
ผลสะเทือนจาก “ประชามติ” อันทำให้คะแนน”ความโปร่งใส”ตกต่ำ เสื่อมทรุด
อธิบายได้หลาย “ความหมาย”
จะอธิบายตามหลักธรรมพื้นฐานแห่งพระพุทธศาสนาที่ว่าเป็นไปตาม “กฎแห่งกรรม”ก็ย่อมได้
ทำ”กรรม”ใดย่อมได้อย่างนั้น
กระนั้น คนที่มีส่วนอย่างมากในเรื่อง “ประชามติ” ก็อาจไม่ยอมรับก็ได้ว่า “กรรม”อันตนกระทำก่อนถึงเดือนสิงหาคม 2559 เป็นกรรม”ดี”
แล้วเหตุใดจึงกลายเป็น “ผลเสีย”
ตรงนี้ย่อมนำไปสู่ความเข้าใจและการตีความตามพังเพยของไทยที่ว่า
“รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ”
ประเด็นก็คือ “ประชามติ”น่าจะจบลงในเดือนสิงหาคม 2559 ด้วยชัยชนะอันรุ่งโรจน์
แล้วเหตุใดจึง”ยาว”มาถึงคะแนน”ความโปร่งใส”
ไม่ว่าจะมองจากมุมของ “องค์การความโปร่งใสระหว่างประเทศ” ไม่ว่าจะมองจากมุมของฝ่ายที่”คะแนน”เสื่อมทรุด ตกต่ำ
สรุปได้ว่า มองกัน”คนละมุม”
การสกัดขัดขวางกลุ่มบุคคลที่ไม่ต้องการรับ”ร่างรัฐธรรมนูญ
เป็นบทบาทของ “เจ้าหน้าที่รัฐ” กระทำตามอำนาจของประกาศและคำสั่งโดย”คสช.”
โดยการนำตัว นายวัฒนา เมืองสุข เข้ามทบ.11
โดยการไม่ยอมให้นปช.ที่นำโดย นายจตุพร พรหมพันธ์ จัดตั้ง”ศูนย์ปราบโกง”ได้
“เจ้าหน้าที่รัฐ” ปฏิบัติตามคำสั่ง ประกาศ”คสช.”
บุคคลประเภท นายวัฒนา เมืองสุข บุคคลประเภท นายจตุพร พรหมพันธุ์ ต่างหากที่มีปัญหา
แล้วเหตุใดจึงว่าเป็น “ความไม่โปร่งใส”
กระนั้น หากถือตามบรรทัดฐานแห่ง “องค์การความโปร่งใสระ หว่างประเทศ”
บทบาทของ “เจ้าหน้าที่รัฐ”ต่างหากคือ “ปัญหา”
เพราะสิ่งที่กระทำต่อ นายวัฒนา เมืองสุข ต่อ นายจตุพร พรหมพันธุ์และคณะ เป็นการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพในการแสดออก
โดยเฉพาะที่เรียกว่า “ความเห็นต่าง”
การกระทำโดย”เจ้าหน้าที่รัฐ”จึงเป็นพฤติกรรมที่ไม่โปร่งใสและไม่เป็นประชาธิปไตย
ในที่สุด ก็เข้าสู่มุมมองในทาง “ความคิด”
ความคิด 1 เห็นว่าตัวเองทำถูกต้อง โปร่งใส ความคิด 1 เห็นว่าไม่ถูกต้อง ไม่โปร่งใส
เป็นมุมมองต่างกันในเรื่อง “ประชาธิปไตย”
เป็นมุมมองต่างกันในเรื่อง “เผด็จการ”เมื่อวางเรียงเคียงกับ “ประชาธิปไตย”ในทางสากล
เป็นเรื่องของ”กรรม” เป็นเรื่องของรักสั้น แต่ไม่รักยาว
