bg-single

สุรชาติ บำรุงสุข | 88 ปีระบอบทหารไทย จาก 2493-2500

08.08.2020

88 ปีระบอบทหารไทย ep.3 จาก 2493-2500

“ความท้าทายของโซเวียตเป็นสิ่งที่ดี เพราะความท้าทายนี้จะทำให้ประชาธิปไตยต้องเข้าถึงความเข้มแข็งพื้นฐานของตัวเอง [ให้ได้]”

David Runciman

The Confidence Trap (2018)

การสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 นำไปสู่การจัดระเบียบโลกใหม่…

ระเบียบโลกชุดเก่าถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงด้วยการพ่ายแพ้สงครามของฝ่ายอักษะ เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่นไม่ใช่ภัยคุกคามอีกต่อไป

อีกทั้งการยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังแสดงให้เห็นถึง “อำนาจการทำลายล้างขนาดใหญ่” (mass destruction) อย่างที่โลกไม่เคยเห็นในการสงครามครั้งใดมาก่อน

ได้แก่ การทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ของสหรัฐต่อเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิในวันที่ 6 สิงหาคม และ 9 สิงหาคม 2488 สงครามโลกในเอเชียจบลงด้วยการยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไขของญี่ปุ่นในวันที่ 14 สิงหาคม

พร้อมกันนี้ก็เห็นการปรากฏตัวของผู้ท้าทายที่เป็นรัฐมหาอำนาจใหม่จากค่ายคอมมิวนิสต์คือสหภาพโซเวียต

การสิ้นสุดของสงครามโลกก็นำมาซึ่งการจัด “ระเบียบโลกแบบสงครามเย็น” และระเบียบนี้มีการเผชิญหน้าระหว่างสองมหาอำนาจใหญ่ในเวทีโลกเป็นแกนสำคัญ

ซึ่งสำหรับเอเชียแล้ว ระเบียบนี้มีจุดเริ่มต้นจากเหตุการณ์สำคัญ 2 ประการคือ

การเปลี่ยนแปลงการปกครองในจีนในเดือนตุลาคม 2492

และกำเนิดสงครามบนคาบสมุทรเกาหลีในเดือนมิถุนายน 2493 นับจากนี้เอเชียได้ก้าวเข้าสู่สงครามเย็น

จอมพล ป.พิบูลสงคราม

สงครามเย็นกับรัฐบาลทหารไทย

การก่อตัวของสงครามเย็นในเอเชียเป็นความท้าทายอย่างยิ่งต่อผู้นำทหารไทยที่ก้าวเข้ามามีอำนาจในการเมืองไทยอีกครั้งด้วยการรัฐประหารในปลายปี 2490

แม้พวกเขาจะเคยมีความใกล้ชิดในฐานะพันธมิตรช่วงสงครามกับกองทัพญี่ปุ่น แต่ในสถานการณ์ชุดใหม่ของโลกเช่นนี้ ผู้นำโลกตะวันตกพร้อมจะยอมรับการหวนคืนของ “พันธมิตรของอักษะ” ที่กรุงเทพฯ แม้จะมีความหวาดระแวงอยู่บ้าง หากฝ่ายตะวันตกก็ตัดสินใจที่จะให้การยอมรับต่อผู้นำใหม่ในยุคหลัง 2490 ที่ยังคงเป็นจอมพล ป.

แทบไม่น่าเชื่อว่า เขาคือจอมพล ป.คนเดิมที่เคยประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรในต้นปี 2485

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในระดับภูมิภาค การสิ้นสุดของสงครามปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์และการจัดตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 2492 และตามมาด้วยสงครามเกาหลีในปี 2493 เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของสงครามเย็นในเอเชีย

แต่หากดูจากสถานการณ์การจับอาวุธลุกขึ้นสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์แล้ว อาจจะต้องถือว่าสงครามคอมมิวนิสต์ในมลายา หรือที่เรียกกันว่า “ภาวะฉุกเฉินในมลายา” (The Malayan Emergency) เกิดในเดือนมิถุนายน 2491 น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่เห็นของการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธครั้งแรกของพรรคคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้จะมีการต่อต้านญี่ปุ่นด้วยกองกำลังติดอาวุธในช่วงสงครามโลกมาบ้างแล้วก็ตาม

การโจมตีของพรรคคอมมิวนิสต์มลายาเป็นสัญญาณที่ชัดเจนของการขยายอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเข้าสู่ภูมิภาคนี้

ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการเคลื่อนไหวของพลพรรคคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคนี้มีมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเกิดการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธในภูมิภาค แม้อาจจะเป็นความประหลาดใจอยู่บ้างที่จุดแรกของการจับอาวุธสู้เกิดที่มลายา อาจจะเพราะส่วนหนึ่งนั้น กองกำลังติดอาวุธที่เคยปฏิบัติการร่วมกับอังกฤษในช่วงสงครามมีมากถึง 5,000 คน และเมื่อสงครามสงบ พวกเขาก็เปลี่ยนเป็นพวกต่อต้านอังกฤษ

การลุกขึ้นสู้ครั้งนี้ยังมีนัยถึงการเรียกร้องเอกราชของมลายาด้วย

ไม่แตกต่างจากในเวียดนาม นักชาตินิยมอย่างโฮจิมินห์เปิดการเคลื่อนไหวตั้งแต่ก่อนสงครามแล้ว และเมื่อสงครามสงบลง การเรียกร้องเอกราชก็เริ่มขึ้น

เมื่อสงครามคอมมิวนิสต์ผนวกเข้ากับสงครามเรียกร้องเอกราชแล้ว การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธก็กลายเป็น “พลังใหม่” ในสงครามต่อต้านจักรวรรดิ…

ความพ่ายแพ้ของเยอรมนีและญี่ปุ่นเปิดโอกาสให้บรรดานักชาตินิยมท้องถิ่นกลายเป็นพลังการเมืองใหม่ที่สำคัญเข้าแทนที่ฝ่ายอักษะ ตั้งแต่ยูโกสลาเวียจนถึงพม่า หรือจากกรีกจนถึงเวียดนาม

และพวกเขาพร้อมแล้วที่จะ “ปลดแอก” ออกจากการปกครองของ “เจ้านายฝรั่ง” ที่พ่ายแพ้ญี่ปุ่นไปตอนสงคราม

ขณะเดียวกันอาวุธที่สัมพันธมิตรส่งให้พวกเขาในการต่อต้านญี่ปุ่นก็กลายเป็นเครื่องมือที่พร้อมจะใช้งานในการต่อต้านเจ้าอาณานิคมในยุคหลังสงคราม เพราะความหวังว่าเมื่อสงครามโลกสงบแล้ว สัมพันธมิตรจะยอมให้เอกราชนั้น กลายเป็นเรื่องที่ไม่เป็นจริง

การจับอาวุธในสงครามเรียกร้องเอกราชจึงเป็นผลลัพธ์ของการสิ้นสุดของสงคราม

ซึ่งท่าทีของผู้นำไทยระหว่างสายทหารและสายพลเรือนของคณะราษฎรมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง…

สายทหารสนับสนุนการกลับมาของรัฐบาลเจ้าอาณานิคม ส่วนสายพลเรือนกลับสนับสนุนขบวนการชาตินิยม

ผู้นำไทยในคณะราษฎรสายพลเรือนอย่างอาจารย์ปรีดี อาจจะมีท่าทีที่เห็นใจการต่อสู้เพื่อเอกราชของพี่น้องในประเทศเพื่อนบ้าน

แต่นโยบายของรัฐบาลไทยหลังรัฐประหาร 2490 เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง แม้แต่ตัวผู้นำอย่างจอมพล ป. ก็เห็นได้ชัดเจนถึงการเปลี่ยนบุคลิกทางการเมืองจาก “นักชาตินิยม” ในยุค 2475 กลายไปเป็น “นักต่อต้านคอมมิวนิสต์” ในยุคหลัง 2490

ผลจากความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ยังเห็นได้จากทิศทางนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงไทยไปในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ หรืออาจกล่าวได้ในทางยุทธศาสตร์ว่า ไทยหันไปเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับฝ่ายตะวันตก

การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ไม่เพียงเป็นผลจากการเปลี่ยนของระเบียบโลกในยุคหลังสงคราม ที่สหรัฐก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของโลกตะวันตกอย่างชัดเจน และทำหน้าที่เป็น “หัวขบวนของการต่อต้านคอมมิวนิสต์”

ดังนั้น การหันเข้าหาตะวันตกจึงเป็นดัง “การเกาะขบวนเกวียน” (bandwagon) ของบรรดารัฐเล็กที่ต้องการความมั่นคงในการร่วมเดินทางไปกับขบวนของรัฐมหาอำนาจในยุคสงครามเย็น

และทิศทางการเปลี่ยนแปลงของการเมืองภายในก็มีความเป็นอนุรักษนิยมมากขึ้นหลังปี 2490 แล้ว

นโยบายไทยไม่มีทางที่จะเลือกเป็นฝ่ายสังคมนิยมที่นำโดยสหภาพโซเวียตได้เลย

การค้ำประกันจากภายนอก

ผลที่เห็นชัดในช่วงต้นของสงครามเย็นก็คือ รัฐบาลไทยเริ่มตัดขาดกับขบวนการชาตินิยมในประเทศเพื่อนบ้าน และหันมาสนับสนุนรัฐบาลเจ้าอาณานิคม ดังเช่นการสนับสนุนรัฐบาลฝรั่งเศสในการกลับคืนสู่การปกครองอินโดจีน

หรือการสนับสนุนรัฐบาลอังกฤษในสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ในมลายา

ซึ่งการกระทำเช่นนี้ย่อมส่งผลให้จอมพล ป.ได้รับความสนับสนุนจากรัฐบาลตะวันตก และหมุดหมายที่สำคัญของนโยบายนี้คือ การที่รัฐบาลไทยตัดสินใจส่งกำลังรบเข้าร่วมกับสหรัฐในสงครามเกาหลีในปี 2493

และยังเกิดการลงนามความช่วยเหลือทางทหารของสหรัฐต่อไทยในปีเดียวกัน เพื่อพัฒนากองทัพไทยในยุคหลังสงครามให้มีความทันสมัย

การดำเนินนโยบายที่ใกล้ชิดกับสหรัฐเช่นนี้มีส่วนในการสร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐบาลจอมพล ป.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขณะเดียวกันรัฐบาลเองได้ดำเนินนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์ภายในประเทศคู่ขนานกันไป

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ตัวจอมพล ป.จะเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับจากฝ่ายตะวันตกอย่างมาก พร้อมกันนั้นสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเอเชียก็ดำเนินไปอย่างเข้มข้นมากขึ้นด้วย

เพราะหลังจากสงครามเกาหลีในปี 2493 แล้ว จุดแตกหักใหญ่ในภูมิภาคคือ สงครามระหว่างเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสกับขบวนการชาตินิยมเวียดนามที่หมู่บ้านเดียนเบียนฟูที่ตั้งอยู่ใจกลางหุบเขาต่อชายแดนลาว

สงครามเดียนเบียนฟูจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของจักรวรรดิฝรั่งเศสในเดือนพฤษภาคม 2497 และตามมาด้วยการประชุมสันติภาพที่เจนีวาในเดือนถัดมา ที่เกิดการแบ่งเวียดนามออกเป็นสองส่วนด้วยเส้นขนานที่ 17 (ไม่ต่างกับกรณีเกาหลีที่แบ่งด้วยเส้นขนานที่ 38…) ที่ฝ่ายหนึ่งเป็นคอมมิวนิสต์และอีกฝ่ายเป็นทุนนิยม

ฉะนั้น การพ่ายแพ้ของฝรั่งเศสส่งผลอย่างมากในทางจิตวิทยา เพราะความใกล้เคียงของพื้นที่ในทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้รัฐบาลจอมพล ป.เดินนโยบายเข้าหาตะวันตกมากขึ้น โดยเฉพาะการพาประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกขององค์กรทางทหารกับสหรัฐคือ องค์กรสนธิสัญญาป้องกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEATO) ในเดือนกันยายนของปีดังกล่าว

ผลอีกประการคือ ฝ่ายทหารมีความกลัวคอมมิวนิสต์มากขึ้น และความกลัวนี้ถูกสร้างให้เป็นความชอบธรรมแก่ระบอบทหาร ด้วยความเชื่อว่าทหารต้องปกครองเพื่อให้ประเทศรอดพ้นจากการคุกคามของคอมมิวนิสต์

ผู้นำไทยเชื่อว่าลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นภัยคุกคามที่สำคัญ และสหรัฐจะเข้ามาเป็น “ผู้ปกป้อง” ให้ไทยพ้นจากการคุกคามนี้ และแน่นอนว่าการปกป้องของรัฐมหาอำนาจภายนอกเช่นนี้ก็จะส่งผลให้รัฐบาลภายในของไทยมีความเข้มแข็งมากขึ้นด้วย ซึ่งทำให้เกิดภาพเปรียบเทียบของผู้นำทหารได้ว่า รัฐมหาอำนาจอย่างญี่ปุ่นมีส่วนต่อการค้ำประกันสถานะของ “ระบอบพิบูลฯ 1” เช่นเดียวกับที่รัฐมหาอำนาจอย่างสหรัฐก็มีส่วนต่อการค้ำประกัน “ระบอบพิบูลฯ 2” แทบไม่ต่างกัน

ในช่วงเวลาเช่นนี้กองทัพจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์ของรัฐบาลไทย

ด้านหนึ่งกองทัพเป็นเครื่องมือของนโยบายความมั่นคงระหว่างประเทศที่รัฐบาลไทยใช้ในการดำเนินนโยบายเข้าร่วมกับสหรัฐในสงครามเกาหลี

อีกด้านหนึ่งกองทัพคือเครื่องมือของการควบคุมสถานการณ์ความมั่นคงของรัฐบาล เช่น การใช้กำลังทหารในการปราบปรามฝ่ายตรงข้าม

ตัวอย่างสำคัญเช่น การปราบปราม “ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ 2492” (คำเรียกของอาจารย์ปรีดี) ซึ่งในมุมมองของฝ่ายทหารคือ “กบฏวังหลวง”

การปราบ “คณะกู้ชาติ 2494” หรือที่ฝ่ายทหารเรียกว่า “กบฏแมนฮัตตัน” (การจับตัวจอมพล ป.ลงเรือแมนฮัตตันที่ได้รับมอบจากสหรัฐ)

หรือการใช้กำลังสนับสนุนการควบคุมสถานการณ์การกวาดล้าง “ขบวนการสันติภาพ” ในปี 2495

จอมพล ป. พิบูลสงคราม

การเลือกตั้งสกปรก

ความขัดแย้งไม่เคยมีจุดจบในวงจรแห่งอำนาจของผู้นำทหาร ฉะนั้น แม้พวกเขาจะขึ้นสู่อำนาจด้วยการก่อการรัฐประหารร่วมกันในปลายปี 2490 และสร้างระบอบทหารให้มีความเข้มแข็งมากขึ้นหลังการปราบปรามฝ่ายตรงข้าม แต่เมื่อระยะเวลาผ่านมามากขึ้น รอยร้าวในหมู่ผู้นำก็เริ่มมีมากขึ้น อาการสองขั้วทางการเมืองหวนกลับมาอีกครั้ง

และเมื่อจอมพล ป.ตัดสินใจฟื้นระบอบประชาธิปไตยหลังจากกลับจากต่างประเทศในปี 2494 แล้ว การต่อสู้ทางการเมืองจึงรวมศูนย์อยู่กับการเลือกตั้ง โดยฝ่ายรัฐบาลได้จัดตั้งพรรคเสรีมนังคศิลาขึ้น และมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะต้องชนะเลือกตั้งเท่านั้น และชนะด้วยวิธีการอย่างไรก็ได้… ไม่ต้อง “อาย”!

การเลือกตั้งในปี 2500 มีสภาพเป็น “การเลือกตั้งสกปรก” เมื่อผู้นำรัฐบาลเชื่ออย่างเดียวว่าพรรครัฐบาลสามารถ “โกง” ได้ การทุจริตการเลือกตั้งเกิดอย่างครึกโครม

จนเป็นข่าวใหญ่อย่างที่รัฐบาลไม่ต้องกังวลในเรื่องความชอบธรรมทางการเมืองเลย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร