bg-single

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : อดีตและอนาคตของมหาวิทยาลัย

10.02.2017

หนังสือเล่มใหม่ของ คุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ชื่อ “ปัญญาอนาคต” ตั้งคำถามสำคัญแก่ชีวิต การดำเนินชีวิต และเป้าหมายของชีวิต แก่คนซึ่งจะมีอนาคตกับความเปลี่ยนแปลงของโลกข้างหน้า

คนที่ไม่มีอนาคตอยู่ในความเปลี่ยนแปลงเช่นผม มองปัญญาอนาคตของคุณภิญโญแล้ว อดคิดถึงความเป็นมาในอดีตไม่ได้

เท่าที่ผมเข้าใจ คุณภิญโญชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีทำให้ความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันอยู่ในอัตราเร่ง เร่งเสียจนพ่อแม่กำหนดอนาคตการศึกษาให้ลูกไม่ได้ ไม่ว่าจะเอาผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ, การเมือง หรือสังคมเป็นเป้าหมายทางการศึกษา ก็ไม่มีใครสามารถล่วงรู้อนาคตได้ว่า ทักษะชนิดใดจึงจะนำบุคคลไปสู่ความสำเร็จทางเศรษฐกิจหรือทางอื่นๆ ได้

คุณภิญโญยกตัวอย่างวิชาที่ตนเรียนมาคือนิเทศศาสตร์ ซึ่งเพียงไม่กี่ปีมานี้เองเป็นคณะยอดฮิตที่ใครๆ ก็อยากสอบติด เพราะอย่างน้อยค่าตอบแทนของคนในอาชีพนี้ค่อนข้างสูง ซ้ำยังนำตนเข้าไปสู่เส้นสายเครือข่ายที่อาจให้โอกาสด้านอื่นๆ อีกมาก

แต่ก็อย่างที่รู้ๆ กัน บัณฑิตด้านนี้กำลังตกงาน เพราะโลกของสื่อได้เปลี่ยนไปหมดแล้วด้วยเทคโนโลยีสื่อสังคม ทักษะของนักสื่อสารมวลชนกำลังกลายเป็นทักษะของการซักผ้าด้วยมือ สะอาดอยู่หรอก แต่ไม่จำเป็น

ดังนั้น โลกข้างหน้า (ซึ่งก็แลเห็นได้ในปัจจุบันแล้ว) ที่คุณภิญโญมองเห็น จึงแทบจะไม่เหลือทักษะอะไรที่จำเป็นในการผลิตสินค้าและบริการอีกแล้ว เพราะเทคโนโลยีสามารถเข้ามาทำแทนได้หมด

การศึกษาสำหรับโลกอนาคต จึงเป็นการศึกษาเพื่อการค้นพบตัวเอง นับตั้งแต่เราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เก่งเรื่องอะไรและไม่เก่งเรื่องอะไร ไปจนถึงด้านที่เป็นจิตวิญญาณ

เมื่อผู้คนค้นพบตัวเอง พัฒนาสิ่งที่ตัวเองมีและเป็นขึ้นตามวิถีทางที่ได้ผลมากที่สุด โลกอนาคตจึงเป็นโลกที่หลากหลายด้วยอัตลักษณ์ คนจำนวนมาก (หรือคนส่วนใหญ่ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก) ทำมาหากินกับอัตลักษณ์ของคน ฉะนั้น ไม่มีตลาดใหญ่มหึมาที่คลุมทุกคนทั้งชาติหรือทั้งโลกอีกแล้ว (หากยังมีเหลืออยู่ บริษัทใหญ่ที่คุมเทคโนโลยีย่อมคุมตลาดส่วนนี้หมด) เราต่างต้องแหวกลงไปหาตลาดเฉพาะ ช่องว่างที่กระจายอยู่ในตลาดเต็มไปหมด จะแหวกลงไปได้ก็ต้องค้นพบตนเองเพื่อพัฒนาความเก่งเป็นเลิศของตนเอง และสร้างอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครเข้าไปในสินค้าและบริการของตนเอง

โลกของลูกจ้างจบลงแล้ว

จากนั้นหนังสือ “ปัญญาอนาคต” ก็พาผู้อ่านไปรู้จักคนทั้งในปัจจุบันและอดีต ที่ค้นพบตัวเอง ค้นพบความเลิศทางฝีมือและจิตวิญญาณ ที่มีลักษณะเฉพาะของตนเองอีกหลายคน นับตั้งแต่เจ้าของร้านบาแก็ตในปารีส ซึ่งได้รับรางวัลประจำปี ซึ่งเสนอบาแก็ตที่กินเปล่าๆ ก็อร่อยแล้ว หรือเจ้าของห้องเสื้อชาวอังกฤษที่บุกเบิกแฟชั่นเรียบง่ายขึ้นในเมืองปารีส ให้แตกต่างจากแฟชั่นหรูหราและแฟชั่นเรียบง่ายทั้งหมด, มุซาชิ, ปีเตอร์ ดรักเกอร์ ฯลฯ

นอกจากคุณภิญโญแล้ว ยังมีคนฉลาดๆ ในโลกนี้อีกหลายคนที่คิดอะไรทำนองนี้ แต่คงไม่มีหนังสือของใครที่อ่านง่ายและอ่านเพลินได้เท่าหนังสือของคุณภิญโญ

ส่วนจะจริงหรือไม่นั้นผมไม่ทราบ แต่ที่สำคัญกว่าจริงหรือไม่จริงก็คือ จริงแค่ไหน? ซึ่งผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน เพียงแต่ด้วยเหตุผลตามตรรกะพื้นๆ ก็ต้องยอมรับว่าอย่างน้อยก็จริงบ้างแน่ๆ

และเพราะยอมรับความจริงบ้างนี่แหละ ที่ทำให้ผมอดนึกถึงมหาวิทยาลัยในอนาคตไม่ได้ ความที่เป็นครูเลี้ยงชีพมาทั้งชีวิต
หากเราไม่นิยามมหาวิทยาลัยตามความหมายทางภาษา แต่นิยามตามหน้าที่ มหาวิทยาลัยคือการศึกษาชั้นสูง (ขอย้ำอีกทีนะครับว่าคือการศึกษา ไม่ใช่สถาบันการศึกษา) ที่เรียกว่าชั้นสูงนี้หมายความว่า ทำหน้าที่ยกระดับความรู้รูปธรรมที่ได้จากประสบการณ์มนุษย์ ขึ้นมาสู่ระดับที่เป็นนามธรรม

ในสังคมเผ่ายุคดึกดำบรรพ์ พฤติกรรมการหลบหนีของฝูงกวางฝูงหนึ่ง ทำให้ “มหาวิทยาลัย” (ซึ่งในที่นี้อาจเป็นคนแก่ที่จัดเจนการไล่ต้อนล่ากวางมาก) จับได้ว่า กวางฝูงอื่นๆ ก็มีพฤติกรรมเดียวกัน ภายใต้เงี่อนไขเดียวกัน เกิดความรู้ที่เป็นนามธรรมที่เผ่าเอาไปใช้ประโยชน์ได้ในการอพยพเคลื่อนย้าย

ความรู้ที่ถูกยกระดับขึ้นเป็นนามธรรมให้ประโยชน์ทั้งในทางปฏิบัติ และในการแสวงหาความรู้เพิ่มเติมมากขึ้น ด้วยเหตุดังนั้นผมจึงเชื่อว่าการศึกษาชั้นสูงหรือมหาวิทยาลัยมีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ในทุกสังคม และจะยังคงมีอยู่สืบไปในอนาคต แม้ว่ามหาวิทยาลัยในรูปสถาบันอาจไม่มีอีกแล้วก็ตาม

ถึงจะพูดถึงมหาวิทยาลัยในรูปสถาบัน ก็ต้องไม่ลืมมหาวิทยาลัยในความหมายเชิงหน้าที่ดังที่กล่าวแล้วด้วย

มหาวิทยาลัยทำหน้าที่คือการยกระดับความรู้ขึ้นเป็นนามธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่า หากจัดองค์กรในรูปสถาบันรูปแบบต่างๆ เช่น เป็นห้องสมุดอย่างห้องสมุดอเล็กซานเดรีย, เป็นสำนักอาจารย์ของหมู่สงฆ์อย่างพุทธศาสนาโบราณ, หรือเป็นวัดใหญ่ของสายอาจารย์แบบไทย, เป็นสำนักอาจารย์แบบกรีก, เป็นระบบการสอบที่ต้องไต่เต้าไปทีละขั้นแบบจีน ฯลฯ

มีข้อน่าสังเกตสองสามประการ เมื่อการศึกษาชั้นสูงถูกจัดให้เป็นสถาบันในรูปต่างๆ กระชับขึ้น

ประการแรก มหาวิทยาลัยจะกลายเป็นสถาบันขึ้นมาได้ต้องอาศัยกำลังของรัฐหรือองค์กรศาสนาอุดหนุน โดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตาม ไม่ใช่กำลังทรัพย์เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยกำลังเพื่อรักษาระเบียบภายในของสถาบันด้วย

มหาวิทยาลัยจึงไม่เคยเป็นอิสระจริงหรอกครับ แต่อิสรภาพมีประโยชน์ทั้งแก่มหาวิทยาลัยและแก่ผู้อุดหนุน มหาวิทยาลัยใช้เพื่อสร้างความรู้ใหม่โดยไม่ถูกขัดขวาง ผู้อุดหนุนอ้างความรู้ของมหาวิทยาลัยไปสร้างความชอบธรรมให้แก่อำนาจของตน จะอ้างได้ดีก็ต่อเมื่อทำให้คนทั่วไปเห็นว่ามหาวิทยาลัยเป็นอิสระ

ฉะนั้น มโนภาพว่ามหาวิทยาลัยเป็นอิสระจึงต้องช่วยกันจรรโลงไว้ตลอดไป
ประการต่อมา ลายลักษณ์อักษรกลายเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้ของการทำงาน ทั้งนี้เพราะลายลักษณ์อักษรช่วยให้เก็บรวบรวมและถ่ายทอดความรู้ได้ดีกว่า

ธรรมชาติของความรู้ที่ถูกเก็บในรูปลายลักษณ์อักษร มักเป็นความรู้ที่ยอมรับกันแล้ว (ผมทราบว่ามหาวิทยาลัยมักเก็บหนังสือต้องห้ามด้วย แต่ความรู้ในหนังสือต้องห้ามไม่ถูกต่อยอด จนกว่าจะถูกทำให้เชื่องเสียก่อน)

ดังนั้น ธรรมชาติของมหาวิทยาลัยที่ถูกทำเป็นสถาบันแล้ว จึงมักมีลักษณะอนุรักษนิยมไปพร้อมกัน ช่วยผดุงระบบให้อยู่ต่อไปได้

 

ประการต่อมา หนึ่งในการผดุงระบบคือผลิตบุคลากรให้แก่องค์กรศาสนา หรือรัฐ หรือระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ สถาบันมหาวิทยาลัยผลิตลูกจ้างในรูปแบบต่างๆ มาตั้งแต่โบราณ ยิ่งหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมซึ่งทำให้เกิดเศรษฐกิจแบบใหม่ หน้าที่ผลิตบุคลากรของมหาวิทยาลัยป้อนความต้องการของธุรกิจก็ยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น และทำให้ครูมหาวิทยาลัยได้ค่าตอบแทนสูงขึ้นอย่างมาก

Thomas Piketty จัดให้ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยอยู่ในกลุ่มสิบบนของสถานภาพทางเศรษฐกิจในสังคมตะวันตก (Capital in the Twenty-First Century)

มหาวิทยาลัยจึงเป็นป้อมปราการที่รักษาผลประโยชน์ของคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งไม่ต่างจากกองทัพ ไม่ว่านิเวศทางการเมืองและสังคมจะเปลี่ยนไปอย่างไร ก็ต้องรักษากองทัพและมหาวิทยาลัยเอาไว้

แต่อนาคตที่คุณภิญโญวาดให้เห็นบอกว่า ปราการสถาบันมหาวิทยาลัยกำลังล่มสลายแล้ว ถ้าความรู้ที่ผู้คนพึงแสวงหา คือความรู้ที่มีลักษณะเฉพาะตน นับตั้งแต่ความรู้จักตนเอง และรู้เงื่อนไขเฉพาะของตน หนทางพัฒนาตนเองซึ่งไม่เหมือนกับการพัฒนาคนอื่น ต่างคนต่างต้องค้นหาวิถีทางที่เหมาะแก่ตนเอง การยกระดับความรู้รูปธรรมเป็นนามธรรม ก็ยังมีความจำเป็นอยู่ แต่เป็นความรู้นามธรรมเฉพาะตน

ความรู้เช่นนี้ต้องเรียนเอง โดยไม่มีใครสอนใครได้ จริงอยู่ความรู้นามธรรมที่เป็นสากล เช่นศาสตร์ต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ก็ยังเป็นความรู้ที่มีประโยชน์ในการค้นหาตนเอง แต่หากต้องการกระจายความรู้เช่นนั้นให้ทุกคนเข้าถึงได้สะดวกและเสรี ก็น่าจะจัดในรูปอื่นๆ อีกหลายอย่าง แทนที่จะจัดในรูปมหาวิทยาลัยซึ่งสิ้นเปลืองและอาจมีประสิทธิภาพน้อยกว่าสถาบันอื่น เช่น ทุ่มทุนไปกับ “มิวเซียมสยาม”, (หรือระบบหอสมุดแห่งชาติ, พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ต่างๆ, โรงหนังดูฟรี, ฯลฯ) มิได้ผลดีกว่าหรอกหรือ

ส่วนการสร้างความรู้ใหม่ ทำผ่านสถาบันวิจัยตรงไปตรงมาเลยก็ได้ เพียงแต่สร้างอำนาจการเผยแพร่ผลงานวิจัยให้ได้ผล และได้อย่างกว้างขวาง มิง่ายกว่าทำมหาวิทยาลัยหรอกหรือ

 

มหาวิทยาลัยที่เป็นสถาบันอย่างที่เรารู้จักในปัจจุบันอาจเป็นสิ่งพ้นยุคสมัยไปแล้ว เพราะการผลิตในโลกข้างหน้าต้องการลูกจ้างจำนวนไม่มากนัก โรงเรียนช่างชั้นสูงสำหรับผลิตวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์อาจต้องทำต่อไป (จนกว่าเทคโนโลยีจะสามารถผลิตตัวเองให้ซับซ้อนขึ้นกว่าตัวเองได้) เพื่อจรรโลงเทคโนโลยีให้อยู่ต่อไป และพัฒนาขึ้นมากกว่านี้

แต่ลูกจ้างชนิดอื่น เทคโนโลยีเข้ามาทำแทนหมดแล้ว

การศึกษาของคนรุ่นใหม่ไม่จำเป็นต้องทำในสถาบันการศึกษา แต่อาจทำในวงสนทนาประเภทต่างๆ มีการกำกับบ้าง ไม่มีบ้าง และทำได้ในทุกสถานที่นับตั้งแต่ในโซเชียลมีเดีย, ไปจนถึงร้านกาแฟ, ใต้ร่มไม้, ป้ายรถเมล์, ฯลฯ ทำให้ต้องกลับมาค้นคว้าหาข้อมูลและความคิดให้กว้างขวางขึ้น ผ่านการอ่านหนังสือ, ดูหนัง, การสนทนา หรือการทดลองทำ

มหาวิทยาลัยก็ยังมีอยู่ แต่เป็นมหาวิทยาลัยไร้รูปแบบอย่างที่เคยมีมาในสมัยก่อนจะมีสถาบันที่เรียกว่ามหาวิทยาลัย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร