bg-single

บทความพิเศษ : ตั้งพญาสงฆ์ ย้อนเล่าเท่าที่รู้

17.01.2017

หมายเหตุ : อาจารย์กริช ภูญียามา อาจารย์ประจำ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ประเด็นเรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 ก้องกระหึ่มขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับเสียงสวดมนต์ข้ามปี เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติแก้ไขมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.25051 สาระคือต้องการตัดความในวรรคสองและวรรคสามของมาตราดังกล่าวออก

และดังที่ทราบกันอยู่แล้วว่า สองวรรคเจ้าปัญหานี้ถูกเพิ่มเติมเข้ามาโดย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 เนื้อหาเกี่ยวด้วยอำนาจของมหาเถรสมาคมในกระบวนการเสนอชื่อว่าที่สมเด็จพระสังฆราช ตลอดจนคุณสมบัติของผู้ถูกเสนอที่ต้องเป็นสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์

ผลการพิจารณาแบบ 3 วาระรวดเมื่อ 29 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมาคือทำให้ (ร่าง) บทบัญญัติมาตรา 7 ใหม่มีข้อความสั้นๆ ทำนองเดียวกับที่เป็นอยู่ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมในปี พ.ศ.2535 คือ “พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง และให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ”

อนึ่ง สมาชิก สนช. ผู้เสนอ/สนับสนุนร่างกฎหมายข้างต้นชี้แจงถึงเหตุผลของการเสนอแก้กฎหมายในครั้งนี้ นัยว่าเพื่อให้การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ตาม “โบราณราชประเพณี” อย่างที่มีมาในอดีต บางท่านยังกล่าวด้วยว่าแต่เดิมการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชยึด “อาวุโสโดยพรรษา” เป็นเกณฑ์พิจารณา จนกระทั่งเมื่อกฎหมายคณะสงฆ์เปลี่ยนมาใช้หลัก “อาวุโสโดยสมณศักดิ์” ในปี พ.ศ.2535 จึงทำให้เกิดปัญหาขึ้น

เมื่อข้อสนับสนุนทั้งหลายต่างเอ่ยอ้างถึงการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชที่เกิดขึ้นในอดีต จึงสมควรย้อนพินิจถึงกรณีต่างๆ เหล่านี้กันสักครั้ง

นอกจากเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของ “ข้ออ้าง” แล้ว การเหลียวมองอดีตยังอาจทำให้เราเข้าใจปัจจุบันและอนาคตมากขึ้นด้วย

 

สมควรกล่าวในเบื้องต้นว่า ในยุครัตนโกสินทร์สมัยก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475 การพระราชทานตั้งและเลื่อนสมณศักดิ์ให้แก่พระสงฆ์ พระมหากษัตริย์จะทรงพิจารณาวินิจฉัยด้วยพระองค์เองว่า พระสงฆ์รูปใดมีความประพฤติดีปฏิบัติชอบ ประกอบศาสนกิจอันเป็นประโยชน์แก่พระศาสนาและประเทศชาติ จากนั้นจึงทรงตั้งหรือเลื่อนให้ดำรงสมณศักดิ์ชั้นต่างๆ ตามสมควรแก่ฐานานุรูปของพระสงฆ์แต่ละรูป

การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชซึ่งเป็นสมณศักดิ์ชั้นสูงสุดของฝ่ายสงฆ์ในยุคนี้จึงไม่มีกฎเกณฑ์แน่นอนตายตัว หากแต่เป็นไปตามพระราชอัธยาศัยของพระมหากษัตริย์โดยแท้ โดยมักจะเลือกจากพระเถระที่เป็นพระอาจารย์หรือทรงนับถืออยู่

เช่น อาจเป็นพระราชอุปัชฌายาจารย์ พระราชกรรมวาจาจารย์ ในสมัยที่ทรงผนวชบ้าง หรือได้ถวายศาสโนวาทอยู่เป็นนิจบ้าง2

ภายหลังสยามเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy) เมื่อ พ.ศ.2475 ทำให้การใช้พระราชอำนาจในเรื่องต่างๆ ของพระมหากษัตริย์โดยหลักแล้วจะต้องเป็นไปตามคำแนะนำและยินยอมขององค์กรผู้มีหน้าที่โดยตรงในเรื่องนั้น

และบุคคลเช่นว่านี้จะต้องเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเพื่อรับผิดชอบในกิจนั้นๆ แทนองค์พระมหากษัตริย์

ว่าโดยเฉพาะเรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชซึ่งกฎหมายคณะสงฆ์บัญญัติให้เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์แล้ว ทรงถือปฏิบัติตามหลักการของ “ระบอบ” ดังที่กล่าวข้างต้นตลอดมา

เช่นเมื่อครั้งสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 16 ในปี พ.ศ.2508 จะด้วยต้องการถวายพระเกียรติยศหรือเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ มหาเถรสมาคมและคณะรัฐมนตรีเพียงแต่ทูลเกล้าฯ “บัญชีรายชื่อ” สมเด็จพระราชาคณะทั้ง 4 รูปผู้อยู่ในข่ายจะได้รับการสถาปนาแสดงอาวุโสทั้งทางพรรษาและทางสมณศักดิ์ตามลำดับก่อนหลัง โดยมิได้ถวายความเห็นว่าสมควรตั้งผู้ใดเป็นสมเด็จพระสังฆราช ทั้งนี้ เพื่อให้ทรงสถาปนาตามพระราชอัธยาศัย

ไม่นานหลังจากนั้นในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งแจ้งความมายังรัฐบาลให้ดำเนินการประสานขอทราบสังฆทัศนะในเรื่องนี้จากมหาเถรสมาคม3

สุดท้ายรัฐบาลจึงกราบบังคมทูลเสนอชื่อสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อุฏฐายี จวน) วัดมกุฏกษัตริยาราม ให้ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช4

 

เมื่อตามหลักการของ “ระบอบ” คณะรัฐมนตรีมีหน้าที่ต้องถวายความเห็นในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชเช่นนี้

ถามต่อไปว่าแล้วหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติหน้าที่มีอยู่อย่างไร

ข้อสังเกตคือแม้ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมในปี พ.ศ.2535 จะมีบทบัญญัติว่าด้วยการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช แต่ก็เขียนสั้นๆ เพียงว่า “พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช” เท่านั้น มิได้มีกำหนดขั้นตอน วิธีการ ตลอดจน “คุณสมบัติ” ของพระภิกษุผู้จะได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชไว้

แต่แบบแผนที่ปฏิบัติกันมาโดยตลอดคือ กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ (หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในปัจจุบัน) จะประสานกับคณะสงฆ์ เสนอรายชื่อผู้สมควรได้รับการสถาปนาไปยังคณะรัฐมนตรี เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแล้วจึงนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาต่อไป

ประเด็นสำคัญคือเรื่องคุณสมบัติ หากไม่นับสมเด็จพระสังฆราชที่ทรงตั้งขึ้นในสมัยราชาธิปไตยก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ซึ่งเป็นเรื่องอยู่ในพระราชอัธยาศัยโดยแท้แล้ว สมเด็จพระสังฆราชที่พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนา (โดยการถวายความเห็นหรือคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี)

ในยุคประชาธิปไตยล้วนมาจากสมเด็จพระราชาคณะผู้มี “อาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์” ทั้งสิ้น

กล่าวให้เข้าใจง่ายคือได้รับการแต่งตั้งเป็นสมเด็จพระราชาคณะก่อนรูปอื่นๆ นั่นเอง

ครั้งสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 16 ที่ยกมาแล้วเป็นตัวอย่าง เหตุที่สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อุฏฐายี จวน) วัดมกุฏกษัตริยารามได้รับการเสนอชื่อ ก็เพราะท่านมีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะตั้งแต่ปี พ.ศ.2499 ก่อนสมเด็จรูปอื่นในขณะนั้นทั้งหมด

ซึ่งถ้าว่ากันตามอาวุโสโดยพรรษา (บวชก่อน/บวชหลัง) แล้ว ใน พ.ศ.2508 ที่ได้รับการสถาปนานั้นยังมีสมเด็จพระราชาคณะที่มีพรรษาสูงกว่าท่านอีกถึง 2 รูป5

คราวสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 ในปี พ.ศ.2515 ขณะนั้นประเทศไทยปกครองโดยคณะปฏิวัติมี จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นหัวหน้า ผู้เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นประมุขฝ่ายสงฆ์จึงไม่ใช่คณะรัฐมนตรี หากแต่หัวหน้าคณะปฏิวัติเป็นคนเสนอ6

แม้องค์กรผู้เสนอจะเปลี่ยนไปแต่แบบแผนปฏิบัติเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ควรได้รับการสถาปนาก็ยังคงยึดถืออาวุโสโดยสมณศักดิ์เช่นเดิม

กล่าวคือ หัวหน้าคณะปฏิวัติเสนอชื่อสมเด็จพระวันรัต (ปุณฺณสิริ ปุ่น) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม สมเด็จผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช แม้พรรษาของท่านผู้นี้จะอาวุโสเพียงลำดับ 3 จากสมเด็จพระราชาคณะทั้งหมด 4 รูปในเวลานั้น

เช่นเดียวกับเมื่อสถาปนาสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (วาสโน วาสน์) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 18 ใน พ.ศ.2517 คณะรัฐมนตรีทูลเกล้าฯ ถวายนามสมเด็จฯ วัดราชบพิธฯ ให้ทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชเพราะท่านเป็นสมเด็จตั้งแต่ พ.ศ.2506 แม้มิใช่ผู้มีพรรษาสูงสุด แต่ว่าโดยสมณศักดิ์แล้วนับว่ามีอาวุโสกว่าสมเด็จพระราชาคณะรูปใด

ถึงตรงนี้มีเกร็ดอยากเล่าคือ สมเด็จฯ วาสน์ ได้เลื่อนจากชั้นเจ้าคณะรองที่พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ขึ้นเป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2506 พร้อมกับสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ฐิติญาโณ วน) วัดอรุณราชวราราม ที่เลื่อนจากพระธรรมปัญญาบดีเจ้าคณะรองขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะในวันเดียวกัน

ดูเผินๆ เมื่อพระเถระสองรูปนี้ได้รับการสถาปนาในวันเดียวกันจึงน่าจะมีอาวุโสทางสมณศักดิ์เท่ากัน

แต่เหตุที่ต้องนับว่าสมเด็จฯ วาสน์ อาวุโสกว่าเป็นเพราะในการพระราชพิธีสถาปนาท่านเข้ารับพระราชทานพัดยศและสุพรรณบัฏก่อน7

อีกทั้งในพระบรมราชโองการประกาศสถาปนาก็จัดลำดับประกาศนามท่านไว้ก่อนด้วย8 อันถือเท่ากับท่านได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จก่อนมีอาวุโสทางสมณศักดิ์มากกว่าโดยประการฉะนี้

เหตุที่สมเด็จฯ วาสน์ ได้รับการสถาปนาก่อนก็เป็นเพราะท่านขึ้นชั้นเจ้าคณะรองก่อนสมเด็จฯ วน นั่นเอง

กล่าวคือ ได้รับสถาปนาเป็นรองสมเด็จพระราชคณะที่พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ในปี พ.ศ.2500 ขณะที่อีกท่านนั้นได้รับสถาปนาสมณศักดิ์ชั้นเดียวกันให้เป็นที่พระธรรมปัญญาบดี ในปี พ.ศ.2504

 

ที่กล่าวมาทั้งหมดเพียงแต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า ในการปกครองคณะสงฆ์นั้นอาวุโสโดยสมณศักดิ์เป็นเรื่องที่ยึดถือกันเคร่งครัดเพียงใด ซึ่งก็ไม่พึงตำหนิหาว่าพระท่าน “เจ้ายศ” เพราะในราชการฝ่ายบ้านเมืองยึดอาวุโสกันตามตำแหน่งที่ดำรงฉันใด

หากจะยอมรับให้มีราชการฝ่ายสงฆ์ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยก็คงต้องถืออาวุโสกันตามสมณศักดิ์ฐานันดรที่ท่านครองฉันนั้น (เว้นแต่จะเห็นว่าระบบการปกครองคณะสงฆ์ที่พระมีสถานะอย่าง “ข้าราชการ” เช่นนี้เป็นสิ่งไม่พึงมีนั่นก็อีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งต้องแยกพิจารณาออกไปต่างหากจากบทความนี้) เรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการปกครองพระท่านก็ว่าไปตามหลัก “อาวุโส-ภัณเต” ในพระธรรมวินัย เคารพกันตามความแก่อ่อนของพรรษาอยู่แล้ว

แม้กระทั่งการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 เมื่อ พ.ศ.2532 คณะรัฐมนตรีก็ถวายความเห็นว่า สมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฺฒโน เจริญ) วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งมีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ สมควรได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช9

ทั้งที่ท่านมีอาวุโสโดยพรรษาน้อยที่สุดในบรรดาสมเด็จพระราชาคณะทั้ง 6 รูปในขณะนั้น10

 

ที่เล่ามาทั้งหมดคงพอยืนยันได้ถึงการมีอยู่อย่างต่อเนื่องของแบบแผนเกี่ยวกับการทูลเกล้าฯ เสนอชื่อสมเด็จพระราชาคณะเพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง “คุณสมบัติ” ของพระเถระผู้ถูกเสนอที่จะต้องเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่มี “อาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์”

แบบแผนเช่นว่านี้ถูกประพฤติอย่างสม่ำเสมอติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายสิบปีจนเรียกได้ว่าเป็น “ทางปฏิบัติ” (practice)

และบรรดาผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายต่างเห็นพ้องต้องกันว่าการประพฤติปฏิบัติเช่นนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง (opinio juris)

ตำรากฎหมายกล่าวไว้ เมื่อใดเกิดทางปฏิบัติที่ผู้คนเห็นว่าการปฏิบัติตาม “ทาง” ดังกล่าวเป็นสิ่งถูกและจำเป็นต้องทำแล้วไซร้ พึงรู้ไว้เถิดว่าทางปฏิบัติเช่นว่านั้นได้กลายเป็น “กฎหมายประเพณี” (Customary Law) อันมีผลผูกพันผู้เกี่ยวข้องให้ต้องยึดถือตาม

ซึ่งกรณีนี้จะเรียกชื่อให้ฟังดูเป็นไทยว่า “โบราณราชประเพณี” ก็ย่อมได้ เพราะเป็นกฎหมายประเพณีว่าด้วยหลักเกณฑ์การทูลเกล้าฯ ถวายนามสมเด็จพระราชาคณะ เพื่อให้ทรงใช้พระราชอำนาจสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ที่ยึดถือปฏิบัติกันมาหลายทศวรรษแล้ว

ด้วยเหตุนี้ เนื้อหาตามวรรคสองและวรรคสามของมาตรา 7 ที่เพิ่มเติมเข้ามาโดย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 อันเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การเสนอชื่อว่าที่สมเด็จพระสังฆราช ตลอดจนคุณสมบัติของสมเด็จพระราชาคณะที่จะได้รับการเสนอชื่อ จึงมิใช่สิ่งที่กระบวนการนิติบัญญัติในยุคนั้นประดิษฐ์คิดขึ้นอย่างไร้ที่มา

หากแต่เป็นการนำกฎเกณฑ์ที่มีผลบังคับอยู่แล้วในรูปของกฎหมายประเพณีมาบัญญัติเป็นตัวหนังสือให้ชัดเจนเท่านั้น

อนึ่ง การเอาประเพณีมาเขียนเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรเช่นนี้หาได้ทำให้ประเพณีดังกล่าวคลายจาก “ความเป็นกฎหมาย” ที่มีผลผูกพันผู้เกี่ยวข้องให้ต้องปฏิบัติไม่

เพียงแต่เวลาจะยกกฎเกณฑ์ดังว่านี้ขึ้นปรับใช้ นักกฎหมายย่อมอ้างเอาจากที่ปรากฏเป็นตัวหนังสือเพราะเห็นถนัดชัดเจน ซึ่งดีกว่าอ้างจากประเพณีที่เป็นเพียงทางปฏิบัติลอยๆ จับต้องไม่ได้ ก็เท่านั้น

 

และเมื่อมาตรา 7 ใหม่ตาม ร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ที่เพิ่งผ่านการพิจารณาของ สนช. ได้ตัดหลักการในวรรคสองและสามอันเขียนถึงระเบียบแบบแผนว่าด้วยการเสนอชื่อสมเด็จพระราชาคณะเพื่อทรง สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชออกไป

ถามว่าแล้วอย่างนี้สำหรับการเสนอชื่อว่าที่สมเด็จพระสังฆราชในอนาคตจะปฏิบัติกันอย่างไร

หลักการปรับบทกฎหมายสอนกันมาช้านานแล้วว่า “เมื่อสิ้นถ้อยกระทงความ ตามกฎใด ก็จงใช้ประเพณีที่มีมา”11 เมื่อกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่กล่าวถึงกรณีนี้ปลาสนาการไปแล้ว กฎหมายประเพณีเกี่ยวกับเรื่องเดียวกันที่หมดบทบาทลงนับตั้งแต่มีบทบัญญัติลายลักษณ์อักษรใน พ.ศ.2535 ย่อมกลับมาทำหน้าที่ของมันอีกครั้ง

การเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะเพื่อรับพระมหากรุณาธิคุณสถาปนาขึ้นเป็นประมุขแห่งสังฆมณฑล จึงยังคงต้องอาศัยการประสานกันระหว่างฝ่ายสงฆ์คือมหาเถรสมาคมกับฝ่ายบ้านเมืองคือคณะรัฐมนตรี

และแน่นอนว่าคุณสมบัติของผู้ได้รับการเสนอชื่อก็ยังคง ต้องเป็นสมเด็จพระราชาคณะผู้มี “อาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์” ตามประเพณีที่มีมา

หากจะมีผู้แย้งว่า ตีความอย่างนี้ย่อมทำให้ปฏิบัติการแก้มาตรา 7 ผ่าทางตัน ที่ สนช. สู้อุตส่าห์ช่วยกันผลักจนผ่าน 3 วาระรวดเป็นอันไร้ผล

ก็ขอเรียนโดยสัตย์จริงว่า “นิติวิธี” ในการใช้กฎหมายเป็นเช่นนี้

ถ้า สนช. เห็นว่า หลักการเสนอนามว่าที่สมเด็จพระสังฆราชที่ผ่านการประพฤติปฏิบัติจนกลายเป็นกฎหมายประเพณีและภายหลังถูกนำมาเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรตามมาตรา 7 วรรคสองและวรรคสาม เป็นเรื่องพ้นสมัยไม่สมแก่ “เทศกาลบ้านเมือง” ในปัจจุบัน ก็ต้องบัญญัติหลักการใหม่ลงไปให้ชัดในร่างมาตรา 7 ที่แก้ไขเพิ่มเติม เช่น หากเห็นว่าควรใช้ “อาวุโสโดยพรรษา” เป็นหลักในการพิจารณาทูลเกล้าฯ เสนอชื่อแทน “อาวุโสโดยสมณศักดิ์” และกระบวนการควรเป็นเรื่องที่ฝ่ายบ้านเมืองดำเนินการไปเองไม่เกี่ยวกับฝ่ายสงฆ์ ก็อาจบัญญัติความในมาตรา 7 เสียใหม่ว่า

“พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง

ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยพรรษาขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยพรรษาไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรีเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่นผู้มีอาวุโสโดยพรรษารองลงมาตามลำดับ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช”

หรือหากประสงค์ให้การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชเป็นไปตามพระราชอัธยาศัยของพระมหากษัตริย์โดยแท้ กล่าวคือ ทรงริเริ่มใช้พระราชอำนาจนี้ได้ด้วยพระองค์เองโดยไม่ต้องมีผู้ใดกราบบังคมทูลถวายความเห็นหรือคำแนะนำ เช่นเดียวกับพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญในการแต่งตั้งองคมนตรีหรือบรรดาข้าราชการในพระองค์และสมุหราชองครักษ์แล้ว ควรบัญญัติลงไปว่า

“พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง

การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย”12

ปฏิบัติดังนี้กระบวนการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชย่อมจะชัดแจ้งแทงตลอด พลันพลิกดูตัวหนังสือผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายก็รู้ได้ทันทีว่าตนต้องเดินอย่างไรตั้งแต่ต้นจนจบ

แต่ในเมื่อร่างมาตรา 7 ที่ผ่านการพิจารณาของ สนช. มิได้แถลงถึง “กระบวนการ” เสนอชื่อผู้สมควรได้รับสถาปนาเป็นประมุขฝ่ายสงฆ์ ตลอดจน “คุณสมบัติ” ของผู้ที่จะถูกเสนอไว้ให้ชัดเจนดังที่ทราบ กรณีจึงนับเป็นภาวะที่กฎหมายลายลักษณ์อักษร “สิ้นถ้อยกระทงความ” เกี่ยวแก่เรื่องนั้นแล้ว

ด้วยผลแห่งนิติวิธีย่อมทำให้ทั้ง “กระบวนการ” และ “คุณสมบัติ” อันปรากฏตามกฎหมายประเพณีที่มีมาต้องถูกนำมามาบังคับใช้โดยอัตโนมัติ

————————————————-

มาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ความว่า “พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง

ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่นผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช”.

2พระศากยวงศ์วิสุทธิ์, บวรธรรมบพิตร พระประวัติ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก, (กรุงเทพมหานคร : วัดบวรนิเวศวิหาร, 2558), น.87.

3หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, ก/ป7/2508/ศธ.4.8, กระทรวงศึกษาธิการ : กรมการศาสนา : สมเด็จพระสังฆราช, น.80, 84, 127.

4หนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ สร.0504/13625 ลว. 22 พฤศจิกายน 2508 เรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช อ้างถึงใน คณะศิษยานุศิษย์, พระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 16, (ม.ป.ท. : ม.ป.พ., 2509), น. 27-29.

5หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 3, น.78.

6หนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ สร.0404/3537 ลว. 29 มิถุนายน 2515 เรื่อง การทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช อ้างถึงใน ธนิต อยู่โพธิ์, ตำนานสมณศักดิ์พระวันรัต และสมเด็จพระราชาคณะผู้ทรงสมณศักดิ์สมเด็จพระวันรัต ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์, (กรุงเทพมหานคร : คณะศิษยานุศิษย์ จัดพิมพ์ถวาย ในงานฉลองพระชนมายุ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม, 2516), น.175-176, หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, ก/ป4/2515/2, พระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก (ปุ่น ปุณฺณสิริ).

7ภายหลังได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชแล้ว ทรงเล่าถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วยพระองค์เองในพระนิพนธ์เรื่อง “รางวัลในชีวิต” ความตอนหนึ่งว่า “…สมเด็จพระราชาคณะ ที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ได้รับสถาปนาดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช (กล่าวคือ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ญาโณทโย อยู่) วัดสระเกศ สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 15 – ผู้เขียน)พระราชาคณะชั้นรองสมเด็จก็มี 2 รูป เรา 1 กับท่านผู้แก่อาวุโสอีก 1 จะได้เลื่อนชั้นขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระราชาคณะพร้อมในคราวสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เราเป็นผู้อ่อนอาวุโสทางอายุพรรษา แต่มีอาวุโสสูงในด้านสมณศักดิ์ชั้นรองสมเด็จฯ กว่า จึงได้เข้ารับสุพรรณบัฏที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ต่อจากสมเด็จพระสังฆราช ก่อนตำแหน่งสมเด็จพระพุฒาจารย์…” ดู ทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา, พระประวัติ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสนมหาเถระ), (กรุงเทพมหานคร : วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม, 2532), น.73.

8ดู พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช และ สมเด็จพระราชาคณะ ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 80, ตอนที่ 45 ก ฉบับพิเศษ, 13 พฤษภาคม 2506, น.5-6.

9หนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร 0204/4320 ลว. 28 มีนาคม 2532 เรื่อง การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช อ้างถึงใน ราชกิจจานุเบกษา ฉบับจดหมายเหตุพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วันศุกร์ที่ 21 เมษายน พุทธศักราช 2532, เล่ม 108, ตอนที่พิเศษ, 9 กันยายน 2534, น. 187-188.

10หนังสือกระทรวงศึกษาธิการ ลับมาก ด่วนที่สุด ที่ ศธ 0406/13647 ลว. 21 มีนาคม 2532 เรื่อง การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช อ้างถึงใน เพิ่งอ้าง, น.184.

11ในทางวิชาการจึงอธิบายว่า กฎหมายประเพณีถือเป็น “บทสำรอง” (subsidial provision) ของกฎหมายลายลักษณ์อักษร กรณีใดที่กฎหมายลายลักษณ์อักษรมิได้บัญญัติไว้ บทสำรองก็จะทำหน้าที่แทนทันที ดู สมยศ เชื้อไทย, คำอธิบายวิชากฎหมายแพ่ง : หลักทั่วไป, พิมพ์ครั้งที่ 15 (กรุงเทพมหานคร : วิญญูชน, 2551), น.95.

12การบัญญัติด้วยถ้อยคำที่ชัดแจ้งเช่นนี้นับว่ามีความสำคัญยิ่ง เนื่องจากในทางตำราอธิบายว่า ในกรณีที่มิได้ใช้คำว่า “ตามพระราชอัธยาศัย” หรือคำอื่นที่อาจแสดงว่ามีความหมายอย่างเดียวกันแล้ว ย่อมไม่อาจตีความได้ว่าเป็นพระราชอำนาจตามพระราชอัธยาศัย ดู วิษณุ เครืองาม, กฎหมายรัฐธรรมนูญ, พิมพ์ครั้งที่ 3 (กรุงเทพมหานคร : นิติบรรณการ, 2530), น.377-378.



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

บทเรียนเอสซีจี วิกฤต และโอกาส (4)
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ