bg-single

อนุสรณ์ ติปยานนท์ : อาหารของราชนิกูล

21.11.2019

ปากะศิลป์ฉบับอ่านใหม่ (4)

ไส้เลือด (อย่างของสมเด็จพระพันวรรษา)

เครื่องปรุง เลือดหมู ไส้ใหญ่หมู ใบผักเป็ดแดง พริกไทย กระเทียม รากผักชี น้ำมันหมู น้ำปลาดี น้ำตาลทราย

วิธีทำ เอาพริกไทย รากผักชี กระเทียม มาตำให้ละเอียด เอาเลือดหมูที่ลวกน้ำร้อนเป็นก้อนแล้วมาสับ เอาพริกไทย กระเทียม ที่ตำนั้นเคล้ากับเลือดหมู น้ำตาลทราย พริกไทย รากผักชี น้ำปลาดี เหยาะลงเล็กน้อย ใบผักเป็ดแดงมาหั่นแล้วเคล้ากับเลือดหมูให้เข้ากันทั่วดี หยิบลงในใบตอง เผาไฟให้สุกชิมดูจืดเค็มพอดีให้จัดเค็มไว้สักหน่อย

เอาไส้ใหญ่หมู เอามันออก ถลกรีด ขูดล้างให้สะอาดหมดจดแล้ว จึงเอาเลือดหมูที่เคล้าประสมไว้ยัดเข้าไปในไส้ใหญ่ดังยัดไส้กรอกนั้น แล้วขดเอาลงลังถึงนึ่งพอสุก

ยกลงจึงเอาใบตองฉีกเป็นฝอยชุบน้ำมันหมูทาให้ทั่ว เอาขึ้นปิ้งพอสุกเหลือง

ยกลงตัดเป็นคำๆ จิ้มน้ำส้มละลายกับน้ำตาล เกลือ กระเทียมและพริกแดง ไปตั้งรับประทานกับข้าวตังปิ้ง

ใช้เป็นเครื่องว่าง

 

มีผู้ถามถึงสมเด็จพระพันวรรษาโดยที่ไม่ทราบว่าท่านเป็นผู้ใด

จึงขออธิบายในนี้ คำว่า พันวรรษา หรือ พันวัสสา หรือ พันวะสา ศัพท์นี้เป็นคำโบราณสำหรับเรียกพระอรรคมเหสีราชเทวีของพระเจ้าแผ่นดินคู่กันกับสมเด็จพระพันปีหลวงซึ่งเป็นพระบรมราชชนนีของพระเจ้าแผ่นดิน

เนื้อความที่ว่าวัสสาหรือวรรษาแปลว่าฤดูฝนหรือปี

และใช้สังขยานำหน้าให้แปลกกันกับปี ซึ่งเป็นที่หมายคำเรียกสำหรับพระบรมราชชนนี พระพันปีหลวงเสียแล้ว จึงได้ใช้โบราณศัพท์แทนปีเนื้อความอันเดียวกัน

สมเด็จพระพันวรรษาที่ออกนามในตำรานี้คือพระบรมราชเทวีอรรคมเหสีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ในสมัยนั้น ตลอดมาจนในรัชกาลที่ 3 เรียกกันว่าสมเด็จพระพันวรรษา คู่กับสมเด็จพระพันปีหลวง

สมเด็จพระพันวรรษานั้นทรงพระนามเดิมว่า เจ้าฟ้าบุญรอด ประสูติในปีกุน นพศก จ.ศ.1139 ที่พาหิรุทยานประเทศ ปีที่ว่างพระมหากษัตริย์ในสยามรัฐมณฑล

เมื่อประสูติแล้วเจ้าคุณพระอัยยิกีชีโพ พระน้องนางในกรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ก็ปรนนิบัติเลี้ยงพระองค์จนทรงพระเจริญในฐานพระมารดาเลี้ยง

ครั้งตั้งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นพระบรมราชธานีเปลี่ยนพระบรมราชวงศ์ใหม่เป็นพระบรมราชจักรีวงศ์ปัจจุบันนี้ พระองค์ก็ได้เป็นพระเป็นสมเด็จพระเจ้าหลานเธอเจ้าฟ้าตามพระมารดา พระองค์เป็นอัจฉริยนารีรัตน์พิเศษพระองค์หนึ่ง ทรงชำนิชำนาญในกิจการของสตรีที่อย่างดี มีปากศิลป์วิธีการช่างทำกับข้าวของกินเป็นเลิศอย่างเอกในเวลานั้น

ข้าหลวงของพระองค์ท่านที่ออกจากสำนักแล้วก็ชำนิชำนาญในการบ้านการเรือนทำกับข้าวของกิน ได้เป็นท่านผู้หญิงและภรรยาทาระผู้มีบรรดาศักดิ์ก็มากหลาย

ในรัชกาลที่ 1 นั้น พระองค์ได้ดำรงตำแหน่งเป็นพระชายาในสมเด็จหน่อพระพุทธเจ้าคือสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร สมเด็จพระบรมโอรสพระองค์ใหญ่ แล้วได้เฉลิมพระราชมณเฑียรเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล รับพระราชบัณฑูรสามัญเรียกกันว่าพระบัณฑูรใหญ่

ครั้นล่วงรัชกาลที่ 1 สมเด็จหน่อพระพุทธเจ้า พระบัณฑูรใหญ่ได้เถลิงถวัลยราชสมบัติสืบสันตติวงศ์เป็นรัชกาลที่ 2 ภายหลังปรากฏพระนามว่าแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระชายาก็ได้ดำรงที่พระอรรคมเหสีบรมราชเทวี เรียกกันว่าสมเด็จพระพันวรรษาตลอดรัชกาลที่ 2 และเสด็จสวรรคตในรัชกาลที่ 3

ในเวลาที่ดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระพันวรรษานั้นได้ทรงปฏิบัติราชการในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยในปากะศิลป์กิจการเครื่องต้นเป็นอย่างพิเศษในเวลานั้น ได้ทรงประดิษฐ์แผลงวิธีทำกับข้าวของกินหลายอย่างต่างประการ ทั้งชักนำปากะศิลป์กับข้าวของกินต่างประเทศที่จะสืบเสาะหาได้ในสมัยนั้นมาดัดแปลงให้ดีพิเศษขึ้นหลายอย่าง ตกลงเป็นกับข้าวของกินสำหรับบ้านเมือง

เพราะฉะนั้น พระองค์จึงได้เป็นครูมีพระนามปรากฏในการบริหารคฤหสถานและกระทำกับข้าวของกินปรากฏพระนามตลอดมา

มีความเล่าสืบกันมาเป็นต้นว่าข้าวเหนียวสีโสกั้นใช้ข้าวที่กำลังเป็นน้ำนมแก่อยู่ ทรงแจกให้พวกข้าหลวงคนละถ้วยน้ำนมผ่าเปลือกออกจนกว่าจะพอตั้งเครื่อง เพราะจะตำหรือแกะเมล็ดข้าวก็จะหัก และก็เป็นสีโสกอยู่ในตัวด้วย

ขนมจีนนั้นพวกข้าหลวงหมอบตำเครื่องอยู่ พระองค์ท่านก็ทรงประทับอยู่บนพระแท่น นานๆ จึงทรงหยอดกะทิครั้งหนึ่ง แล้วก็ตำไปอีกจนกว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยบรรทมตื่นจึงจะปรุง

พริกที่จะตำน้ำพริกนั้นใช้พริกสวนนอกทรงหักดมดูทุกเม็ด เม็ดไหนต่อมกลิ่มหอมจึงจะทรงใช้ ฯลฯ

 

แม่ครัวหัวป่าก์ บริเฉท 8 เล่มสาม
ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์

ในหมู่ช่างฝีมือไทยดูเหมือนจะไม่มีไม่รู้นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยามหรือ “สมเด็จครู” ในการช่างไทยอันได้แก่ “สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์”

แต่ในหมู่พ่อครัว แม่ครัวไทย ดูเหมือนจะรู้จักแม่ครัวใหญ่แห่งกรุงสยามหรือ “สมเด็จครู” ในการครัวไทยอันได้แก่ “สมเด็จพระพันวษา หรือ สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี” น้อยเต็มที ทั้งที่ในตำราแม่ครัวหัวป่าก์ ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ได้นำเสนอเมนูอาหารของสมเด็จฯ และพระประวัติของสมเด็จฯ แทรกอยู่ตามบทต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

พระประวัติของ “สมเด็จพระพันวษา” หรือ “แม่ครัวใหญ่แห่งกรุงสยาม” ทำให้อาหารที่ถูกปรุงจากท่านและข้าราชบริพารของท่านถูกเรียกเหมารวมในเวลาต่อมาว่าเป็นอาหารสำรับหรือ “ตำรับชาววัง” โดยเป็นที่ยอมรับกันว่าอาหารตำรับชาววังนั้นขึ้นชื่อในความพิถีพิถัน ความละเอียด ประณีตบรรจง และถือว่าเป็นอาหารที่ต้องถูกประดับประดาและตกแต่งอย่างงดงามแตกต่างจากอาหาร “ตำรับชาวบ้าน” ที่มุ่งเน้นไปที่การกินให้อิ่มท้องโดยไม่ยึดถือความงามของรูปลักษณ์อาหารเป็นเรื่องสำคัญเท่าใดนัก

ตำราแม่ครัวหัวป่าก์น่าจะเป็นตำราอาหารฉบับแรกที่พยายามเผยให้เห็นถึงความซับซ้อนยุ่งยากรวมถึงความประณีตบรรจงในการทำอาหารของราชสำนัก

นอกจากการอ้างอิงถึงสำรับอาหารหรือเมนูอาหารของสมเด็จพระพันวรรษาแล้ว การเล่าประวัติของอาหารจำนวนมาที่ถูกคิดค้นขึ้นพระบรมวงศานุวงศ์นั้นปรากฏอยู่ในหลายที่ อาทิ สำรับ “ขนมค้างคาวเจ้าครอกทองอยู่ ขนมไส้หมู (ขนมจีบ) เจ้าครอกวัดโพธิ์”

โดยท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ได้เล่าถึงประวัติของราชนิกูลทั้งสองประกอบเมนูดังกล่าวไว้ว่า

 

“เจ้าครอกทองอยู่นี้เป็นชายาของกรมพระราชวังบวรพิมุข วังหลังครั้งกรุงธนบุรี เป็นท่านผู้หญิงอยู่เมืองนครราชสีมา เพราะสวามีของท่านเป็นผู้ว่าราชการเมืองและเป็นพระราชภาคิไนยในรัชกาลที่ 1 ซึ่งเป็นพระโอรสองค์ใหญ่ในสมเด็จพระพี่นางเธอพระองค์ใหญ่ กรมสมเด็จพระเทพสุภาวดี เมื่อสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นบรมราชธานีมหานคร ประดิษฐานพระบรมราชวงศ์นี้ขึ้นแล้ว พระยาสุริยอภัยมีความชอบในราชการมาก ตั้งพระบรมราชวงศ์ใหม่แล้ว ในรัชกาลที่ 1 จึงได้ทรงสถาปนาให้เป็นสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าทองอินทร์ กรมพระอนุรักษเทเวศ ภายหลังเลื่อนพระยศดำรงเป็นกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข ภายหลังท่านผู้หญิงซึ่งเป็นชายาใหญ่ของท่านพลอยเป็นเจ้านายไปด้วย เรียกกันว่าเจ้าครอกทองอยู่ เป็นเจ้าทางสะใภ้ที่ทำขนมค้างคาวอย่างดีมาแต่เดิม”

ขนมไส้หมูนั้นเล่าซึ่งแปลงมาเป็นขนมจีบ เจ้าครอกวัดโพธิ์เป็นผู้ประดิษฐ์ทำฝีมือดีแต่เดิมมา เจ้าครอกวัดโพธิ์พระองค์นี้ นามเดิมว่า “กุ” เป็นขนิษฐภคินีในปฐมรัชกาล ครั้งกรุงทวารวดียังปรกติอยู่นั้น ท่านได้ทำการอาวาหะวิวาหะมงคลกับหม่อมมุข บุตรสมเด็จเจ้าพระยามหาสมบัติในกรุงศรีอยุธยาโบราณ และเป็นพี่ชายเจ้าพระยาพลเทพ (ทองอินทร์) ครั้นกรุงรัตนโกสินทร์เป็นพระมหานครแล้ว จึงทรงสถาปนาหม่อมมุขเป็นกรมหมื่นนรินทร์บริรักษ์ เจ้าต่างกรมทางเขย ตั้งวังอยู่ที่ท้ายพระบรมราชวังจ้างวัดโพธาราม ที่เป็นอุโบสถพระนอนวัดเชตุพนเดี๋ยวนี้ จึงเรียกชายาของท่านว่า “เจ้าครอกวัดโพธิ์”

ครั้นในรัชกาลที่ 4 จึงทรงสถาปนาพระอัฐิเจ้าครอกวัดโพธิ์เป็นพระเจ้าอัยยิกาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวีฯ

 

ขนมค้างคาวเจ้าครอกทองอยู่

เครื่องปรุง แป้งขนมจีบ เจือถั่วทอง มะพร้าว กุ้งนาง ใบมะกรูด น้ำมันหมู เกลือ พริกไทย

วิธีทำ เอาถั่วทองคั่วพอหอม เลาะเปลือกด้วยหม้อตาลให้หมด จึงเอามาโม่ให้ละเอียดผสมกับแป้งขนมจีบคนละส่วน ปั้นตัวประมาณหัวแม่มือเขื่องๆ จึงตักไส้กรอกลงในรูที่เหลือไว้นั้น แป้งชุบนั้นเอาแป้งขนมจีบละลายเข้ากับหัวกะทิ เอาเกลือเดาะนิดหนึ่ง เอาน้ำมันหมูหรือน้ำมันมะพร้าวเทลงในกระทะตั้งให้ร้อน เดาะเกลือนิดหน่อยสำหรับชุบ จึงเอาขนมที่ปั้นไว้ชุบแป้งนั้นทอดลงจนเหลือง

ตักบรรจุชามหรือจานไปตั้งให้รับประทาน

 

ขนมไส้หมูหรือขนมจีบเจ้าครอกวัดโพธิ์

เครื่องปรุง มันหมู กุ้ง ถั่วลิสง หอม กระเทียม รากผักชี พริกไทย เนื้อหมู แป้งขนมจีบ

วิธีทำไส้หมู เอามันหมูและเนื้อหมู กุ้งนาง หั่นชิ้นสีเหลี่ยมเล็กๆ หัวหอมหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เท่าชิ้นหมู กระเทียมแห้งปอกเปลือกทุบให้แตก จึงเอารากผักชีหั่นให้ละเอียดตำลงกับพริกไทยและกระเทียมแห้งให้ละเอียด ถั่วลิสงคั่วป่นให้ละเอียด เอามันหมูที่หั่นไว้ลงคนในกระทะจนน้ำมันออกหมด ตักน้ำมันขึ้นเสียบ้าง เหลือไว้แต่พอควร กากหมูก็ตักขึ้น เอากระเทียมเจียวลงจนเหลืองตักขึ้น จึงเอารากผักชีที่ตำไว้ผัดจนหอม จึงเทเนื้อหมู กุ้ง หอม ที่หั่นไว้ผัดไปด้วยกัน น้ำปลาดี น้ำตาลทราย เหยาะลงผัดไปด้วยกันพอทั่ว ชิมดูรสจืดเค็มเติมลงตามชอบรับประทาน อย่าผัดให้นานนัก ถ้าแห้งไปไส้จะแข็ง เมื่อชิมดูดีแล้ว จึงเอาถั่วลิสง กระเทียม กากหมู คนลงให้เข้ากัน ยกลงเอาผักชีเคล้าตักลงชามไว้ปั้น ถ้าจะใช้ไข่เจียวด้วยก็ผสมลงไปพร้อมกับผักชี

ประวัติเจ้าครอกทองอยู่และเจ้าครอกวัดโพธิ์รวมถึงสำรับขนมค้างคาวและขนมไส้หมู อยู่ในบริเฉท 8 เล่มที่หนึ่งของตำราแม่ครัวหัวป่าก์



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ครูสอบตก ‘ลูกจ้างชั่วคราว’ โจทย์ใหญ่ ‘สพฐ.’ เกาไม่ถูกที่คัน
‘REMARKABLY BRIGHT CREATURES’ | ‘หมึกยักษ์สีสดใส’
ย่านฮิต ทรงวาดไวบ์
บทเรียนเอสซีจี วิกฤต และโอกาส (4)
ทำลาย AI ซะ! ฆ่ามันให้ตาย!’
ก้าวใหม่ สังคม ภาพ แห่ง ‘สุภาพบุรุษ’ ก้าวใหญ่ สังคม
อนุทินโมเดล! ปัญหาและความท้าทายในภาคใต้
พฤษภาเลือด ชาวอำนาจเจริญ ชาวบุรีรัมย์ ณ เบื้องหน้า กระสุน สังหาร
ปัตตานี เอฟซี ฟีเวอร์ กีฬาสร้างภาพจำใหม่ แก่จังหวัดปัตตานีและชายแดนใต้
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (9)
นับถอยหลัง โผทหาร ทัพไทย-สมช.จับตา ‘เสธ.จุ๊ฟ-เสธ.เอี่ยว’ จ่อชิง เสือป่า 1 กองทัพ ปึ้ก รัฐบาล โชว์เขมร ‘อนุทิน’ นำขุนพล เยือนเวียดนาม
E-DUANG | เดิมพัน ไชยชนก ชิดชอบ กับ AI PASSPORT