bg-single

เกษียร เตชะพีระ | ประชาธิปไตยใหม่ : ทําไมเสรีประชาธิปไตยจึงเกิดวิกฤต?

23.08.2019

ประชาธิปไตยใหม่ (3)

(เรียบเรียงจากคำบรรยายหัวข้อ “ประชาธิปไตยใหม่และเสรีนิยมใหม่” ในการอบรมโครงการโรงเรียนนักข่าวของศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมืองหรือ TCIJ เมื่อ 14 มิถุนายน ศกนี้)

การแยกข้างของเสรีนิยมกับประชาธิปไตย

ทําไมเสรีประชาธิปไตยจึงเกิดวิกฤต?

หลังจากที่มันรุ่งโรจน์ช่วงหลังสงครามเย็นเมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลาย จีนหันมาเดินแนวทางทุนนิยม ผู้คนพากันปลาบปลื้มระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตยมาก คิดว่านี่คือคำตอบสุดท้ายทางการเมืองของมนุษยชาติ ไม่มีระบอบอื่นใดเป็นคู่แข่งแล้ว

แต่ภายในชั่วเวลา 10 ปีหลังจากนั้น มันเกิดปัญหาขึ้นทั่วโลก ถึงปัจจุบัน เป็นปีที่ 18-19 ติดต่อกันที่องค์การ Freedom House ซึ่งมีหน้าที่วัดปรอทเสรีนิยมและประชาธิปไตยทั่วโลกบอกว่า เสรีนิยมและประชาธิปไตยตกต่ำมาตลอด 19 ปี

คำถามคือมันเกิดอะไรขึ้น?

สิ่งที่เกิดขึ้นคือเสรีนิยมกับประชาธิปไตยมันแยกข้างออกห่างต่างหากจากกัน พอมันแยกข้าง แทนที่คุณจะได้เสรีนิยมประชาธิปไตย คุณได้เสรีนิยมแต่เสียประชาธิปไตยไป มันจึงไม่เป็นประชาธิปไตย (undemocratic liberalism)

ส่วนพวกที่แยกประชาธิปไตยไป คุณก็จะได้ประชาธิปไตย แต่เสียเสรีนิยม (illiberal democracy)

ขอให้ลองดูตัวอย่างทางอเมริกา

ก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะขึ้นสู่ตำแหน่งนั้น สหรัฐอยู่ใต้การปกครองโดยประธานาธิบดีพรรคเดโมแครตติดต่อกันหลายปี มันกลายเป็นสังคมที่ประชาธิปไตยไส้กลวง (hollowed-out democracy)

กล่าวคือ ยอมรับแนวทางเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่เต็มตัว แล้วบรรดาคนงาน คนชั้นกลางในอเมริกาพบว่าภายใต้ระเบียบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ ทุนใหญ่ทั้งหลายหนีไปลงทุนในจีนในเม็กซิโกและที่อื่นๆ ซึ่งอัตราค่าจ้างต่ำกว่าหมด พวกเขากลายเป็นคนตกงาน

กล่าวคือ ถึงแม้สหรัฐจะมีประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งอยู่ แต่ไม่ว่าจะเลือกพรรคเดโมแครตหรือพรรครีพับลิกันขึ้นมาเป็นรัฐบาล ต่างก็เดินตามแนวทางเสรีนิยมใหม่เหมือนกัน ปล่อยให้ทุนหนีไปต่างประเทศตลอดเวลา

ทิ้งให้ผู้คนตกงานอยู่ในอเมริกา

หนักกว่านั้นคือเป็นประชาธิปไตยที่ประชาชนไม่มีโอกาสเข้าไปกำหนดนโยบาย แต่ถูกกำหนดโดยกลุ่มทุนใหญ่ จึงเป็นเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ของชนชั้นนำเท่านั้น

อันนี้คือภาวะก่อนทรัมป์ขึ้นสู่อำนาจที่เรียกได้ว่าเสรีนิยมที่ไม่ประชาธิปไตยหรือ undemocratic liberalism

ทรัมป์ชนะเลือกตั้งขึ้นมาได้เพราะเขาเล่นบทกบฏ

เขาประกาศว่าไม่เอาโลกาภิวัตน์ ไม่เอาเสรีนิยมใหม่ ฐานเสียงคือคนอเมริกันที่ตกงาน ตกชั้นฐานะไป เพราะนโยบายของรัฐบาลก่อนหน้านี้

ทรัมป์ประกาศว่าเขารักคนเหล่านี้ รักคนที่ไม่มีการศึกษา เพราะนี่คือคนที่ถูกรัฐบาลก่อนหน้านี้ทอดทิ้งในแง่เศรษฐกิจ ก็เลยกลายเป็นประชานิยมทางการเมืองหรือ political populism

สังเกตหรือไม่ครับ พอรัฐบาลเดโมแครตก่อนหน้านั้นแยกประชาธิปไตยออกไป เหลือแต่เสรีนิยม มันก็ทำให้ประชาธิปไตยหมดความหมาย เป็นเสรีนิยมที่ไม่ประชาธิปไตยหรือ undemocratic liberalism คือเลือกใครก็ได้นโยบายแบบเก่าหมด ต่างกันไม่มาก

และพอถึงจุดหนึ่งมันก็พลิก

ได้ทรัมป์มาเป็นประธานาธิบดีผ่านการเลือกตั้ง โดยใช้ประชานิยมทางการเมือง

ถึงจุดนั้นคุณกลับได้ illiberal democracy คือประชาธิปไตยไม่เสรี

ทรัมป์มาโดยคนที่ตกรถไฟเศรษฐกิจขบวนเสรีนิยมใหม่ ทรัมป์มาจากกระแสประชาธิปไตย

แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งทรัมป์ก็เริ่มจำกัดสิทธิเสรีภาพของฝ่ายค้านและสื่อมวลชนที่เห็นต่างจากจน

ประเด็นสำคัญตรงนี้ก็คือพอเสรีนิยมกับประชาธิปไตยแยกข้างกันอยู่สักพักมันจะพลิกกลับ กลายไปเป็นอีกฝั่งหนึ่ง พูดอีกอย่างก็คือ ทั้งเสรีนิยมที่ไม่ประชาธิปไตย (undemocratic liberalism) และประชาธิปไตยไม่เสรี (illiberal democracy) ต่างก็ไม่มั่นคงทั้งคู่

พอเสรีนิยมขาดประชาธิปไตยไป มันก็เสรีต่อได้อีกไม่นาน ในทำนองเดียวกันแต่กลับกัน

พอประชาธิปไตยขาดเสรีนิยมไป มันก็ประชาธิปไตยต่อได้อีกไม่นานเช่นกัน

มันจะเสื่อม และนำไปสู่การสูญเสียทั้งเสรีนิยมและประชาธิปไตยทั้งคู่ไปด้วยกัน

มาดูฝั่งไทยในสมัยรัฐบาลนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร บ้าง

ระบอบประชาธิปไตยแต่เดิมของเราเป็นประชาธิปไตยที่อยู่ภายใต้พระราชอำนาจนำ แนวนโยบายโดยทั่วไปของรัฐบาลชุดต่างๆ จะไม่ทำให้คนชั้นสูงเดือดร้อน

จะไม่มีการกระจายงบประมาณและทรัพยากรไปช่วยคนชั้นล่างมากเกินไป แต่พอทักษิณขึ้นมาเป็นนายกฯ ก็กระจายรายได้ สร้างโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน ดึงงบฯ ส่วนกลางกระจายไปให้ชาวบ้านข้างล่าง ทำให้เป็นที่นิยมมาก

พอทำไปได้สักพัก ชนชั้นกลาง ชนชั้นนำก็เริ่มไม่พอใจ วิพากษ์วิจารณ์ว่าแทนที่จะเอางบประมาณไปสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้เศรษฐกิจพัฒนาก้าวหน้าต่อไป กลับเอาไปให้คนบ้านนอกพวกนั้น บ้านเมืองไม่ได้พัฒนา

รัฐบาลทักษิณเอาแต่เห็นแก่คะแนนเสียงเลือกตั้งของตน ฯลฯ

แบบแผนเศรษฐกิจ การเมืองที่เราพอจับเค้าได้ก็คือ ถ้าคุณเดินนโยบายประชานิยมทางเศรษฐกิจ (economic populism) ไปถึงจุดหนึ่ง คุณจะถูกชนชั้นกลางและชนชั้นนำทางเศรษฐกิจที่สูญเสียประโยชน์และโอกาสต่อต้าน แล้วจากนั้นคุณก็จำจะต้องเริ่มจำกัดลิดรอนสิทธิเสรีภาพของฝ่ายค้านเสียงข้างน้อย

และพอเอาไม่อยู่ก็หันไปใช้กระบวนท่าประชานิยมทางการเมือง (political populism) คือปลุกม็อบ แล้วแบ่งประเทศเป็นประชาชนฝั่งเราที่เรียกว่าไพร่ กับพวกชนชั้นนำที่เรียกว่าอำมาตย์ ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นการเมืองจะเดือดพล่านมาก

ในกรณีของทักษิณก็จบลงด้วยรัฐประหาร คปค. 19 กันยายน พ.ศ.2549 ซึ่งทำให้พลิกกลับจาก illiberal democracy (ระบอบทักษิณ = ประชาธิปไตยไม่เสรี) ไปเป็น undemocratic liberalism (ระบอบ คปค. = เสรีนิยมที่ไม่ประชาธิปไตย) คือทำลายประชาธิปไตยลงไป โดยขยายสิทธิเสรีภาพของชนชั้นกลางและชนชั้นนำทางเศรษฐกิจซึ่งคัดค้านระบอบทักษิณ

แต่แล้วระเบียบอำนาจนี้สุดท้ายก็ไม่ยั่งยืนเพราะในที่สุดเสรีนิยมกับประชาธิปไตยต้องการกันและกัน และหลังผ่านการขัดแย้งในแบบแผนทำนองนี้มาราวสิบกว่าปีสุดท้ายประเทศไทยเราก็ไม่ได้ทั้งประชาธิปไตยและเสรีนิยม ดังการปกครองในระบอบ คสช.ที่ผ่านมา

ผมคิดว่าระเบียบการเมืองแบบ คสช. (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) ทำลายทั้งเสรีนิยมและประชาธิปไตย ไม่มีการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม ไม่มีส่วนร่วมของประชาชนในการออกกฎหมาย สิทธิ เสรีภาพ ถูกริบ ลิดรอนไปเรื่อยๆ ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา

เกมประชาธิปไตยใหม่คือการนิยามว่าใครคือประชาชน

เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันได้ว่าประเทศไทยเคยเป็นประชาธิปไตยเต็มตัวหรือไม่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 แต่พูดได้ว่าในหลายสิบปีที่ผ่านมีกระบวนการสร้างประชาธิปไตยให้แผ่กว้างออกไปหรือ Democratization คือประชาชนได้มีอำนาจเพิ่มมากขึ้นๆ ผมอยากเสนอแนะว่าสิ่งแรกที่ควรทำเวลาคิดถึงประชาธิปไตยคือเลิกคิดถึงมันเป็นของสำเร็จรูป (thing) แต่ให้คิดถึงมันเป็นกระบวนการ (process)

หัวใจของประชาธิปไตย (democracy) คือคำว่า ประชาชน (demos) ทว่า “ประชาชน” เอาเข้าจริงเป็นคำกลวงเปล่า (empty signifier) แปลว่ามันอยู่ที่คุณจะแต่งตั้งหรือนิยามใครบ้างให้เป็นประชาชน

ส่วนประชานิยม (populism) เป็นยุทธศาสตร์ทางวาทกรรม (discursive strategy) เพื่อสถาปนาแนวพรมแดนทางการเมืองขึ้นมาระหว่างพวกต่ำต้อยด้อยฐานะกับพวกคณาธิปไตย

ดังนั้น เวลาที่คุณเล่นเกมประชาธิปไตย สิ่งแรกที่คุณควรทำคือต้องนิยามก่อนว่าประชาชนของคุณหมายถึงใครบ้าง? นั่นคือพวกของคุณ ส่วนคนที่ถูกคุณตัดออกไปว่าไม่ใช่ประชาชน นั่นคือปรปักษ์ผู้อยู่ตรงข้ามกับประชาชน ประชานิยมก็คือการเล่นเกมนี้

ยกตัวอย่างเช่น ช่วงพุทธทศวรรษ 2490 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยนิยามประชาชนว่าคือกรรมกร ชาวนา นายทุนน้อย นิสิต นักศึกษา ปัญญาชน ผู้รักชาติรักประชาธิปไตย ถ้าคุณอยู่ในอันหนึ่งอันใดในนี้คุณคือประชาชน พวกที่เหลือ เช่น จักรวรรดินิยมอเมริกา ศักดินานิยม ทุนนิยมขุนนาง คือชนชั้นปกครอง แล้ว พคท.ก็รวมพลังประชาชนทำการปฏิวัติเพื่อโค่นชนชั้นปกครอง จะเห็นได้ว่ามันเริ่มจากการนิยามก่อนว่าใครคือประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประชาธิปไตย เจ้าของอำนาจและใครที่ไม่ใช่ประชาชน

ตัวอย่างในระยะใกล้คือ “ประชาชน 19 ล้านเสียง” ของทักษิณ, “ประชาชน” ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, “มวลมหาประชาชน” ของ กปปส., ประชาชนของพระราชา, “ประชาชน” ที่ถูกอ้างช่วงเลือกตั้งว่าประชาชน 1 คนมี 1 สิทธิ์ 1 เสียง, การหันไปเน้นคำว่า “พลเมือง” แทน “ประชาชน” หรือ “ราษฎร” ของบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ตอนร่างรัฐธรรมนูญ 2558 ฯลฯ

นี่คือตัวอย่างของการกำหนดนิยามของ “ประชาชน” ขึ้นมาใหม่เพื่อรวมพวกและกำหนดปรปักษ์ในระยะใกล้ ซึ่งจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

ถ้าคุณจะเล่นเกมประชาธิปไตยใหม่ คุณเล่นแบบนี้ แทนที่คุณจะปล่อยให้คนอื่นนิยาม คุณควรนิยามเอง หรืออย่างน้อยคุณตั้งคำถามนี้กับคนที่นิยาม “ประชาชน” ทั้งหลาย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร