bg-single

เกษียร เตชะพีระ | หวังเฉาฮัววิเคราะห์การประท้วงใหญ่ในฮ่องกง

04.10.2019

หวังเฉาฮัววิเคราะห์การประท้วงใหญ่ในฮ่องกง (1)

หวังเฉาฮัว อดีตแกนนำการชุมนุมประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินของจีนเมื่อปี ค.ศ.1989 เป็นหนึ่งในสองนักศึกษาหญิงในบัญชีรายชื่อ “ผู้นำนักศึกษา 21 รายที่ทางการปักกิ่งต้องการตัวมากที่สุด” หลังการปราบปรามนองเลือดครั้งนั้น

ตอนนั้นเธออายุ 36 ปี เป็นนักศึกษาบัณฑิตศึกษาด้านวรรณกรรมจีนสมัยใหม่ ณ สถาบันสังคมศาสตร์ของจีนในกรุงปักกิ่ง

พ่อของเธอเป็นศาสตราจารย์โดดเด่น ณ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ผู้ก่อตั้งสาขาวิชาที่เธอเรียนนั้นเอง
เธอเข้าร่วมเป็นแกนนำการชุมนุมประท้วงที่เทียนอันเหมินโดยบังเอิญขณะไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มเพื่อนนักศึกษาร่วมสถาบัน โดยตัดสินใจกะทันหันขานรับเสียงเรียกร้องจากพวกผู้นำการชุมนุมให้มีตัวแทนนักศึกษาจากสถาบันของเธอในคณะกรรมการประจำของสมาคมอิสระของนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งกรุงปักกิ่ง

ช่วงเวลา 10 วันที่เธอร่วมเคลื่อนไหวอยู่ด้วยนั้น เธอเน้นทำงานด้านการจัดตั้งมากกว่าร่วมชุมนุมโดยตรง
ความที่เธออายุมากกว่าแกนนำนักศึกษาคนอื่นสิบกว่าปี และมีประสบการณ์เคยผ่านช่วงปั่นป่วนวุ่นวายของการปฏิวัติวัฒนธรรมมา ทำให้เธอเล็งเห็นถึงความไม่แน่นอนและความสุ่มเสี่ยงของการชุมนุมของนักศึกษาครั้งนั้นที่รัฐบาลกลางไม่สนับสนุน

เธอไม่เห็นด้วยกับการเข้ายึดจัตุรัสเทียนอันเหมินเป็นที่อดข้าวประท้วงของนักศึกษาเพราะเกรงว่ามันจะยั่วยุให้ทางการตอบโต้อย่างแข็งกร้าวและนำไปสู่การนองเลือดได้

เธอกระทั่งร่ำไห้ในที่ประชุมของปัญญาชนมีชื่อ 12 คนเพื่อขอให้พวกเขาใช้อิทธิพลเกลี้ยกล่อมบรรดานักศึกษาที่อดข้าวประท้วงให้ออกจากจัตุรัสไปเพื่อหลีกเลี่ยงเหตุรุนแรง

ซึ่งปัญญาชนเหล่านั้นก็ทำตามที่เธอขอแต่เกลี้ยกล่อมนักศึกษาที่ประท้วงไม่สำเร็จ

หลังทางการจีนสั่งทหารเข้าปราบปรามสลายการชุมนุม ณ จัตุรัสเทียนอันเหมินจนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อยหมื่นคน (ตามรายงานโทรเลขลับของเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำจีนสมัยนั้นถึงรัฐบาลของตนที่อ้างแหล่งข่าวสมาชิกคณะมุขมนตรีของจีน)

หวังเฉาฮัวต้องหลบหนีซ่อนตัวอยู่นานถึง 9 เดือนในจีนและฮ่องกงโดยตัดขาดการติดต่อกับครอบครัวของตนเพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย

ทำให้เธอไม่รู้ว่าพ่อถึงแก่กรรมระหว่างนั้นจนเธอได้อ่านข่าวหนังสือพิมพ์เอง

ในที่สุดเธอก็เดินทางจากจีนไปลี้ภัย ณ นครลอสแองเจลิส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ.1990

หวังเฉาฮัวปราศรัยต่อผู้ร่วมชุมนุมประท้วง ณ จัตุรัสเทียนอันเหมินปี ค.ศ.1989 & ปัจจุบัน

แรกทีเดียว ชีวิตใหม่ในฐานะผู้ลี้ภัยการเมืองจีนในอเมริกาไม่ได้สะดวกราบรื่นสำหรับหวังเฉาฮัวนัก
เธอดิ้นรนหาเงินเลี้ยงชีพและเรียนต่อด้วยการรับจ้างทำงานในครัวร้านอาหารจีนและดูแลคู่สามีภรรยาวัยชราแลกกับที่พำนักอาศัย

จนกระทั่งด้วยการผลักดันช่วยเหลือและติดต่อแนะนำของบรรดาเพื่อนนักศึกษาและอาจารย์ชาวจีนทั้งในอเมริกาและจีน เธอจึงได้เข้าศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษาในสาขาวิชาภาษาและวัฒนธรรมเอเชียที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ณ ลอสแองเจลิส โดยได้ทุนผู้ช่วยสอนพร้อมทั้งเคลื่อนไหวรณรงค์ทางการเมืองและปัญญาสาธารณะสืบเนื่องจากกรณีนองเลือดเทียนอันเหมิน

หวังเฉาฮัวจบการศึกษาปริญญาโทในปี ค.ศ.1994 และปริญญาเอกในปี ค.ศ.2009 ด้วยดุษฎีนิพนธ์หนา 400 หน้าเรื่อง “Cai Yuanpei and the origins of the may fourth movement: modern Chinese intellectual transformations, 1890-1920” ซึ่งเป็นชีวประวัติทางภูมิปัญญาของไช่หยวนเป่ย (ค.ศ.1868-1940, นักการศึกษาสมัยใหม่คนสำคัญของจีน ผู้เป็นประธานมหาวิทยาลัยปักกิ่งและผู้ก่อตั้งสถาบันวิจัยแห่งชาติจีนหรือ Academia Sinica

ไช่หยวนเป่ยมีผลงานโดดเด่นในการประเมินค่าวัฒนธรรมจีนเชิงพิจารณ์และสังเคราะห์วิธีคิดจีนกับตะวันตกเข้าด้วยกันรวมทั้งแนวคิดอนาธิปไตยด้วย เขาเป็นแกนกลางในการรวบรวมปัญญาชนผู้ทรงอิทธิพลของจีนในขบวนการวัฒนธรรมใหม่และการเคลื่อนไหวสี่ตุลาคมไว้ด้วยกันที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งสมัยนั้น)

หลังเรียนจบ หวังเฉาฮัวทำงานเป็นนักเขียนและนักวิจัยอิสระ เคยทำงานวิจัยอยู่ที่สถาบันในไต้หวันและฝรั่งเศส และมีผลงานวิชาการและความเรียงตีพิมพ์ในวารสารต่างๆ เช่น New Left Review, London Review of Books เป็นต้น

เธอร่วมเขียนและเป็นบรรณาธิการหนังสือรวมข้อเขียนและวิวาทะของปัญญาชนหัวก้าวหน้าและอดีตแกนนำการเคลื่อนไหวเทียนอันเหมินของจีนเรื่อง One China, Many Paths (Verso, 2003)

หนังสือของเธอเล่มใหม่เป็นบันทึกส่วนบุคคลของเธอเกี่ยวกับการประท้วงเพื่อประชาธิปไตยที่จัตุรัสเทียนอันเหมินและข้อคิดสะท้อนว่ามันส่งผลเปลี่ยนแปลงจีนสมัยใหม่ไปอย่างไร เรื่อง The People and the Party : The Tiananmen Conflict of 1989 (Verso)

ซึ่งกำหนดจะตีพิมพ์ออกมาในปีหน้า

ผมได้มีโอกาสติดต่อรู้จักกับหวังเฉาฮัวราวยี่สิบกว่าปีก่อนเมื่อครั้งผมและครอบครัวเพื่อนฝูงช่วยเหลือผู้ลี้ภัยการเมืองชาวจีนฝ่ายค้านคนหนึ่งซึ่งมาพักอาศัยชั่วคราวในเมืองไทยก่อนเดินทางต่อไปลี้ภัยในยุโรปโดยประสานงานกับเธอและพรรคพวกในต่างประเทศ

ผมได้ถือโอกาสสอบถามขอข้อมูลความรู้จากเธอเกี่ยวกับวัฒนธรรมฝ่ายซ้ายของพรรคคอมมิวนิสต์จีนหลังการปลดปล่อย เพื่อตรวจสอบข้อสันนิษฐานของผมว่าอุปลักษณ์ (metaphor) ที่เปรียบเทียบ “พรรคเหมือนแม่” ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยนั้นได้รับอิทธิพลลอกแบบเอาอย่างจีนคอมมิวนิสต์มา
อุปลักษณ์ “พรรคเหมือนแม่” ดำริริเริ่มขึ้นในขบวนการปฏิวัติไทยโดยสหายรวม วงษ์พันธ์ อดีตสมาชิกกรมการเมืองในสมัยสมัชชาครั้งที่สาม (พ.ศ.2504) ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เขาได้ไปศึกษาอบรมและปฏิบัติงานในสาธารณรัฐประชาชนจีนช่วงพุทธทศวรรษที่ 2490 ก่อนกลับมาเคลื่อนไหวปลุกระดมจัดตั้งในชนบทภาคกลางของไทยและถูกจับกุมและสั่งประหารชีวิตด้วยอำนาจมาตรา 17 ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อ 24 เมษายน พ.ศ.2505

หวังเฉาฮัวตอบอีเมลของผมโดยยืนยันด้วยความตื่นเต้นว่าอุปลักษณ์ “พรรคเหมือนแม่” ก็มีในจีนคอมมิวนิสต์ตั้งแต่ก่อนการปฏิวัติวัฒนธรรมเช่นกัน เด่นชัดมากในกรณีวีรชนเหลยเฟิง และข้อสันนิษฐานของผมนับว่ามีมูลเป็นไปได้มากทีเดียว (ดู Kasian Tejapira, “Party as Mother” : Ruam Wongphan and the Making of a Revolutionary Metaphor”, in Caroline S. Hau and Kasian Tejapira, eds., Traveling Nation-Makers : Transnational Flows and Movements in the Making of Modern Southeast Asia, 2011. โดยเฉพาะหน้า 207-08)

ล่าสุด หวังเฉาฮัวได้ตีพิมพ์ความเรียงเรื่อง “Hong Kong v. Beijing” วิเคราะห์ภูมิหลังความเป็นมาในระยะใกล้ทางการเมืองของการลุกฮือประท้วงทางการปักกิ่งระลอกปัจจุบันในฮ่องกง ในนิตยสาร London Review of Books, 41:16 (15 August 2019), 11-12.

ข้อเขียนของเธอมีเนื้อหาชัดเจนเป็นระบบและกว้างขวางพิสดาร ช่วยให้เข้าใจการประท้วงครั้งใหญ่ในฮ่องกงขณะนี้ได้ดีมาก

ผมจึงขอนำมาถ่ายทอดลงคอลัมน์นี้ไปตามลำดับดังนี้ :

“มันเป็นฤดูร้อนในฮ่องกงที่ร้อนลวกยิ่งในทุกๆ ความหมาย การชุมนุมประท้วงขนานใหญ่หลายครั้งได้สั่นคลอนนครแห่งนี้ตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา

การชุมนุมสองครั้งมีผู้คนเข้าร่วมกว่าล้านคนจากจำนวนประชากรทั้งสิ้น 7.4 ล้านคน

การประท้วงมีจังหวะจะโคนเป็นรายสัปดาห์เหมือนดังการประท้วงของพวกเสื้อกั๊กเหลืองในฝรั่งเศสต้นปีนี้
กล่าวคือ ก่อหวอดปั่นป่วนขึ้นทุกวันเสาร์หรือวันอาทิตย์และแผ่ขยายไปรอบนอกของอาณาเขตฮ่องกง
การประจันหน้าระหว่างผู้ประท้วงกับตำรวจมีลักษณะเผชิญหน้ากันแรงกล้าขึ้นทุกทีพร้อมกับช่วงหลายสัปดาห์ที่ล่วงเลยไป และได้มีการวางแผนจัดเหตุประท้วงไว้ล่วงหน้าทุกสุดสัปดาห์ในเดือนสิงหาคมยื่นเหยียดเข้าไปในเดือนกันยายน หลังจากนั้น จะมีการจัดการเลือกตั้งบรรดาสภาเขตและจัดการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติของนครฮ่องกงในปีหน้า ถ้าหากจะมีการต่อสู้รอบตัดสินระหว่างพลังการเมืองฝ่ายต่างๆ ได้แก่ พวกผู้ประท้วง รัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกง สำนักงานประสานงานของรัฐบาลกลางในฮ่องกง และบรรดาเจ้าพ่อของพรรคในปักกิ่งแล้วละก็ มันจะออกมาในรูปแบบใด?

มันจะละม้ายเหมือนการเผชิญหน้าอย่างรุนแรงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปี ค.ศ.1989 หรือไม่

รึว่ามันจะเป็นยุทธการการเลือกตั้ง?

บรรดาการประท้วงในฤดูร้อนนี้ถูกจุดปะทุขึ้นโดยร่างกฎหมายที่รัฐบาลเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนของฮ่องกง

แต่ตอนดิฉันพบบุคคลชั้นนำบางคนในขบวนการหนุนประชาธิปไตยของฮ่องกงที่ไต้หวันเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมศกนี้นั้น พวกเขาบอกดิฉันว่าร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นแค่หนึ่งในประเด็นปัญหาเร่งด่วนหลายประการเท่านั้น ไม่มีใครในหมู่พวกเขาเลยที่คาดการณ์ว่าขั้นตอนใหม่ที่ตื่นตาตรึงใจแห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของฮ่องกงกำลังจะคลี่คลายขยายตัวออกมา…”

(ต่อสัปดาห์หน้า)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร