
ประหนึ่งว่าการดำรงอยู่ของ “มาตรา 44” จะเป็น “จุดแข็ง”คสช.และรัฐบาล
แต่จากกรณี”รถกระบะ” กลับไม่ใช่
เช่นเดียวกับ กรณี”วัดพระธรรมกาย”ก็เด่นชัดยิ่งว่ามิได้เป็นจุดแข็งอย่างที่คาดหมาย
หากเป็นจุดแข็งไฉนจะมีคนตายถึง 2 คน
ประเด็นของ “วัดพระธรรมกาย”ได้เสนอคำถามตามมาเกี่ยวกับ “ความสำเร็จ”
ในเมื่อจนแล้วจนรอดไม่รู้ว่า พระไชยบูลย์ ธัมมชโย อยู่ไหน
ในเมื่อจนแล้วจนรอดเสียงสวด”ธัมจักรกัปปวัตนสูตร”ก็ยังดังกระหึ่ม
ยิ่งกรณี”รถกระบะ”ยิ่งสร้างภาวะอืดเฟ้อเรอเหม็นเปรี้ยว
ไม่แน่ว่าเมื่อผ่านเทศกาล”สงกรานต์”แล้วจะสามารถปฏิบัติตามมาตรการของ”มาตรา 44″ได้หรือไม่
ในที่สุด “จุดแข็ง”ก็อาจกลายเป็น”จุดอ่อน”
การบัญญัติ “มาตรา 44″ เอาไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2557 และต่อเนื่องมายังรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560
ประเมินว่าน่าจะเป็น “หมัดเด็ด”
เป็นหมัดเด็ดอัน “คสช.”สืบทอดความแข็งแกร่งมาจาก”มาต รา 17” ในธรรมนูญการปกครอง พ.ศ.2502 ของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
เท่ากับเอาวิญญาณ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มาสอดสวม
เท่ากับปลุกสร้าง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขึ้นมาในห้วงหลังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557
คำถามก็คือ สังคมไทยต้องการ”สฤษดิ์”หรือไม่
สังคมไทยยุครัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 แตกต่างจากสังคมไทยยุคธรรมนูญการปกครอง พ.ศ.2502 แน่นอน
เวลา 58 ปีบ่งบอกอย่างแน่ชัด
ความหงุดหงิดสำแดงออกผ่าน “น้ำเสียง” อันมาจากนักการ เมืองและนักวิชาการอย่างพร้อมเพรียงกัน
ข้อชี้แนะก็คือ ไม่ควรใช้”มาตรา 44″
เพราะเมื่อ “มาตรา 44″สืบทอดจาก”มาตรา 17″ปฏิมาแห่ง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ย่อมตามมา
ทั้งๆที่”ล่วง”ไปแล้ว 54 ปี
