อะไรบ้างคือจุดอ่อนข้อบกพร่องที่พึงวิจารณ์ในงานเรื่อง ชาวนาการเมือง ของ “แอนดรู วอล์คเกอร์” ?
ในขั้นต้น ผมคิดว่ามีประเด็นที่วอล์คเกอร์พูดไม่หมดและชวนสงสัยใหญ่ๆ อยู่ 2 ประเด็น

1) ขีดจำกัดของรัฐในการอุดหนุดค้ำจุน “ชาวนารายได้ปานกลาง”
วอล์คเกอร์ชี้ออกมาว่าฐานะชาวนารายได้ปานกลางของชาวนาไทยส่วนใหญ่ปัจจุบันธำรงคงอยู่ได้ด้านหลักแล้วโดยอาศัยรัฐมาอุดหนุนจุนเจือกระเตงอุ้มไว้ด้วยมาตรการต่างๆ เพื่อเอาตัวรอดพ้นจากความผันผวนแปรปรวนคุมไม่ได้แน่ของภัยธรรมชาติไม่ว่าฝนแล้งหรือน้ำท่วม รวมทั้งราคาขึ้นลงของพืชผลในตลาดที่เปิดเชื่อมโยงไปถึงตลาดโลก
มาตรการต่างๆ เหล่านี้ เช่น การประกันราคาพืชผล, การจำนำข้าวทุกเมล็ด, การพักชำระหนี้/ดอกเบี้ยชั่วคราว ฯลฯ
นี่แหละที่มักเรียกกันในเมืองไทยว่านโยบาย “ประชานิยม”
ข้อที่น่าใคร่ครวญคือรัฐจะมีงบประมาณมากระเตงอุ้มชาวนารายได้ปานกลางไปได้มากเพียงไร นานแค่ไหน?
เพราะข้อจำกัดที่เกิดขึ้นในทางเป็นจริงต่อนโยบาย “ประชานิยม” นั้นไม่เฉพาะแต่เป็นเรื่องงบประมาณการคลังเท่านั้น หากยังเป็นเรื่องความตึงเครียดขัดแย้งทางการเมืองระหว่างคนชั้นกลางชาวเมืองผู้รู้สึกตนว่าเป็นผู้เสียภาษี/เจ้าของภาษีส่วนใหญ่ กับชาวนารายได้ปานกลางผู้ได้ประโยชน์จากมาตรการดังกล่าว
ดังแสดงออกในการพิพาทขัดแย้งเรื่องนโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ดสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์กับม็อบ กปปส. เป็นต้น
การสิ้นเปลืองงบประมาณไปกับนโยบาย “ประชานิยม” ทำนองนี้ถูกมองว่าเป็นทางอับตันด้านการคลัง ทำให้ไม่เหลืองบประมาณการลงทุนของภาครัฐสำหรับก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และระบบโลจิสติกส์เพื่อประโยชน์ของการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว
เช่น รางรถไฟความเร็วสูง ทางหลวงแผ่นดิน เป็นต้น อันเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนผลักดันแรงงานชาวนารายได้ปานกลางที่กองก่ายกันล้นเกินอยู่ในภาคเกษตร-ชนบท (38.2% ของกำลังแรงงานทั้งหมด) ที่ผลิตภาพต่ำกว่าโดยเปรียบเทียบ (12.1% ของ GDP) ให้หลุดออกไปสู่เศรษฐกิจภาคอื่น เช่น บริการ, อุตสาหกรรม ฯลฯ ที่ผลิตภาพต่อกำลังแรงงานสูงกว่าหลายเท่าตัว
กลายเป็นว่าปัญหาก็จะวนกันไปอยู่อย่างนี้ รัฐต้องคอยอุ้มกระเตงประชากรในภาคเศรษฐกิจที่ผลิตภาพต่ำอยู่อย่างนี้ ไม่มีทางออก

2) ด้านมืดด้านลบ
ของสังคมการเมือง
นอกจากนี้ สังคมการเมือง (political society) ของชาวนาในเอเชียและไทยก็มีลักษณะด้านมืดด้านลบทางการเมืองที่คับแคบเฉพาะท้องที่ (parochialism) และยึดติดผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มเฉพาะถิ่นของตน (particularism)
ซึ่งไม่สอดคล้องต้องตรงและเข้ากันไม่ได้กับคุณค่าสากลสมัยใหม่ที่ครอบคลุมคนทั้งหมดอย่างไม่เลือกหน้าและเท่าเทียม เช่น สิทธิมนุษยชนหรือหลักนิติธรรม เป็นต้น
ดังที่ Nivedita Menon ศาสตราจารย์ด้านทฤษฎีการเมืองแห่งมหาวิทยาลัยเยาวหราล เนห์รู ผู้เขียนบทนำให้หนังสือเล่มหนึ่งของ ปาร์ธา ฌัตเตอร์จี ได้ชี้ไว้เกี่ยวกับแนวคิดสังคมการเมืองของเขาว่า
“ดังที่เราได้พบเห็นกันมาบ่อยเหลือเกินว่า การแทรกแซงแบบสังคมการเมืองอาจออกมาในรูปการตัดสินใจของสภาผู้อาวุโสประจำชุมชนหมู่บ้าน (ที่เรียกว่า “ปัญจายตีราช”) ให้สังหารผู้หญิงที่ถูกหาว่าคบชู้สู่ชายด้วยก็เป็นได้” (Partha Chatterjee, Empire and Nation : Selected Essays, p.14)
และฌัตเตอร์จีก็ระบุยอมรับออกมาเองว่าเมื่อกลุ่มชาวบ้านที่บุกรุกเข้ายึดครองที่ทำกินหรือตั้งหาบเร่แผงลอยขายของริมถนน ร้องขอให้ทางราชการอนุญาตให้ตนทำมาหากินต่อไปนั้น พวกเขาไม่ได้เรียกร้องให้ล้มเลิกหลักกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเอกชนหรือให้ยกเลิกกฎระเบียบใบอนุญาตประกอบการค้าและภาษีการขายแต่อย่างใด
พวกเขาแค่ขอให้ปฏิบัติต่อกรณีของพวกเขาเป็น “กรณียกเว้น” พิเศษจากกฎระเบียบที่ประยุกต์ใช้ทั่วไปเท่านั้นเอง (Chatterjee, Empire and Nation, pp.14-15)

ดังตัวอย่างการวิ่งเต้นใช้เส้นสายแบบชาวบ้านของ “สังคมการเมือง” ในอินเดียที่ฌัตเตอร์จีเล่าไว้ในคำให้สัมภาษณ์แก่ อ.วิริยะ สว่างโชติ แห่งมหาวิทยาลัยมหิดล และ อ.สิริพร สมบูรณ์บูรณะ แห่งมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เมื่อปี พ.ศ.2558 ตอนหนึ่งว่า :
“…ผมขอยกตัวอย่างเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดในหมู่บ้านใกล้ๆ กับศานตินิเกตัน (เมืองที่อยู่ห่างจากโกลกาต้าไปราว 150 กิโลเมตร) ใครบางคนที่นั้นมีลูกสาวที่ป่วย และจำเป็นที่ต้องถูกส่งตัวไปที่โรงพยาบาลเพื่อที่จะรักษาอย่างเร่งด่วน แต่พวกเขาไม่มีเงินมากนัก แล้วพวกเขาจะทำอย่างไรเพื่อที่จะให้ได้เตียงในโรงพยาบาล พวกเขาไปหาผู้นำการเมืองในท้องถิ่นและขอให้ผู้นำการเมืองนั้นไปคุยกับทางโรงพยาบาล
“…หลายคนทำในสิ่งเดียวกันนี้ หรือหากใครในหมู่บ้านต้องการกู้เงินมาสร้างบ้าน หรือทำร้านค้า พวกเขาจะได้เงินกู้จากธนาคารได้อย่างไร เมื่อไร สิ่งที่พวกเขาทำก็คือ ไปพบกับผู้นำการเมืองท้องถิ่นเพื่อให้คุยกับธนาคารเรื่องการกู้เงินจากธนาคาร คุณสามารถพูดกับนักการเมืองว่า คุณช่วยเรื่องเงินกู้ให้ผม ผมเทคะแนนเสียงให้คุณ จะเห็นว่าเรื่องของสังคมการเมือง คือ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันของคนธรรมดา มันไม่ได้เป็นอะไรที่ใหญ่โต แต่ประเด็นน่าสนใจของมันก็คือ ผู้คนในท้องถิ่นพบว่า นักการเมืองไม่อาจปฏิเสธสิ่งที่พวกเขาร้องขอ เพราะพวกเขาจะยังคงต้องการฐานเสียงสนับสนุน หากไม่เช่นนั้น ชาวบ้านก็จะเทคะแนนเสียงให้กับพรรคอื่น มันเป็นเหตุผลง่ายๆ ที่รองรับต้องการกระทำของชาวบ้าน”(http://www.thaiworld.org/th/thailand_monitor/answer.php?question_id=1462)

ส่วนในกรณีไทย นอกจากตัวอย่างทำนองเดียวกันหรือใกล้เคีงมากมายแล้ว ท่าทีที่ชาวบ้านหัวเมืองชนบทตอบรับสนับสนุนนโยบายฆ่าตัดตอนผู้ค้ายาบ้าสมัยรัฐบาลทักษิณอย่างกว้างขวางทั้งที่มีผู้ถูกวิสามัญฆาตกรรมในช่วงการรณรงค์ปราบปราม 3 เดือนแรกถึง 2,275 ราย (ฮิวแมนไรท์วอชท์, “หลุมศพเท่าไรก็ไม่พอ : สงครามยาเสพติด เอชไอวี/เอดส์ และการละเมิดสิทธิมนุษยชน”, 2547, https://www.hrw.org/sites/default/files/reports/thailand0704thwebwcover.pdf) ก็สะท้อนค่านิยมทำนองเดียวกันของ “สังคมการเมือง” ในหมู่ชาวนารายได้ปานกลางของไทย
ความคาดหวังของ แอนดรู วอล์คเกอร์ ที่จะให้สังคมการเมืองของชาวนารายได้ปานกลางของไทยเป็นฐานการเมืองรองรับการพัฒนาไปสู่ระบอบประชาธิปไตยของสังคมไทยโดยรวมในอนาคต (ชาวนาการเมือง, “สังคมการเมืองกับประชาธิปไตย”, น.313-319) จึงไม่ใช่กระบวนการที่น่าจะเป็นไปได้โดยราบรื่นสะดวกดาย
หากยังมีความแตกต่างปะทะต่อสู้ขัดแย้งและปรับเปลี่ยนเรียนรู้ขัดเกลาซึ่งกันและกันภายในสังคมการเมืองเอง และกับสังคมของคนชั้นกลางในเมืองและประชาคมโลก ในด้านแนวคิดความเชื่อค่านิยมอีกมาก
(ต่อตอนจบสัปดาห์หน้า)
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
