทยอยตีพิมพ์ออกมาใน พ.ศ.2555 เช่นงานเรื่อง บทวิพากษ์ธรรมวิทยาแห่งพลเมืองของประกาศกร่วมสมัย : เกษียร เตชะพีระ, ธงชัย วินิจจะกูล, สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ของศุภมิตร ปิติพัฒน์ แห่งคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เป็นต้น

ประเด็นสำคัญที่ผมใคร่นำเสนอในหัวข้อนี้ก็คือ ปัจเจกบุคคลที่จะรักชาติแบบชาตินิยมดังที่ อ.นิธิกล่าวถึงได้ น่าจะเป็นปัจเจกบุคคลแบบประชาธิปไตย (individual ? la democracy) หาใช่ปัจเจกบุคคลแบบเสรีนิยม (individual ? la liberalism) ไม่

บุคลิกลักษณะที่แตกต่างของปัจเจกบุคคล 2 แบบนี้ได้ถูกประมวลนำเสนอไว้ในงานของนอร์แบร์โต บ๊อบบิโอ (ค.ศ.1909-2004) นักปรัชญาการเมืองแนวสังคมนิยมเสรีชาวอิตาลีเรื่องเสรีนิยมกับประชาธิปไตย, บทที่ 9 ปัจเจกนิยมกับอินทรียนิยม หน้า 54-60

บ๊อบบิโอยังชี้ให้เห็นต่อมาว่าในประวัติศาสตร์กู้ชาติอิตาลี มันสะท้อนออกในความแตกต่างระหว่างแนวคิดเสรีนิยมแบบประโยชน์นิยมของคามิลโล เบนโซ เคานต์แห่งคาวัวร์ (ค.ศ.1810-1868 นายกรัฐมนตรีคนแรกของราชอาณาจักรเอกภาพอิตาลี) กับแนวคิดชาตินิยมแบบประชานิยม-ประชาธิปไตยที่ปฏิวัติของจิอูเซ็ปเป มาสซินี (ค.ศ.1805-1872 หัวหอกขบวนการกู้ชาติอิตาลีเป็นเอกภาพ)

(บ๊อบบิโอ, เสรีนิยมกับประชาธิปไตย, บทที่ 14 เสรีนิยมกับประชาธิปไตยในอิตาลี)

ส่วนในบริบทไทยร่วมสมัย ผมคิดว่ามันสะท้อนออกในความแตกต่างระหว่างการสาธกบุคลิกปัจเจกบุคคลแบบเสรีนิยมของอาจารย์ธเนศ วงศ์ยานนาวา กับปัจเจกบุคคลพลเมืองประชาธิปไตยของอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ดังข้อความด้านล่างนี้ :

“คุณอย่าคิดอะไรมาก ประเทศนี้ไม่ใช่ของคุณ อยู่ๆ ไปเถอะ คิดซะว่าเช่าเค้า ทำงานหาเงิน ใช้ชีวิตให้มันมีความสุขไป สิ้นเดือนรับตังค์ แดกข้าว อยากไปเที่ยวไหนก็ไป ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก อยู่ ๆ ไปเหอะ” (คำพูดของธเนศเกี่ยวกับการเมืองไทย อ้างจากข้อความในโพสต์ Facebook ของ ศาสดา ธนาบริรักษ์, October 20, 2014)

ในทางกลับกัน เสกสรรค์ ประเสริฐกุล กล่าวถึงปัจเจกบุคคลพลเมืองแบบประชาธิปไตยและความสัมพันธ์ระหว่างเสรีนิยมกับประชาธิปไตยไว้ในปาฐกถา “เจตนารมณ์ 14 ตุลาฯ” ในงานรำลึก 40 ปี 14 ตุลาฯ 2516 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2556 ว่า :

“สุดท้ายนี้ ผมขออนุญาตยืนยันซ้ำว่าปรัชญาประชาธิปไตยนั้นตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่เห็นว่าสมาชิกของสังคมทุกผู้ทุกนามล้วนมีศักดิ์ศรีความเป็นคนเท่าเทียมกัน ดังนั้น จึงมีเจตนารมณ์ที่มุ่งคัดค้านการเอารัดเอาเปรียบ การครอบงำทางความคิด และการกดขี่ข่มเหงทุกรูปแบบ เพื่อให้อุดมคติแห่งความเสมอภาคปรากฏเป็นจริง

“อย่างไรก็ตาม แค่ต่อต้านการกดขี่อย่างเดียวยังไม่ใช่เงื่อนไขที่เพียงพอสำหรับการสร้างระบอบประชาธิปไตย

“เพราะฉะนั้น ปรัชญาเดียวกันนี้จึงส่งเสริมให้ ประชาชนในฐานะรวมหมู่เป็นเจ้าของอำนาจในการปกครองตนเอง ขณะที่ประชาชนในฐานะปัจเจกมีสิทธิเสรีภาพในการใช้ชีวิตและการแสดงออกทางการเมือง

“กล่าวโดยสรุปรวมความคือ ประชาธิปไตยเป็นแนวคิดที่ทั้งปลดปล่อยและรวมพลังไปพร้อมๆ กัน ด้วยเหตุนี้จุดหมายและวิธีการของประชาธิปไตยจึงแยกออกจากกันไม่ได้ ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวจึงจะเข้าถึงจุดหมายของเสรีภาพ ความเสมอภาคและความเป็นธรรม สังคมประชาธิปไตยไม่ใช่สังคมตัวใครตัวมัน หากเป็นสังคมที่อิสรภาพของบุคคลถูกนำมาเชื่อมร้อยด้วยพันธกิจที่มีต่อส่วนรวม”

และอีกตอนหนึ่งว่า :

“ถ้าเรายอมรับว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเป็นงานสร้างระบอบ และการขยายพลังประชาธิปไตยหมายถึงการเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับประชาชนทุกหมู่เหล่า เราก็คงต้องยอมรับว่าบรรยากาศที่ห้อมล้อมระบอบการเมืองจะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากบรรยากาศเสรีนิยม

“อันที่จริงเสรีนิยมกับประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่สิ่งเดียวกันในทางปรัชญา แต่ต้องอาศัยซึ่งกันและกันจึงจะเกิดผลดี

“เสรีภาพเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสังคมที่มีความหลากหลายทางความคิดและมีความแตกต่างทางด้านผลประโยชน์ แต่เสรีนิยมอย่างเดียวก็ไม่อาจรวมพลังผู้คนหรือยึดโยงสังคมไว้ได้ กระทั่งหมิ่นเหม่ต่อสภาวะแตกกระจายตัวใครตัวมัน

“ส่วนประชาธิปไตยนั้นมีจุดแข็งอยู่ที่กระบวนการสร้างฉันทามติและการรวมพลังของคนจำนวนมากเพื่อบรรลุเป้าหมายของส่วนรวม แต่ก็มีจุดอ่อนอยู่ที่ความแข็งกระด้างในการจัดความสัมพันธ์ระหว่างคนส่วนใหญ่กับปัจเจกบุคคล หรือกลุ่มประชาชนที่เป็นเสียงข้างน้อย กระทั่งบางครั้งอาจจะลื่นไถลไปถึงขั้นลิดรอนสิทธิ์หรือล่วงเกินประชาชนได้

“ด้วยเหตุดังนี้ วิวัฒนาการของประชาธิปไตยในโลกที่เจริญแล้วจึงดำเนินควบคู่มากับลัทธิเสรีนิยมทางการเมืองมาโดยตลอด และในเรื่องนี้ ผมคิดว่าประเทศไทยก็คงต้องเดินหนทางเดียวกัน”

ผมเข้าใจว่าปัจเจกบุคคลที่จะรักชาติแบบชาตินิยมดังที่อาจารย์นิธิกล่าวถึงได้ น่าจะมีบุคลิกทางการเมืองเป็นปัจเจกบุคคลแบบประชาธิปไตยอย่างที่อาจารย์เสกสรรค์บรรยาย มากกว่าเป็นปัจเจกบุคคลแบบเสรีนิยมอย่างที่อาจารย์ธเนศสาธก หรือนัยหนึ่งเป็นพลเมืองชาวอิตาลีในอุดมคติของมาสซินี มากกว่าเป็นพลเมืองชาวอิตาลีในความเข้าใจของคาวัวร์นั่นเอง

ดังแผนภูมิที่ผมทำขึ้นเพื่อประมวลข้อสรุปของบ๊อบบิโอเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างปัจเจกบุคคลสองแบบ ดังนี้ : (ดูแผนภูมิ)

(ต่อสัปดาห์หน้า)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

บทเรียนเอสซีจี วิกฤต และโอกาส (4)
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ