bg-single

เกษียร เตชะพีระ : อ่านชาวนาการเมือง (5)

10.02.2017

ตอน 1 2 4

อะไรบ้างคือจุดอ่อนข้อบกพร่องที่พึงวิจารณ์ในงานเรื่อง ชาวนาการเมือง ของ “แอนดรู วอล์คเกอร์” ?

ในขั้นต้น ผมคิดว่ามีประเด็นที่วอล์คเกอร์พูดไม่หมดและชวนสงสัยใหญ่ๆ อยู่ 2 ประเด็น

1) ขีดจำกัดของรัฐในการอุดหนุดค้ำจุน “ชาวนารายได้ปานกลาง”

วอล์คเกอร์ชี้ออกมาว่าฐานะชาวนารายได้ปานกลางของชาวนาไทยส่วนใหญ่ปัจจุบันธำรงคงอยู่ได้ด้านหลักแล้วโดยอาศัยรัฐมาอุดหนุนจุนเจือกระเตงอุ้มไว้ด้วยมาตรการต่างๆ เพื่อเอาตัวรอดพ้นจากความผันผวนแปรปรวนคุมไม่ได้แน่ของภัยธรรมชาติไม่ว่าฝนแล้งหรือน้ำท่วม รวมทั้งราคาขึ้นลงของพืชผลในตลาดที่เปิดเชื่อมโยงไปถึงตลาดโลก

มาตรการต่างๆ เหล่านี้ เช่น การประกันราคาพืชผล, การจำนำข้าวทุกเมล็ด, การพักชำระหนี้/ดอกเบี้ยชั่วคราว ฯลฯ

นี่แหละที่มักเรียกกันในเมืองไทยว่านโยบาย “ประชานิยม”

ข้อที่น่าใคร่ครวญคือรัฐจะมีงบประมาณมากระเตงอุ้มชาวนารายได้ปานกลางไปได้มากเพียงไร นานแค่ไหน?

เพราะข้อจำกัดที่เกิดขึ้นในทางเป็นจริงต่อนโยบาย “ประชานิยม” นั้นไม่เฉพาะแต่เป็นเรื่องงบประมาณการคลังเท่านั้น หากยังเป็นเรื่องความตึงเครียดขัดแย้งทางการเมืองระหว่างคนชั้นกลางชาวเมืองผู้รู้สึกตนว่าเป็นผู้เสียภาษี/เจ้าของภาษีส่วนใหญ่ กับชาวนารายได้ปานกลางผู้ได้ประโยชน์จากมาตรการดังกล่าว

ดังแสดงออกในการพิพาทขัดแย้งเรื่องนโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ดสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์กับม็อบ กปปส. เป็นต้น

การสิ้นเปลืองงบประมาณไปกับนโยบาย “ประชานิยม” ทำนองนี้ถูกมองว่าเป็นทางอับตันด้านการคลัง ทำให้ไม่เหลืองบประมาณการลงทุนของภาครัฐสำหรับก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และระบบโลจิสติกส์เพื่อประโยชน์ของการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว

เช่น รางรถไฟความเร็วสูง ทางหลวงแผ่นดิน เป็นต้น อันเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนผลักดันแรงงานชาวนารายได้ปานกลางที่กองก่ายกันล้นเกินอยู่ในภาคเกษตร-ชนบท (38.2% ของกำลังแรงงานทั้งหมด) ที่ผลิตภาพต่ำกว่าโดยเปรียบเทียบ (12.1% ของ GDP) ให้หลุดออกไปสู่เศรษฐกิจภาคอื่น เช่น บริการ, อุตสาหกรรม ฯลฯ ที่ผลิตภาพต่อกำลังแรงงานสูงกว่าหลายเท่าตัว

กลายเป็นว่าปัญหาก็จะวนกันไปอยู่อย่างนี้ รัฐต้องคอยอุ้มกระเตงประชากรในภาคเศรษฐกิจที่ผลิตภาพต่ำอยู่อย่างนี้ ไม่มีทางออก

2) ด้านมืดด้านลบ
ของสังคมการเมือง

นอกจากนี้ สังคมการเมือง (political society) ของชาวนาในเอเชียและไทยก็มีลักษณะด้านมืดด้านลบทางการเมืองที่คับแคบเฉพาะท้องที่ (parochialism) และยึดติดผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มเฉพาะถิ่นของตน (particularism)

ซึ่งไม่สอดคล้องต้องตรงและเข้ากันไม่ได้กับคุณค่าสากลสมัยใหม่ที่ครอบคลุมคนทั้งหมดอย่างไม่เลือกหน้าและเท่าเทียม เช่น สิทธิมนุษยชนหรือหลักนิติธรรม เป็นต้น

ดังที่ Nivedita Menon ศาสตราจารย์ด้านทฤษฎีการเมืองแห่งมหาวิทยาลัยเยาวหราล เนห์รู ผู้เขียนบทนำให้หนังสือเล่มหนึ่งของ ปาร์ธา ฌัตเตอร์จี ได้ชี้ไว้เกี่ยวกับแนวคิดสังคมการเมืองของเขาว่า

“ดังที่เราได้พบเห็นกันมาบ่อยเหลือเกินว่า การแทรกแซงแบบสังคมการเมืองอาจออกมาในรูปการตัดสินใจของสภาผู้อาวุโสประจำชุมชนหมู่บ้าน (ที่เรียกว่า “ปัญจายตีราช”) ให้สังหารผู้หญิงที่ถูกหาว่าคบชู้สู่ชายด้วยก็เป็นได้” (Partha Chatterjee, Empire and Nation : Selected Essays, p.14)

และฌัตเตอร์จีก็ระบุยอมรับออกมาเองว่าเมื่อกลุ่มชาวบ้านที่บุกรุกเข้ายึดครองที่ทำกินหรือตั้งหาบเร่แผงลอยขายของริมถนน ร้องขอให้ทางราชการอนุญาตให้ตนทำมาหากินต่อไปนั้น พวกเขาไม่ได้เรียกร้องให้ล้มเลิกหลักกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเอกชนหรือให้ยกเลิกกฎระเบียบใบอนุญาตประกอบการค้าและภาษีการขายแต่อย่างใด

พวกเขาแค่ขอให้ปฏิบัติต่อกรณีของพวกเขาเป็น “กรณียกเว้น” พิเศษจากกฎระเบียบที่ประยุกต์ใช้ทั่วไปเท่านั้นเอง (Chatterjee, Empire and Nation, pp.14-15)

ดังตัวอย่างการวิ่งเต้นใช้เส้นสายแบบชาวบ้านของ “สังคมการเมือง” ในอินเดียที่ฌัตเตอร์จีเล่าไว้ในคำให้สัมภาษณ์แก่ อ.วิริยะ สว่างโชติ แห่งมหาวิทยาลัยมหิดล และ อ.สิริพร สมบูรณ์บูรณะ แห่งมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เมื่อปี พ.ศ.2558 ตอนหนึ่งว่า :

“…ผมขอยกตัวอย่างเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดในหมู่บ้านใกล้ๆ กับศานตินิเกตัน (เมืองที่อยู่ห่างจากโกลกาต้าไปราว 150 กิโลเมตร) ใครบางคนที่นั้นมีลูกสาวที่ป่วย และจำเป็นที่ต้องถูกส่งตัวไปที่โรงพยาบาลเพื่อที่จะรักษาอย่างเร่งด่วน แต่พวกเขาไม่มีเงินมากนัก แล้วพวกเขาจะทำอย่างไรเพื่อที่จะให้ได้เตียงในโรงพยาบาล พวกเขาไปหาผู้นำการเมืองในท้องถิ่นและขอให้ผู้นำการเมืองนั้นไปคุยกับทางโรงพยาบาล

“…หลายคนทำในสิ่งเดียวกันนี้ หรือหากใครในหมู่บ้านต้องการกู้เงินมาสร้างบ้าน หรือทำร้านค้า พวกเขาจะได้เงินกู้จากธนาคารได้อย่างไร เมื่อไร สิ่งที่พวกเขาทำก็คือ ไปพบกับผู้นำการเมืองท้องถิ่นเพื่อให้คุยกับธนาคารเรื่องการกู้เงินจากธนาคาร คุณสามารถพูดกับนักการเมืองว่า คุณช่วยเรื่องเงินกู้ให้ผม ผมเทคะแนนเสียงให้คุณ จะเห็นว่าเรื่องของสังคมการเมือง คือ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันของคนธรรมดา มันไม่ได้เป็นอะไรที่ใหญ่โต แต่ประเด็นน่าสนใจของมันก็คือ ผู้คนในท้องถิ่นพบว่า นักการเมืองไม่อาจปฏิเสธสิ่งที่พวกเขาร้องขอ เพราะพวกเขาจะยังคงต้องการฐานเสียงสนับสนุน หากไม่เช่นนั้น ชาวบ้านก็จะเทคะแนนเสียงให้กับพรรคอื่น มันเป็นเหตุผลง่ายๆ ที่รองรับต้องการกระทำของชาวบ้าน”(http://www.thaiworld.org/th/thailand_monitor/answer.php?question_id=1462)

ม็อบชาวนาประท้วงรัฐบาลน.ส.ยิ่งลัษณ์ ชินวัตร ปี2557 หลังรัฐบาลจ่ายเงินค้างจ่ายตามโครงการรับจำนำข้าวปี 56/57 ล่าช้า AFP PHOTO / PORNCHAI KITTIWONGSAKUL

ส่วนในกรณีไทย นอกจากตัวอย่างทำนองเดียวกันหรือใกล้เคีงมากมายแล้ว ท่าทีที่ชาวบ้านหัวเมืองชนบทตอบรับสนับสนุนนโยบายฆ่าตัดตอนผู้ค้ายาบ้าสมัยรัฐบาลทักษิณอย่างกว้างขวางทั้งที่มีผู้ถูกวิสามัญฆาตกรรมในช่วงการรณรงค์ปราบปราม 3 เดือนแรกถึง 2,275 ราย (ฮิวแมนไรท์วอชท์, “หลุมศพเท่าไรก็ไม่พอ : สงครามยาเสพติด เอชไอวี/เอดส์ และการละเมิดสิทธิมนุษยชน”, 2547, https://www.hrw.org/sites/default/files/reports/thailand0704thwebwcover.pdf) ก็สะท้อนค่านิยมทำนองเดียวกันของ “สังคมการเมือง” ในหมู่ชาวนารายได้ปานกลางของไทย

ความคาดหวังของ แอนดรู วอล์คเกอร์ ที่จะให้สังคมการเมืองของชาวนารายได้ปานกลางของไทยเป็นฐานการเมืองรองรับการพัฒนาไปสู่ระบอบประชาธิปไตยของสังคมไทยโดยรวมในอนาคต (ชาวนาการเมือง, “สังคมการเมืองกับประชาธิปไตย”, น.313-319) จึงไม่ใช่กระบวนการที่น่าจะเป็นไปได้โดยราบรื่นสะดวกดาย

หากยังมีความแตกต่างปะทะต่อสู้ขัดแย้งและปรับเปลี่ยนเรียนรู้ขัดเกลาซึ่งกันและกันภายในสังคมการเมืองเอง และกับสังคมของคนชั้นกลางในเมืองและประชาคมโลก ในด้านแนวคิดความเชื่อค่านิยมอีกมาก

(ต่อตอนจบสัปดาห์หน้า)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร