ปริศนาโบราณคดี : เสน่ห์ ผู้นำ และอำนาจ เช เกวารา vs ฟิเดล คาสโตร (จบ)
จงอิ่มในความอด และใสสดในความโศก
ฟิเดล คาสโตร ได้ใช้ความพยายามอย่างถึงที่สุดแล้ว ที่จะยอมอดทนคล้อยตามวิถีทางแก้ไขปัญหาความยากจนของพลเมืองคิวบาด้วย “อุดมการณ์สังคมนิยมบริสุทธิ์” ตามอย่างที่ เช เกวารา วาดฝันไว้ให้ โดยปราศจากข้อโต้แย้งใดๆ นานกว่า 6 ปี
สุดท้ายแล้ว แนวทางดังกล่าวก็ไปไม่รอด ฟิเดลจำต้องหันไปสวามิภักดิ์แนวคิดแบบคอมมิวนิสต์จากรัสเซียตามที่ตนเล็งไว้ เขาบากหน้าขอรับความช่วยเหลือจากหมีขาวแบบเต็มพิกัด ทั้งการทูตการทหารที่ช่วยถ่วงดุลอำนาจกับจักรวรรดินิยมอเมริกัน ทั้งเงินกู้ก้อนมหึมาที่สร้างหนี้มหาศาลให้คิวบาต้องจ่ายคืน ต้นทบดอก ดอกทบต้นมิรู้จบ
ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เชรังเกียจ! ดังที่เขาตอกย้ำอยู่เสมอว่า ชาวคิวบาและประชากรโลกที่สามทุกประเทศควรพอใจที่จะ “อิ่มในความอด ใสสดในความโศก เคลื่อนโลกอย่างเสรี ดีกว่าเป็นทาสจักรวรรดินิยมใดๆ”
ในขณะที่ฟิเดลมองว่า ทฤษฎีของเชนั้น “กินไม่ได้” สิ่งที่เชแสวงหา “อาจไม่มีอยู่จริง หรือถ้าหากว่าจะพึงมีอยู่บ้างในโลกบูดๆ เบี้ยวๆ ก็ยังคงไม่ใช่บนแผ่นดินคิวบาในเวลานี้”

Raul Castro (R) and Che Guevara / AFP PHOTO / BOHEMIA / HO
ขุดคลื่นในดวงอาทิตย์
เกี่ยวข้าวด้วยใจที่ไร้รัก
เช เกวารา อำลา ฟิเดล คาสโตร และสหายชาวคิวบาด้วยหัวใจที่บาดเจ็บ นโยบายพืชเศรษฐกิจอันหลากหลายที่เขาวางรากฐานไว้ ถูก “ครุสชอฟ” ผู้นำรัสเซียขณะนั้นยุยงให้ฟิเดลยกเลิกให้หมด ซ้ำบริภาษว่าเป็น “แนวคิดที่เลอะเทอะไร้สาระ”
คิวบาต้องหวนกลับไปสู่การผูกขาดทำ “ไร่อ้อย” เพียงอย่างเดียวอีกครั้ง เพื่อป้อนผลผลิตสู่โรงงานน้ำตาล แลกกับสินเชื่อที่รัสเซียพร้อมจะมอบให้ โดยไม่สนใจว่านโยบายเช่นนี้จะทำให้คิวบาไร้ทางเลือก ย่ำอยู่กับที่ ปิดกั้นโอกาสที่จะได้เรียนรู้และพัฒนาผลผลิตประเภทอื่นๆ
เชหันหลังให้คิวบา มุ่งแสวงหาโลกสังคมนิยมบริสุทธิ์ต่อ ตามที่เขาเชื่อมั่นว่าต้องมีอยู่จริง ณ ที่ไหนสักแห่ง
คำว่า “มนุษย์” ในความหมายของเช มีค่าเท่ากับคำว่า “ปฏิวัติ” และผลที่ได้จากการปฏิวัติ จะต้องเอื้อประโยชน์ให้มนุษย์ทุกคน กลับคืนสู่สภาวะแห่งความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
เชมองว่า “การปฏิวัติในโลกคอมมิวนิสต์” แบบรัสเซียนั้น ไม่มีการเคารพสิทธิ ประสบการณ์ และ “ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์” ตรงกันข้าม การปฏิวัติรัสเซียคือการทำลายความเป็นมนุษย์ ให้ต่ำทรามลงจนกลายเป็นแค่เครื่องจักรกล
เชเขียนบทกวีชิ้นหนึ่ง ประกอบงานนิพนธ์เรื่อง “คนกับลัทธิสังคมนิยมในคิวบา” ว่า
“ไม่มีใครสามารถขุดคลื่นในดวงอาทิตย์ หรือเกี่ยวข้าวโดยปราศจากความรักและความดีได้ ไฉนสหายจึงละทิ้งอุดมการณ์ไว้เบื้องหลัง ทั้งๆ ที่เราเคยร่วมพลิกฟ้าคว่ำดินมาด้วยกัน”
เป็นบทกวีที่เชื่อว่าฟิเดลหยิบมาอ่านคราใด ต้องเจ็บจี๊ดสะท้านสะเทือนถึงก้นบึ้งหัวใจทุกครั้ง นานตราบวันสิ้นลมเลยทีเดียว
โดยเฉพาะประโยคเด็ดที่เชประกาศจุดยืน เสมือนตอกฝาโลงให้ฟิเดลต้อง “นะจังงัง” หรือ “ประสาทหลอน” ไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ ว่า
“กองทัพจรยุทธ์ของพวกเรา แรมรอนไปตามเสียงร้องไห้กระจองอแงของเด็กน้อยจากทั่วทุกมุมโลก และพวกเราจักนั่งอยู่ในหัวใจของประชาชนโลกที่สามชั่วนิรันดร์ หาได้ยืนตายซากบนความสุขชั่วครู่ชั่วยามภายใต้ทุนนิยมสองขั้วที่มีบุรุษพุงยื่นๆ ผลัดกันยื่นมือเข้ามาโปรยหว่านเศษเงินแข่งกันไม่”

Picture dated 1959 of Cuban leader Fidel Castro / AFP PHOTO / PRENSA LATINA / –
ในนามของจิตวิญญาณสากล
สู่อาร์เจนตินา คองโก โบลิเวีย
ดินแดนทุกข์เข็ญ ณ หลืบซอกใดในโลกก็ตาม ทันทีที่เชรู้ว่า ประชากรกำลังดิ้นรนต่อสู้เพื่อปลดแอกตัวเองจากจักรวรรดินิยมคนผิวขาว ไม่ว่าจะอยู่ไกลแสนไกลแค่ไหน เช เกวารา และสหายหยิบมือกลุ่มหนึ่งกลุ่มเดิมที่เคยร่วมปลดปล่อยคิวบาด้วยกัน พร้อมแล้วที่จะแรมรอนไปร่วมต่อสู้สงครามกองโจร ณ แผ่นดินนั้นๆ
ไม่ง่ายเลยที่เชจะประสบชัยชนะในการโค่นล้มอำนาจรัฐเผด็จการอีกเป็นครั้งที่สอง เพราะแต่ละประเทศล้วนมีปัจจัย เงื่อนไข บุคคล สิ่งแวดล้อม และบริบทที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
เชไม่สามารถใช้ทฤษฎีประสบการณ์แห่งเทือกเขา “เซียรา มาเอสตรา” ในคิวบา มาใช้เป็นบรรทัดฐานฐานหรือสูตรสำเร็จในการต่อสู้ที่ประเทศอื่นๆ ได้อีกเลย ไม่ว่า กัวเตมาลา โคลอมเบีย เวเนซุเอลา ชิลี เปรู โบลิเวีย รวมไปถึงประเทศในแอฟริกาอย่างคองโก ที่เชลงพื้นที่ต่อสู้ด้วยตนเอง ก็พ่ายแพ้กลับมาอย่างไม่เป็นกระบวน
แล้วอาร์เจนตินา บ้านเกิดเมืองนอนของเขาเล่า เชช่วยปลดแอกด้วยหรือไม่? ทันทีที่เชออกจากคิวบา ประเทศแรกที่เขาได้ไปเยือน ก็คืออาร์เจนตินา ขณะนั้นราวทศวรรษ 60 (1960 เป็นต้นมา) อาร์เจนตินาก้าวกระโดดพรวดพราดสู่ประเทศทุนนิยมให้อเมริกันอุ้มเต็มตัว
เชได้ซุ่มสร้างสงครามกองโจรอยู่แถบเทือกเขาแอนดิสทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ โดยมีสหาย “มาเซ็ตติ” ผู้มีอุดมคติเป็นผู้ร่วมวางแผนอยู่ระยะหนึ่ง
แต่แล้ว รัฐบาลอาร์เจนตินารู้ไต๋บทเรียนสงครามชาวนาป่าล้อมเมืองของเชที่เคยชนะในคิวบามาก่อน จึงโหมกองทัพทหารเข้าบดขยี้แนวรบในราวป่าของเชจนต้องรวบรวมสมัครพรรคพวกหนีตาย ระหกระเหินมาตั้งหลักที่รอยตะเข็บแถวโบลิเวีย
ประเทศที่เขาต้องจบชีวิตลงตามอุดมการณ์ที่เขาปรารถนา
ประวัติศาสตร์จะทำให้ข้าพเจ้าพ้นผิด
ปี1965 เชเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังในระดับโลก เขาได้กล่าวสุนทรพจน์ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ประเทศแอลจีเรียว่า
“พวกเราประเทศโลกที่สาม (อเมริกาใต้ แอฟริกา และเอเชีย) ไม่มีเวลาที่จะมาทะเลาะเบาะแว้งกันเองอีกต่อไปแล้ว เราต้องมีจิตใจที่เป็นสากล จับมือผนึกกำลังกันต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของเพื่อนมนุษย์อย่างไร้พรมแดน ร่วมโค่นล้มอำนาจของประเทศที่มีแนวคิดแบบจักรวรรดิ เพื่อก้าวเข้าสู่ประเทศสังคมนิยมแบบบริสุทธิ์ ไม่ใช่ทั้งทุนนิยม และไม่ใช่ทั้งคอมมิวนิสต์”
เขาด่าโจมตีนโยบายของครุสชอฟที่กำลังเขมือบคิวบาอย่างโสมม ทำให้ครุสชอฟไม่พอใจ ส่งผลให้ฟิเดลเองซึ่งรับเม็ดเงินจากรัสเซียรู้สึกกระอักกระอ่วนใจต่อท่าทีของเช จนกระทั่งฟิเดลถึงกับต้องประกาศย้ำคำพูดเดิมที่เขาเคยกล่าวมาแล้วครั้งหนึ่งในปี 1953 สมัยที่ถูกบาติสต้าจับเข้าคุกการเมืองในวัยหนุ่มว่า
“ประวัติศาสตร์จะทำให้ข้าพเจ้าพ้นจากความรับผิด” หรือ
History will absolute me! ราวกับเป็นเสียงกู่ตะโกนตอบเชจากใจถึงใจโดยตรงว่า เขาไม่ได้ทรยศต่ออุดมการณ์สังคมนิยมบริสุทธิ์ของเช แต่ในความเป็นจริงนั้น เชควรจะรับรู้ถึงสถานะความแตกต่างระหว่างเขาทั้งสองไว้ด้วยว่า
“เชคือนักปฏิวัติ” แต่ตัวเขา “ฟิเดลคือผู้นำประเทศ” เขาต้องยอมอมก้อนเลือดไว้ในปาก ดีกว่าการพาประชาชนทั้งประเทศไปอดตาย

AFP PHOTO / PRENSA LATINA / –
บุรุษในชุดเขียวทั้งชีวิต
รัฐบาลคิวบาภายใต้การขับเคลื่อนของ “กอมมานดานเต ฟิเดล คาสโตร” ทันทีที่เชออกนอกประเทศคิวบาไปแล้ว ฟิเดลก็ปรับเปลี่ยนระบบการปกครองจากสังคมนิยมแบบอุดมคติ เข้าสู่ระบบคอมมิวนิสต์เต็มตัว
ไม่เปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้ง การถ่ายทอดอำนาจของผู้นำกลายเป็นระบบทายาท จากพี่ชายคือฟิเดล สู่น้องชาย ราอูล อีกหนึ่งนักรบเคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมตายกันมาในสนามรบเซียรา มาเอสตรา
ทั้งนี้ ในทศวรรษหลังๆ เริ่มมีข่าวการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้เห็นต่าง จับคนหัวก้าวหน้าที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์นโยบายผูกขาดของรัฐบาลคิวบาไปกักขัง
ไปๆ มาๆ ฟิเดลก็เกือบจะกลายเป็นบาติสต้า 2 เพียงแต่เป็นเผด็จการแบบคอมมิวนิสต์ ไม่ใช่ทุนนิยม
ตลอดชีวิตของฟิเดล ภาพลักษณ์ที่คนทั้งโลกได้เห็นก็คือภาพของ “แม่ทัพใหญ่ในชุดทหารสีเขียว” เราไม่เคยเห็นภาพเขาในชุดสูทสากล หรือชุดพื้นเมืองสบายๆ (คล้ายเมษาฮาวาย) ของหนุ่มทะเลแคริบเบียน
ฟิเดลมีอายุยืนยาวมาจนเกือบ 90 ปี เขาผ่านยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงชนิดที่ว่าแทบตั้งตัวไม่ติด ใครจะเชื่อว่าวันดีคืนดี คำว่า “ทุนนิยมอเมริกัน” ที่โลกฝ่ายซ้ายรังเกียจ จู่ๆ ก็แปลงร่างเป็นบุรุษขี่ม้าขาว กลายเป็นต้นแบบ “โลกเสรีประชาธิปไตย” หน้าตาเฉย
ส่วนคำว่า “สังคมนิยม” (หรือฟิเดลถูกลากให้ไปเป็น “คอมมิวนิสต์” แบบจำใจจำทนก็แล้วแต่) อันสวยหรูนั้น ถูกผลักลงเหวกลายเป็น “โลกเผด็จการ” ไปซะงั้น
เช เกวารา ลาโลกก่อนเขา 50 ปี (ด้วยวัยเพียง 39 เท่านั้น) หากเชยังมีชีวิตอยู่และอายุยืนเหมือนฟิเดล เชเองจะรับมืออย่างไร ต่อสถานการณ์โลกที่พลิกกลับตาลปัตรเช่นนี้
ยิ่งหากฟิเดลไม่ด่วนตายไปก่อนการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดี ผู้ประกาศนโยบายขวาตกขอบ รวมทั้งแนวโน้มของยุโรปอีกหลายประเทศที่อนุรักษนิยมจ๋า Racism เหยียดเพศ เหยียดผิว เหยียดชนชั้น
ฟิเดลและเช นักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่ ผู้เกิดมาเพื่อปลดปล่อยคนผิวสีและโลกที่สาม มิกระอักอกแตกตายไปตามๆ กันหรือเช่นไร

https://iconicphotos.wordpress.com/tag/che-guevara/
ฟิเดลตายแล้ว! แต่เชยังไม่ตาย!
ข่าวอสัญกรรมของ ฟิเดล คาสโตร ปลายปีที่แล้ว ส่งผลสะเทือนให้กับคนหนุ่มคนสาวที่เติบโตมากับการบูชาอุดมการณ์ “ลัทธิสังคมนิยมบริสุทธิ์” หรือผู้รักความเป็นธรรมไม่น้อย เพราะฟิเดลคือผลพวงแห่งความฝันของเชที่เราเคยจับต้องได้
ทุกครั้งที่เรามองฟิเดล เรามิอาจปรักปรำว่าเขาผิด เพราะฝักใฝ่แนวคิดของครุสชอฟ หรือการจบลงด้วยภาพลักษณ์ของนายทหารจอมเผด็จการได้เต็มปากเต็มคำนัก
ด้วยเหตุที่เขามีส่วนช่วยเชร่วมเขียนประวัติศาสตร์มนุษยชาติหน้าสำคัญหน้าหนึ่ง นั่นคือประวัติศาสตร์ว่าด้วยการปลดแอกรัฐบาลที่มีจักรวรรดิทุนนิยมหนุนหลังโดยกระบวนการประชาชน
อีกทั้งคิวบายังเป็นสัญลักษณ์ของแนวรบเพียงแห่งเดียวที่ เช เกวารา ได้รับชัยชนะ เป็นแรงบันดาลใจให้เชมีพลังที่จะขับเคลื่อนโลกของคนจนสามทวีปด้วยวิถีนั้นต่อ แม้จะต้องล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกๆ ประเทศที่เขากระโจนเข้าไปช่วยกระบวนการปลดแอกก็ตาม
การเปลี่ยนแปลงด้านวัตถุแบบช้าๆ ของคิวบา จนกลายเป็นประเทศที่มี “รถโบราณย้อนยุค” ร่วมหมื่นคันมากที่สุดในโลก (แต่ยังคงใช้งานจริงบนท้องถนน เหตุเพราะถูกปิดกั้นนโยบายการซื้อรถทันสมัยจากญี่ปุ่น อเมริกามานานกว่า 50 ปี) อาจเป็นเครื่องสะท้อนถึง “พันธสัญญา” ที่ฟิเดลมีต่อดวงวิญญาณของเช ก็เป็นได้ว่า เขาไม่ต้องการเดินตามก้นจักรวรรดิอเมริกันแบบก้าวกระโดด
ฟิเดลตายแล้ว มีทั้งคนสบถ สะใจ ดีใจ หรือเสียใจ และเชื่อว่าอีกไม่นานผู้คนก็จะกล่าวถึงเขาน้อยลง แต่สำหรับ “เช เกวารา” ทั้งๆ ที่เขาตายมาแล้วครบ 50 ปีพอดีใน ค.ศ. นี้
แต่ทำไมคนทั้งโลกกลับรู้สึกว่า “เขายังไม่ตาย” El Che Vive!
ใครจะลืมคุณได้เล่า ทั้งใบหน้าที่อาบเสน่ห์ ทั้งวิธีคิดที่ทวนกระแสธาร ทั้งจิตวิญญาณของนักปฏิวัติผู้ยืนยง!
