bg-single

เพ็ญสุภา สุขคตะ : ข้างหลังภาพ “เจ้าดารารัศมี” ในฉลองพระองค์ชุดชนเผ่า

15.08.2019

ประเด็นเรื่องพระฉายาลักษณ์ (ภาพถ่าย) ของ “พระราชชายา เจ้าดารารัศมี” ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ฉลองพระองค์ในชุดชนเผ่า “ปะหล่องต่องสู” นั้น ได้สร้างข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในแวดวงนักวิชาการล้านนามาอย่างยาวนาน

โดยมีความเห็นที่แตกต่างกันสองด้านคือ

ด้านแรก มองว่าพระองค์ทรงเป็น “ต้นแบบของนักสิทธิมนุษยชน” ผู้ไม่รังเกียจชนกลุ่มน้อย

อีกด้านหนึ่งนั้น กลับมองว่า พระองค์ทรงหยิบเอาประเพณีของคนพื้นเมืองไปเป็น “เครื่องแต่งกายแฟนซี” เพียงเพื่อรองรับงานเลี้ยงของชนชั้นสูงแบบสนุกๆ เท่านั้น

ในขณะที่ทุกวันนี้ เสียงเรียกร้องจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีเชื้อสายกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ได้ประกาศขอพื้นที่ให้พวกตนสามารถแต่งกายในชุดของแต่ละชนเผ่าเข้าสภาได้อย่างมี “ศักดิ์” และ “สิทธิ์” ทัดเทียมกับชุดสูทสากล ค่อยๆ ดังขึ้นเป็นระยะๆ

กอปรกับระหว่างวันที่ 8-10 สิงหาคม 2562 นี้ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ก็เตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพสนับสนุนการจัดกิจกรรม “วันชนเผ่าไทย” ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์ให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รวมพลังกันสร้างจิตสำนึก และร่วมประกาศสัตยาบันถึงความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียม

ดังนั้น ภาพถ่ายของเจ้าดารารัศมีในฉลองพระองค์ชุดชนเผ่า จึงเป็นเรื่องที่สมควรหยิบยกมาวิพากษ์กันอีกครั้ง

 

ความเป็นมาแห่ง “ข้างหลังภาพ”

ภาพฉายาลักษณ์กลุ่มนี้หลายท่านคงคุ้นตา เนื่องจากพบค่อนข้างแพร่หลายในลักษณะภาพประกอบหนังสือที่เขียนถึงพระราชประวัติพระราชชายา เจ้าดารารัศมี หลายต่อหลายเล่ม

แต่น้อยเล่มนักที่จะใส่คำอธิบายระบุยืนยันความชัดเจนว่า เจ้าดารารัศมีทรงฉายภาพกลุ่มนี้ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร และทำไม?

คงมีแต่เพียงหนังสือ “เจ้าดารารัศมี” ที่จัดพิมพ์โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2557 เพียงเล่มเดียวเท่านั้น (ปกเขียว) ที่พอจะให้รายละเอียดถึงภาพกลุ่มนี้ไว้บ้าง

คำอธิบายปรากฏในบทความที่มีหัวเรื่องว่า “ผ้าและการแต่งกายอันเกี่ยวเนื่องในพระราชชายา เจ้าดารารัศมี” เรียบเรียงโดย “วสิน อุนจะนำ” ความว่า

“พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ในการแต่งกายแฟนซีเป็นชาวเขาเผ่าปะหล่องต่องสู ในงานราตรีสโมสรต้อนรับจอมพล สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ณ คุ้มเจ้าอุปราช”

แม้ข้อความนี้จะไม่ระบุศักราช และไม่บอกว่าคุ้มเจ้าอุปราชอยู่ที่ไหน แต่ “อาจารย์วรชาติ มีชูบท” ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์และล้านนา ช่วยกรุณาอธิบายเพิ่มเติมให้ดิฉันทราบว่า “กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช” คือใคร มาทำอะไรที่เชียงใหม่ เมื่อไหร่ รวมทั้งใครคืออุปราชเจ้าของคุ้มที่จัดงานแฟนซี ดังนี้

“จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช จเรทหารทั่วไป (พระยศและตำแหน่งสมัยนั้น) เสด็จตรวจราชการทหารมณฑลพายัพ พ.ศ.2459 อันที่จริงเวลานั้น เชียงใหม่ไม่มีเจ้าอุปราชแล้ว เนื่องจากเจ้าอุปราชตนสุดท้ายได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ คือเจ้าแก้วนวรัฐฯ ตั้งแต่ พ.ศ.2455 แล้ว แต่คนทั่วไปยังอาจเรียกคุ้มเจ้าแก้วนวรัฐที่ริมน้ำปิงว่าคุ้มเจ้าอุปราชอยู่”

ได้ข้อสรุปว่า ภาพเหล่านี้ฉายเมื่อปี 2459 ที่คุ้มเจ้าแก้วนวรัฐ ใกล้เจดีย์กิ่วขาว ปัจจุบันกลายเป็นสถานกงสุลอเมริกัน ในคราวที่กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เสด็จขึ้นมาตรวจราชการ อันเป็นห้วงระยะเวลาที่พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ทรงตัดสินพระทัยที่จะประทับ ณ เมืองเชียงใหม่เป็นการถาวรแล้วนับแต่เสด็จนิวัติกลับเมืองเหนือเมื่อปี 2457

 

“ชุดแฟนซี” ในความเข้าใจ
ของชนชั้นสูงคืออะไร

เนื้อหาในหนังสือ “เจ้าดารารัศมี” หน้าเดียวกันนั้น “วสิน อุนจะนำ” ยังตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยว่า

“การแต่งกายแฟนซีเป็นที่นิยมอย่างมากสมัยรัชกาลที่ 5 พระราชชายา เจ้าดารารัศมีได้ทรงนำเอาธรรมเนียมนี้มาใช้ที่เชียงใหม่ด้วย แต่ไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัดว่าพระองค์ได้จัดงานแต่งแฟนซีที่เชียงใหม่กี่ครั้ง…

การแต่งแฟนซีในครั้งนี้ พระองค์ทรงแต่งกายอย่างชาวเขา คือทรงฉลองพระองค์คอวีตัวยาวสีดำ ตกแต่งริมเสื้อด้วยพู่เล็กๆ ทรงผ้าซิ่นสีดำเข้าชุดกัน โพกพระเศียรด้วยผ้าสีดำตกแต่งพู่ยาวทรงปลอกแขนทั้งสองข้าง ประดับพระศอด้วยสร้อยทองคำแบบพม่า

เครื่องแต่งกายแฟนซีที่ทรงนี้ แต่เดิมเข้าใจกันว่าเป็นชุดเผ่ากะเหรี่ยงหรือปกาเกอะญอ แต่ในความเป็นจริงแล้วพระองค์ทรงชุดเผ่าปะหล่องต่องสู ซึ่งเป็นชนเผ่าหนึ่งที่อาศัยหนาแน่นในรัฐฉานของประเทศพม่า

นอกจากนี้ เหล่าข้าราชบริพารของพระองค์ยังนิยมแต่งกายแฟนซีด้วยชุดชาวเขาเผ่าต่างๆ ในล้านนา แสดงให้เห็นถึงความสนพระทัยในเครื่องแต่งกายที่แตกต่างกันออกไปของชาวเขาแต่ละเผ่า นอกจากนี้เมื่อได้คิดค้นการฟ้อนระบำซอยังทรงได้นำเอารูปแบบเครื่องแต่งกายเผ่ากะเหรี่ยงมาเป็นชุดของช่างฟ้อนอีกด้วย”

นิยามของคำว่า “แต่งแฟนซี” “วรรณพร บุญญาสถิตย์” ได้เขียนไว้ในหนังสือ “จอมนางแห่งสยาม : ในสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 6 กับกระแสวัฒนธรรมตะวันตก” ไว้ว่า

“การแต่งแฟนซี หรือแฟนซีเดรส เป็นวัฒนธรรมการรื่นเริงอย่างหนึ่งของตะวันตกที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในราชสำนักไทย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดการแต่งแฟนซีมาก พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้มีการแต่งแฟนซีในวาระต่างๆ เช่น งานปีใหม่ งานสงกรานต์ งานเฉลิมพระชนมพรรษา และงานเลี้ยงฉลองต่างๆ แล้วแต่จะทรงกำหนด ในการแต่งแฟนซีนั้นมีทั้งแต่งตามความคิดของผู้แต่ง และแต่งตามที่ถูกกำหนดให้แต่งโดยวิธีการจับฉลาก”

วรรณพรตั้งข้อสังเกตว่า การเลือกเครื่องแต่งกายเพื่อร่วมงานแฟนซีนั้น ต้องเป็นเครื่องแต่งกายที่ในเวลาปกติผู้แต่งไม่สามารถที่จะสวมใส่ได้ เพราะเป็นชุดหายาก ดูแปลกตา และอาจมีรางวัลสำหรับคนที่แต่งกายแปลกที่สุดอีกด้วย ซึ่งความนิยมในเรื่องแฟนซีนั้นมีสืบทอดมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 6

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใดเลย ที่การขึ้นมาตรวจราชการของกรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดชในปี 2459 เจ้านายฝ่ายเหนือ นำโดยพระราชชายา เจ้าดารารัศมี จึงจัดให้มีการแต่งกายแฟนซีต้อนรับ เพราะแนวคิดเช่นนี้มีมาก่อนแล้วในราชสำนักสยาม ย่อมไม่ใช่ความคุ้นชินของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ที่แม้มีหน้าที่ต้อนรับด้วย อย่างแน่นอน

ประเด็นปัญหามีอยู่ว่า ชุดชนเผ่าปะหล่องต่องสูที่เจ้าดารารัศมีทรงสวมในงานแฟนซีคราวนั้น พระองค์ทรงเลือกสรรมาแค่เห็นว่าแปลกดี เป็นเครื่องมือสร้างความ “เซอร์ไพรส์” ให้แก่ผู้พบเห็น โดยเฉพาะกรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช

หรือว่าลึกๆ แล้ว ทรงสวมเพราะมีความรักความผูกพันต่อวัฒนธรรมพื้นถิ่นของชาติพันธุ์ต่างๆ อย่างแท้จริง

 

ท่ามกลางสถานการณ์
การเหยียดหยามชนกลุ่มน้อย

การจะไปตัดสินว่าพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ฉลองภูษาแฟนซีชุดชาวปะหล่องต่องสูด้วยเหตุผลใดได้ถูกต้องนั้น ควรหันไปดูบริบทด้านการเมืองการปกครองของล้านนาในห้วงเวลานั้นให้รอบๆ ด้าน

เราต้องยอมรับกันก่อนว่า กลุ่มชนชาติพันธุ์ในขณะนั้นถูกเหยียดหยามอย่างรุนแรง สังคมไทยไม่ได้อยู่ในบรรยากาศแบบเปิดพื้นที่ “พหุลักษณ์ทางวัฒนธรรม” เหมือนกับกระแสที่เพิ่งเกิดขึ้นในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา

จากปัญหาสืบเนื่องของผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น “กบฏ” หรือ “ขบถ” ในเหตุการณ์สำคัญของล้านนา อย่างน้อย 3 เหตุการณ์ อันได้แก่ กบฏพญาผาบ (พ.ศ.2432) กบฏเงี้ยวเมืองแพร่ (พ.ศ.2445) และกบฏแห่งราชอาณาจักร ต๋นบุญครูบาเจ้าศรีวิชัย (พ.ศ.2463-2479) ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เงาที่ซ้อนและซ่อนอยู่ภายใต้ความพยายามของชาวสยามที่ต้องการปราบปรามคนกลุ่มนี้โดยยัดเยียดข้อหา “กบฏ” ให้นั้น แท้จริงแล้วยังแฝงด้วยเรื่อง “อคติทางเชื้อชาติ” แทรกปนอยู่อย่างมากตลอดเวลาอีกด้วย

ตัวพญาผาบเองก็เป็นไทขึน ครูบาเจ้าศรีวิชัยเป็นยางแดงผสมยอง ยิ่งกบฏเงี้ยวนั้นไม่ต้องพูดถึง ชื่อที่เรียกยิ่งระบุชัดถึงชาติพันธุ์ไทใหญ่ว่าเป็นพวกแข็งข้อ

นอกจากนี้ ยังพบบันทึกของสมเด็จพระน้องยาเธอในรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 หลายพระองค์ รวมทั้งรายงานการตรวจราชการของขุนนางสยามที่มักกล่าวถึงคนพื้นเมืองในทำนองเดียวกันว่า

“ราษฎรแถบนั้นเป็นคนป่าคนเถื่อน เป็นชาติที่เลว ไม่เหมือนกับคนไทย”

“ลาว (หมายถึงคนไทโยน-ล้านนา) เป็นคนชาติต่ำ ฝึกหัดยาก ดื้อด้าน หยาบช้า”

“วิธีปราบพวกแม้ว พวกเย้า มีทางเดียวคือจับโยนออกไปให้พ้นหัวเมือง”

ฯลฯ เป็นต้น

ท่ามกลางการดูถูกดูแคลนเหยียบย่ำกลุ่มคนชาติพันธุ์ต่างๆ ทั้งที่ราบและดอยสูงที่อาศัยปะปนกันในดินแดนล้านนายุคนั้น น่าจะเป็นคำตอบในตัวเองที่ชัดเจนอยู่แล้วว่า คงไม่สนุกนักที่จู่ๆ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี นึกอยากจะลุกขึ้นเอาชุดปะหล่องต่องสูมาฉลองพระองค์แบบสนุกๆ เพียงเพื่ออวดรสนิยมแฟนซีของพระองค์ต่อเชื้อพระวงศ์สยาม

ดีไม่ดีหากยังมีข้าราชบริพารที่ “หัวโบราณ” ร่วมขบวนตามเสด็จกรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดชมาด้วย ย่อมไม่ปลื้มกับเครื่องแต่งกายแฟนซีในรูปแบบที่ช่วยเปิดเวทีให้ชนกลุ่มน้อยมีที่อยู่ที่ยืนเช่นนั้นด้วยอย่างแน่นอน

และอย่าลืมว่า ปกติชุดแฟนซีที่ราชสำนักสยามนิยมใส่เล่นกันสนุกๆ นั้น มักเป็นชุดที่อิงมาจากวรรณคดี ชาดก เช่น กรณีที่สมเด็จพระบรมวงศ์เธอฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ถูกจับฉลากให้แต่งแฟนซีเป็นชุดฤๅษี ก็ต้องยอมใส่วิกติดเคราปลอมนุ่งห่มหนังเสือ โดยพระองค์ตรัสว่า โชคดีนะที่ไม่จับฉลากได้นางเงือก

หรือกรณีเปิดพื้นที่ให้สตรีที่มีใจเป็นชายได้สวมเครื่องแบบข้ามเพศ เช่น เจ้านายฝ่ายในพระองค์หนึ่งอยากใส่เครื่องแบบทหารมาก จำต้องรอจังหวะเวลาช่วงมีแฟนซีเท่านั้น จึงสามารถหยิบยืมชุดจอมพลของพระเชษฐามาใส่พร้อมเติมหนวดทำท่าตะเบ๊ะอย่างหน้าตาเฉยได้

 

ดังนั้น ความหมายของชุดแฟนซีเมื่อเจ้าดารารัศมีทรงตัดสินพระทัยใส่ที่เชียงใหม่ วัตถุประสงค์จึงน่าจะแตกต่างไปมากแล้วเมื่อเทียบกับครั้งยังเคยสนุกสนานที่วังหลวง

เพราะคราวนี้ไม่มีใครบังคับให้พระองค์ท่านต้องจับฉลาก หรือถูกกำหนดธีมใดๆ แต่ใส่เพราะอยากใส่ ใส่เพราะในชีวิตจริงไม่สามารถใส่ได้ ด้วยชนเผ่าต่างๆ ยังเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ของชนชั้นสูงในสยามอยู่ ดังนั้น หากพระองค์ต้องการประกาศว่ามีจุดยืนเคียงข้างกับคนเหล่านั้น หนทางเดียวที่พอจะทำได้ คือต้องหาโอกาสใส่ในวันที่มีงานแฟนซีเช่นนั้นนั่นเอง

เพื่อสร้างบรรยากาศที่กลมกลืน ไม่มีใครมาจับผิดได้ว่าทำไมจึงไปให้ความสำคัญต่อชาวเขาชาวดอยชนเผ่ามากมายขนาดนั้น



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร