
เหตุปัจจัยอะไรทำให้กรณี “ปฏิรูป” และกรณี”ปรองดอง”กลายมา เป็นเรื่องอึกทึกครึกโครม
ทั้งๆที่เป็นเรื่อง “ค้างปี”
บางคนอาจเห็นว่า กรณี”ปฏิรูป”และกรณี”ปรองดอง”ปรากฏขึ้นอย่างสอดรับกับ “สถานการณ์”
เพราะปี 2560 เป็นจุดเริ่มสำคัญของ “โรดแมป”
ขณะเดียวกัน โดยคำว่า “โรดแมป” ดำเนินไปอย่างสัมพันธ์กับ “การเลือกตั้ง” อย่างแนบแน่น
บาทก้าวของปี 2560 จึงเป็นบาทก้าวแห่ง “โรดแมป”
หากไม่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คงไม่ลงมาเล่นด้วยตนเอง
หากไม่สำคัญ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ คงไม่ลงมาเล่นด้วยตนเอง
แต่ “จุด”และ”ปม”หนึ่งซึ่งไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด
เพราะว่าคนที่เข้ามามีส่วนอย่างสำคัญเป็น ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ต่างหาก
แผน”การตลาด”จึงมากด้วยความ”วิลิศมาหรา”
เหมือนกับ”ดุษฎีบัณฑิต”ที่ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ได้มาจากสหรัฐอเมริกาจะแสดงความเป็น “นักเศรษฐศาสตร์”
อาจเป็นเช่นนั้น
แต่ที่ไม่ควรมองข้าม และไม่ควรลืมอย่างเด็ดขาดก็คือ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ เป็น “นักการตลาด”
เป็น “มือขวา” ของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์
การย้ายจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์มาเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ก็เพื่อการนี้
ไม่ว่าสโลแกนว่าด้วย “ไทยแลนด์ 4.0″จึงอะร้าอร่าม ไม่ว่าสโลแกนว่าด้วย”ปฏิรูป”ประสานเข้ากับ”ปรองดอง”จึงอะร้าอร่าม
เป็น”การเปิดตัว” อย่างมากด้วย”สีสัน”
ไม่ว่าจะนั่งอยู่ที่ “นิด้า” ไม่ว่าจะนั่งอยูที่ “ศศินทร์” บทบาทอันโดดเด่นของ “ดร.” คือบทบาทของ
1 นักคิด และ 1 นักการตลาด
สัมผัสได้จาก “หนังสือ” หลายต่อหลายเล่ม ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
ความเป็น “นักคิด” ทำให้นำเสนอได้อย่าง “กระแทก”ใจ
เมื่อประสานเข้ากับความเป็น “นักการตลาด” ยิ่งทำให้กระบวนการ “ลอนซ์” หรือ “เปิดตัว”ความคิดดำเนินไปอย่างเร้าดึงความรู้สึก
ก่อให้เกิดเป็น “กระแส” ขึ้นมาอย่างคึกคัก
กระนั้น “การตลาด”ก็มิได้ผลุดโผล่ขึ้นอย่างลอยๆและไร้รากฐาน หากแต่สัมพันธ์กับกระบวนการในการบริหารจัดการอย่างแนบแน่น
นั่นก็คือ สัมพันธ์กับ “ประธานเจ้าหน้าบริหาร” สัมพันธ์กับ “CEO”
จะเข้าใจหรือไม่ และลงมือทำได้อย่างไร
