bg-single

เกษียร เตชะพีระ | “รัฐธรรมนูญ-ประชาธิปไตย-สันติวิธี” (จบ)

06.02.2020

“มีประชาธิปไตยของประเทศใดบ้างที่ได้มาโดยสันติวิธี?”

คำถามของอาจารย์พนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 และอดีตสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง ทางหน้าเฟซบุ๊กของท่านเมื่อ 29 ธันวาคม ศกก่อน ทำให้ผมหวนนึกถึงคำถามทำนองเดียวกันที่เพื่อนนักข่าวคนหนึ่งถามผม และโดยฉุกละหุกกะทันหัน ผมนึกคำตอบไม่ออก แม้จะมั่นใจว่าเคยอ่านค้นคว้าเรื่องนี้ผ่านตามา

จนกระทั่งในงานอภิปราย “อดีต ปัจจุบัน และอนาคตรัฐธรรมนูญไทย” ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ 16 ธันวาคม ศกก่อน เผอิญอาจารย์ประจักษ์ ก้องกีรติ ได้เอ่ยอ้างถึงเนื้อหาข้อสรุปของงานวิจัยที่น่าจะเป็นชิ้นเดียวกับที่ผมเคยอ่านพบมาพอดีในการตอบคำถามผู้ฟัง ทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่า :

“ประชาธิปไตยของประเทศส่วนใหญ่ได้มาโดยสันติวิธี!”

มันมาจากงานวิจัยเรื่อง “How Freedom Is Won : From Civic Resistance to Durable Democracy” (ทำอย่างไรจึงช่วงชิงเสรีภาพมาได้ : จากการต่อต้านของพลเมืองไปสู่ประชาธิปไตยที่คงทน, ค.ศ.2005) ค้นคว้าเขียนขึ้นโดย Adrian Karatnycky and Peter Ackerman แห่งสถาบัน Freedom House ของสหรัฐอเมริกา https://freedomhouse.org/sites/default/files/How%20Freedom%20is%20Won.pdf

ซึ่งผมเคยใช้เป็นเอกสารอ่านประกอบให้นักศึกษาปริญญาเอกในวิชาสัมมนาการเมืองเปรียบเทียบเมื่อสิบปีก่อน

สําหรับข้อสรุปสำคัญของงานวิจัยจากการค้นคว้าการเปลี่ยนผ่านจากระบอบอำนาจนิยมไปสู่เสรีประชาธิปไตยในระดับต่างๆ กันของ 67 ประเทศ คณะผู้วิจัยพบว่า (ดูตารางหมายเลข 4 ด้านบนประกอบ) :

ในส่วนใหญ่ 47 ประเทศ การต่อสู้ของฝ่ายค้านในช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างไม่รุนแรงหรือส่วนใหญ่แล้วไม่รุนแรง

ขณะที่มี 20 ประเทศซึ่งฝ่ายค้านใช้ความรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญหรืออย่างสูง

นอกจากนี้ยังปรากฏความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญระหว่าง [การต่อต้านของพลเมืองด้วยวิธีการไม่รุนแรง] -> [ระดับเสรีประชาธิปไตยที่มากและคงทน] หลังการเปลี่ยนผ่านแล้วด้วย

ข้อค้นพบสำคัญในงานวิจัยชิ้นดังกล่าวมีดังต่อไปนี้ :

“ในไม่กี่เดือนหลังของปี ค.ศ.2005 การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทั่วโลกโดดเด่นยิ่งขึ้นในกิจการระหว่างประเทศ

งานศึกษาชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่า บ่อยครั้งกว่าที่เข้าใจกันทั่วไปอักโข ตัวการเปลี่ยนแปลงคือการต่อต้านของพลเมืองอย่างไม่รุนแรงที่มีฐานมวลชนกว้างขวาง ซึ่งใช้ยุทธวิธีต่างๆ อาทิ การคว่ำบาตร ชุมนุมประท้วง ปิดล้อม นัดหยุดงานและอารยะขัดขืนเพื่อบั่นทอนความชอบธรรมของผู้ปกครองอำนาจนิยมและกร่อนเซาะฐานสนับสนุนของพวกเขา

รวมทั้งกร่อนเซาะความภักดีของกองกำลังติดอาวุธที่ปกป้องพวกเขาด้วย

ข้อสรุปใจกลางของงานศึกษาชิ้นนี้คือ ประเด็นการเปลี่ยนผ่านจากระบอบอำนาจนิยมเกิดขึ้นอย่างไร และชนิดของพลังต่างๆ ที่เข้าร่วมกดดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่ว่านั้น ส่งผลกระทบอย่างสำคัญต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของการปฏิรูปประชาธิปไตย

ข้อค้นพบหลักของงานวิจัย 4 ข้อได้แก่ :

1) ขบวนการ “อำนาจประชาชน” หรือ “อำนาจชาวบ้าน” (“people power” movements) มีความสำคัญเพราะพลังพลเมืองที่ไม่รุนแรงเป็นต้นตอหลักของแรงกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชี้ขาดในการเปลี่ยนผ่านจากระบอบอำนาจนิยมส่วนใหญ่

2) การเปลี่ยนผ่าน “จากบนลงล่าง” ซึ่งเปิดฉากและนำโดยชนชั้นนำนั้นส่งผลเชิงบวกน้อยนิดโดยเปรียบเทียบต่อเสรีภาพ

3) การดำรงอยู่ของพันธมิตรพลเมืองที่ไม่รุนแรงซึ่งเป็นปึกแผ่นเข้มแข็งคือปัจจัยสำคัญที่สุดในบรรดาปัจจัยทั้งหลายเท่าที่เราตรวจสอบในการอุทิศคุณูปการให้แก่เสรีภาพ

4) ข้อมูลบ่งชี้ว่าลู่ทางสำหรับเสรีภาพถูกเพิ่มพูนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อฝ่ายค้านไม่ใช้ความรุนแรงเสียเอง

ฉะนั้น ข้อมูลของเราจึงบ่งชี้ว่ากิจกรรมการเคลื่อนไหวของพันธมิตรไม่รุนแรงที่แข็งแกร่งช่วยลดทอนแรงดึงดูดใจให้ฝ่ายค้านใช้ความรุนแรงลง และขณะเดียวกันก็นำไปสู่ผลลัพธ์เชิงบวกยิ่งขึ้นสำหรับเสรีภาพ

กล่าวสั้นๆ ก็คือ พันธมิตรประชาธิปไตยที่มีฐานมวลชนกว้างขวางสามารถปลูกฝังหลักการและประสบการณ์ให้แก่บรรดาผู้นำและนักเคลื่อนไหวซึ่งช่วยให้ธรรมรัฐแบบประชาธิปไตยประสบความสำเร็จ”

ผมควรเสริมเติมต่อท้ายว่าการเปลี่ยนผ่านจากระบอบอำนาจนิยมไปสู่ประชาธิปไตยโดยสันติวิธีในประเทศส่วนใหญ่ (47 จาก 67 ประเทศ) ของงานวิจัยชิ้นนี้เกิดขึ้นในเงื่อนไขหลังสงครามเย็นช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1990 ถึงกลางคริสต์ทศวรรษ 2000

สิบห้าปีให้หลัง เงื่อนไขการเมืองและเศรษฐกิจโลกปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะหลังวิกฤตหนี้ซับไพรม์และเศรษฐกิจโลกถดถอยใหญ่ปี ค.ศ.2008 และการผงาดขึ้นของทุนนิยมแบบอำนาจนิยมของจีน (the China model of authoritarian capitalism) ในฐานะตัวแบบทางเลือกการพัฒนาต่างหากจากทุนนิยมแบบเสรีประชาธิปไตยของตะวันตกซึ่งกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจชะงักงันลากยาวยากแก่การฟื้นตัว

ความเหลื่อมล้ำขยายตัวสุดโต่ง และการผงาดขึ้นของพลังประชานิยมทางการเมืองโดยเฉพาะฝ่ายขวาแผ่กว้างออกไป

ท่ามกลางกระแสก่อการร้ายทางการเมืองบนฐานความแตกต่างขัดแย้งทางศาสนาและเชื้อชาติผิวสีทั้งโดยรัฐและโดยกลุ่มทยอยเกิดขึ้นไม่ขาดสายทั่วโลก

อาจกล่าวได้ว่าทั้งระบอบการเมืองเสรีประชาธิปไตยและอำนาจนิยม (liberal democracy & authoritarianism) รวมทั้งแนวทางเศรษฐกิจทุนนิยมแบบเสรีนิยมใหม่ (neoliberal capitalism) กำลังประสบวิกฤตความชอบธรรมรอบด้านทั่วโลก

มิอาจสะกดมวลชนให้สยบยอมรับดังก่อน จนนับวันมันจะถูกปฏิเสธมากขึ้นเรื่อยๆ นำ ไปสู่การลุกฮือขึ้นกบฏของเยาวชนคนหนุ่มสาวกระจายกว้างหลายประเทศทั่วทุกทวีป

ในเงื่อนไขใหม่ปัจจุบันข้างต้น การต่อสู้เปลี่ยนผ่านจากเผด็จการอำนาจนิยมไปสู่เสรีภาพและประชาธิปไตยโดยสันติวิธีดูลางเลือนและถูกท้าทายซึ่งหน้าตรงไปตรงมาอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนหลังสงครามเย็น



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เรื่องต้องรู้ของฟุตบอลโลก 2026 ศึกเวิลด์คัพฉบับ ‘มหึมา’
ฉบับประจำวันที่ 12-18 มิ.ย. 2569 ฉบับที่ 2391
E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี