bg-single

เกษียร เตชะพีระ | จินตนาการปลายอุโมงค์

19.07.2019

จินตนาการปลายอุโมงค์ (1)

(เรียบเรียงจากการนำเสนอของผู้เขียนในงานเสวนาเรื่อง “มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจการเมืองไทย : กับดักหรือแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” ในโอกาสครบรอบ 70 ปีการสถาปนาคณะเศรษฐศาสตร์และคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ณ คณะรัฐศาสตร์ มธ. วันที่ 15 มิถุนายน ศกนี้)

ผมขอแบ่งเนื้อหานำเสนอเป็น 4 ประเด็นได้แก่ :

1. วิธีการมองปัจจุบัน-อดีต-อนาคต

2. ความเป็นไปได้และปัญหาในปัจจุบัน

3. บทเรียนจากอดีต

4. จินตนาการในอนาคต

1)วิธีการมองปัจจุบัน-อดีต-อนาคต

สิ่งที่เราเรียกว่า “ปัจจุบัน” นั้น อาจไม่ได้แน่นอนแน่นิ่งเป็นหนึ่งเดียวอย่างที่เราคุ้นชินที่จะคิด

ในบทความที่ตีพิมพ์ออกมาเมื่อ 38 ปีก่อนเรื่อง “Walter Benjamin – Revolutionary Writer” (I), New Left Review, I/128 (July-August 1981), 50-75. (https://newleftreview.org/issues/I128/articles/susan-buck-morss-walter-benjamin-revolutionary-writer-i) Susan Buck-Morss ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านทฤษฎีและปรัชญาการเมือง คณะการปกครอง มหาวิทยาลัยคอร์เนล ได้ชี้ว่าเวลามองปัจจุบัน Walter Benjamin นักปรัชญาและนักวิจารณ์วัฒนธรรมชาวเยอรมันเชื้อสายยิวผู้ปลิดชีพตัวเองขณะหลบหนีการไล่ล่าของพวกนาซี (ค.ศ.1892-1940) เห็นปัจจุบันแยกเป็น 2 อย่าง ได้แก่ :

1. The present-as-given หรือปัจจุบันเชิงประจักษ์อย่างที่ประสบพบเห็นอยู่

2. The present-as-revolutionary-possibility หรือแนวโน้มความเป็นไปได้ของการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงที่ซ่อนแฝงอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเราจะเห็นได้ก็แต่โดยเอามันไปเปรียบตัดทาบกับจินตภาพจากอดีต เพื่อดึงเอาเชื้อมูลแห่งความใฝ่ฝันทะยานอยากถึงยูโทเปียหรือสังคมอุดมคติ มาให้การศึกษาปลุกจิตสำนึกมวลชนให้ตื่นจากปัจจุบันอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ – อันเป็นมรดกตกทอดจากอดีตที่ผู้กดขี่มอบหมายให้ – เพื่อมอมเมากล่อมประสาทให้มวลชนสงบสยบยอม

หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เวลามองปัจจุบัน มันไม่ได้มีเฉพาะ “สิ่งที่เราเห็น” (the present-as-given) เท่านั้น หากยังมี “สิ่งที่เราไม่เห็น” (แนวโน้มความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงที่ซ่อนแฝงอยู่ในปัจจุบัน) กับ “สิ่งที่เราอยากเห็น” (ความใฝ่ฝันทะยานอยากถึงสภาพอุดมคติที่เรามีอยู่จริงในความคิดจิตใจ) ด้วย

และสองสิ่งหลังนี้แหละที่เราพึงใส่ใจ เพราะมันสำคัญทางการเมืองในฐานะ the present-as-revolutionary-possibility

โดยเกี่ยวเนื่องกัน

ผมอยากชวนให้คิดถึงความสัมพันธ์อันยอกย้อนระหว่างอดีตกับอนาคต

ราวสักยี่สิบปีก่อน ผมเคยอ่านบทความหนึ่งในนิตยสาร London Review of Books เกี่ยวกับอดีตและประวัติศาสตร์ (ขออภัยที่จำข้อมูลอ้างอิงเกี่ยวกับบทความนี้ไม่ได้แล้ว) ซึ่งอุปมาอุปไมยเปรียบเปรยว่า คนเราปัจจุบัน – ที่เดินจากอดีตเบื้องหลังสู่อนาคตข้างหน้านั้น – ก็เหมือนกำลังขับรถอยู่

ชั่วแต่ว่ากระจกหน้ารถเราดำมืดทึบหมด เรามองไม่เห็นทางข้างหน้าในอนาคตเลยว่ามีอะไรอยู่บ้าง เราไม่รู้ว่าควรเหยียบเบรก จอด เร่งเครื่อง เลี้ยวไปทางไหน ถอยหลัง หรือกลับรถ ฯลฯ

ที่เราทำได้ก็แค่มองกระจกหลัง สำรวจดูทางที่แล่นผ่านมาในอดีตซึ่งเราพอรู้อยู่บ้าง แล้วนึกคิดสรุปเอาว่าทางข้างหน้าก็คงเหมือนๆ กับทางในอดีตที่ผ่านมานั่นแหละ แล้วหมุนพวงมาลัยบังคับรถไปตามบทเรียนประสบการณ์ความจัดเจนที่แล้วมาของเราเท่านั้นเอง…

การขับรถที่ไม่เห็นทางข้างหน้าในอนาคต ได้แต่มองกระจกหลังดูทางที่ผ่านมาในอดีต แล้วบังคับรถแล่นไปถ่ายเดียว คือชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของคนเราที่มีประวัติศาสตร์ – จะถือว่าได้รับพรสวรรค์/หรือถูกสาปแช่งก็แล้วแต่มุมมอง – ให้เป็นสิ่งมีชีวิตทางประวัติศาสตร์ (historical being) ดังที่คาร์ล มาร์กซ์ บิดาแห่งลัทธิมาร์กซิสต์ (ค.ศ.1818-1883) เคยกล่าวไว้ว่า :

“คนเราสร้างประวัติศาสตร์ของตัวขึ้นเอง ทว่าพวกเขาหาใช่สร้างมันได้ตามใจชอบไม่ พวกเขาไม่ได้สร้างมันภายใต้สภาพการณ์ที่พวกเขาเลือกเอง หากแต่ภายใต้สภาพการณ์ที่ดำรงอยู่แล้วซึ่งมอบหมายและตกทอดมาจากอดีต ประเพณีของคนรุ่นก่อนๆ ผู้วายชนม์ไปแล้วทั้งปวงหน่วงทับสมองของผู้ยังมีชีวิตอยู่ราวกับฝันร้าย” (ผู้เขียนแปลจาก The Eighteenth Brumaire of Louis Bonaparte, 1851-52 https://www.marxists.org/archive/marx/works/download/pdf/18th-Brumaire.pdf)

ก็แลภาพรวมของอดีตที่ผมอยากชี้ชวนให้เหลียวมาข้างหลังเพื่อเล็งแลไปยังปลายอุโมงค์ข้างหน้า – ที่เอาเข้าจริงเรามองไม่เห็นนั้น – ได้แก่แผนภูมิการเปลี่ยนย้ายอำนาจ (power shifts) 3 ครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่นับแต่ราวรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน

กระบวนการเปลี่ยนย้ายอำนาจแต่ละครั้งแต่ละรอบ เริ่มต้นจาก :

– การเปลี่ยนแปลงเติบโตทางเศรษฐกิจขนานใหญ่ในประเทศสืบเนื่องจากการดำเนินนโยบายเปิดประเทศรับกระแสเศรษฐกิจการค้าการลงทุนโลกร่วมสมัย

– ตามมาด้วยการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ในความหมายเกิดกลุ่มคน/ชนชั้นใหม่ หรือกลุ่มคน/ชนชั้นที่ดำรงอยู่มาก่อนขยายจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเกาะเกี่ยวเชื่อมสัมพันธ์กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจข้างต้น จนพวกเขารุ่งเรืองมั่งคั่งขึ้นทางเศรษฐกิจและไต่เต้ายกระดับฐานะสูงขึ้นทางสังคม

– กระทั่งถึงจุดที่กลุ่มคน/ชนชั้นใหม่เหล่านี้พบว่าระเบียบการเมืองการปกครองเดิมที่ผูกขาดครอบงำโดยกลุ่มคน/ชนชั้นปกครองเก่าไม่เอื้ออำนวยให้พวกเขาได้เข้าร่วมส่วนแบ่งปันอำนาจทางการเมืองอีกต่อไป ณ จุดนั้นก็จะเริ่มเกิดการท้าประชันแย่งชิงอำนาจทางการเมืองอย่างดุเดือดยืดเยื้อหลายยกหลายรอบระหว่างกลุ่มคน/ชนชั้นใหม่กับกลุ่มคน/ชนชั้นปกครองเก่า ซึ่งในที่สุดก็จะนำไปสู่การเปลี่ยนระบอบการเมืองการปกครองไปจากเดิม โดยไม่แน่ว่าระบอบใหม่ที่เกิดมาจะต้องเป็นไปตามความมุ่งมาดปรารถนาของกลุ่มคน/ชนชั้นใหม่ล้วนๆ ถ่ายเดียว หากมักออกมาในลักษณะก้ำกึ่งประนีประนอมรอมชอมระดับใดระดับหนึ่งตามดุลกำลังอำนาจที่เป็นจริงระหว่างสองฝ่ายที่เปลี่ยนไป

อนึ่ง หลักหมายเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนย้ายอำนาจรอบแรก จากเจ้านายขุนนางไปสู่ -> ชนชั้นนำในระบบราชการ ได้แก่การปฏิวัติ พ.ศ.2475

หลักหมายของการเปลี่ยนย้ายอำนาจรอบสอง จากชนชั้นนำในระบบราชการไปสู่ -> คนชั้นกลางชาวเมือง ได้แก่การลุกฮือ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 และการลุกฮือพฤษภาประชาธรรม พ.ศ.2535

ส่วนหลักหมายของการเปลี่ยนย้ายอำนาจรอบสาม จากคนชั้นกลางชาวเมืองไปสู่ -> คนชั้นกลางระดับล่างในชนบทและเศรษฐกิจนอกระบบ ได้แก่ กระบวนการขัดแย้งต่อสู้ทางการเมืองสืบเนื่องจากระบอบทักษิณกับฝ่ายต่อต้านที่ดุเดือดยืดเยื้อกว่าทศวรรษมาจนถึงปัจจุบัน

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร