รายงานพิเศษ : หลังเวทีแจง “เรือดำน้ำ” ว่าที่ “ผบ.ทร.” โผล่ บิ๊ก “ลือชัย” โดดเด่น

มีการตั้งข้อสังเกตกันแล้วว่า จากนี้ไป จะเป็นช่วง “รัฐบาลขาลง”
แม้ว่าคะแนนนิยมในตัว บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะยังดูไม่ได้ลดลงมากนักก็ตาม แต่ด้วยเพราะเป็นช่วงกว่า 1 ปี ก่อนที่จะถึงการเลือกตั้งในปลายปี 2561 หรือเรียกได้ว่า เคาต์ดาวน์ ที่เชื่อกันว่า จะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ ที่จะทำให้ประชาชนตัดสินใจได้ว่า จะให้ คสช. ได้ไปต่อหรือไม่ จะให้ “ลุงตู่” กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกหลังการเลือกตั้งหรือไม่
เพราะบรรดาแม่ทัพนายกอง ต่างก็ยังคงมั่นใจและเชื่อมั่นในตัว “พี่ใหญ่” อย่าง บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะไม่ยอมให้ “เสียของ” แน่นอน
ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม รัฐบาลหลังการเลือกตั้งในปีหน้า จะไม่ใช่พรรคเพื่อไทย แต่จะเป็นรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ
ด้วยเพราะ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร ปูแนวคิดเรื่อง “ป.ย.ป.” และกระบวนการปรองดองมาตั้งแต่ต้นแล้ว
แม้ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่นี้ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร ทำอะไรผิดพลาดแรงๆ หนักๆ แต่ก็คงไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก
ส่วน 22 พฤษภาคมนี้ ก็จะครบรอบ 3 ปี คสช. วันที่ พล.อ.ประยุทธ์ จาก ผบ.ทบ. แปรสภาพเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยึดอำนาจรัฐ และนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ในอีก 3 เดือนต่อมา
แต่คงไม่มีอะไรนอกเหนือจากการแถลงผลงานของ คสช. เพราะการปรับคณะรัฐมนตรี หลังจากที่กระแสเรียกร้องออกมา โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ และสังคมนั้น

พล.อ.ประยุทธ์ ก็บอกไว้แล้วว่า จะไม่มีการปรับ ครม.
ยันซ้ำด้วย พล.อ.ประวิตร พี่ใหญ่แห่ง คสช. และในรัฐบาล ก็บอกว่า “ไม่มี ไม่ปรับ”
แม้จะแย้มๆ ดักคอพวกแมงเม้าธ์ที่ปล่อยข่าวหลุด ครม. ไว้เลยว่า “ผมพร้อมออก” ก็ตาม
แต่ทว่า บิ๊กป้อม ก็ดูมั่นอกมั่นใจว่าตนเองจะต้องอยู่ร่วม ครม. นี้ไปจนวันสุดท้ายของรัฐบาล
อีกทั้งกว่าจะครบรอบ 3 ปีของรัฐบาล คสช. ก็เดือนสิงหาคม-กันยายนโน่น พล.อ.ประยุทธ์ยังยื้อเวลาไปได้อีกสักระยะหนึ่ง
ท่ามกลางการถูกจับตามองว่า กระแสต่อต้าน และวิพากษ์วิจารณ์ การที่ ครม. อนุมัติเงียบ หลักการแผนจัดซื้อเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าชั้นหยวน S26T จากจีน 3 ลำในกรอบ 11 ปี แต่อนุมัติผูกพันงบประมาณลำแรก 13,500 ล้านบาท ปี 2560-2566 นั้น จะถึงขั้นสะเทือนรัฐบาล และสะเทือนเก้าอี้ รมว.กลาโหมของ พล.อ.ประวิตร ที่เป็นเจ้าของโครงการหรือไม่
ในฐานะที่ พล.อ.ประวิตร เป็นผู้ผลักดันโครงการตั้งแต่มาเป็น รมว.กลาโหม ของรัฐบาล คสช. โดยเป็นคนที่บอกให้ ทร. ตั้งโครงการขึ้นมาใหม่ หลังจากที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยในยุค “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” พับใส่ลิ้นชักไปแล้ว
จนในหมู่ทหารเรือพูดกันเลยว่า ถ้าไม่มี พล.อ.ประวิตร ก็ไม่มีวันนี้ ไม่มีวันที่กองทัพเรือจะได้จัดซื้อเรือดำน้ำ
แม้ว่าความฝันของทหารเรืออยากจะได้เรือดำน้ำในค่ายยุโรป เช่น เยอรมนี หรือสวีเดน หรืออย่างน้อยก็เกาหลีใต้ ที่ซื้อเทคโนโลยีของเยอรมนีมาก็ตาม แต่เพราะราคาสูงมาก เรือดำน้ำจีนจึงกลายเป็นทางเลือกที่มีไม่มากนัก
ประกอบกับนโยบายของรัฐบาล คสช. ก็ดูเอนเอียงไปทางจีน โดยที่ พล.อ.ประวิตร มีแผนร่วมทุนกับจีนในการตั้งศูนย์ซ่อมสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์ในประเทศไทย เพื่อผลิตอะไหล่ขายไทย
จึงไม่แปลกที่คณะกรรมการเรือดำน้ำของ ทร. ในยุคนั้นที่มี บิ๊กยุ้ย พล.ร.อ.ณรงค์พล ณ บางช้าง ผช.ผบ.ทร. เป็นประธาน จะโหวตเลือกเรือดำน้ำ S26T ของจีน มากถึง 14 จาก 17 เสียง หรือเป็นเอกฉันท์ โดยมี 2 คนโหวตให้เยอรมนี ส่วนอีก 1 เลือกเกาหลีใต้
แม้จะเป็นทหารบก แต่บิ๊กป้อมก็มีน้องชายเป็นทหารเรือ และมีก๊วนนายทหารเรือที่ใกล้ชิดและเป็นขาประจำบ้าน ร.1 รอ. ที่ทำให้ได้รับรู้ถึงความจำเป็นที่จะต้องมีเรือดำน้ำ และเป็นความพยายามของ ทร. มากว่า 2 ทศวรรษ แต่ก็ไม่อาจฝ่ากระแสต่อต้านได้เลย

พล.ร.ท.พัชระ พุ่มพิเชฏฐ์ รองเสนาธิการทหารเรือ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสธ.ทร.
เพราะเมื่อครั้งที่มาเป็น รมว.กลาโหม ในรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ พล.อ.ประวิตร ก็เคยผลักดันโครงการเรือดำน้ำมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เพราะสถานการณ์การเมืองรุนแรง จนเกิดเหตุกระชับพื้นที่คนเสื้อแดง
จึงไม่แปลกที่ พล.อ.ประวิตร จะออกตัวว่า พยายามมา 9 ปีแล้ว แต่ทว่าจริงๆ แล้ว ทร. พยายามมากว่า 20 ปีด้วยซ้ำ
แต่กระนั้น ก็ต้องถือว่า พล.อ.ประวิตร คือผู้ให้กำเนิดเรือดำน้ำในยุคใหม่นี้ หลังจากที่ ทร. เคยมีเรือดำน้ำ 4 ลำ มาเมื่อ 60 ปีที่แล้ว
จนที่สุด บิ๊กป้อม ถูกเรียกว่า บิดาแห่งเรือดำน้ำ
“อย่าเรียกแบบนั้น เพราะผมไม่ใช่คนให้กำเนิด แต่ ทร. เป็นผู้ริเริ่ม เสนอขึ้นมา ผมก็สนับสนุน นายกฯ และ ครม. ก็สนับสนุน” พล.อ.ประวิตรออกตัว
ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตรตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกที่มาเป็น รมว.กลาโหมของรัฐบาล คสช. ว่า จะต้องทำให้สำเร็จให้ได้ เพราะรัฐบาลนี้ไม่ใช่รัฐบาลจากการเลือกตั้งเช่นที่ผ่านๆ มา ที่ไม่กล้าอนุมัติ แถมมีการโจมตีเรื่องความไม่โปร่งใส
“ผมจะทำให้สำเร็จให้ได้ คอยดูสิ ผมอยากให้มีเรือดำน้ำ” บิ๊กป้อมพูดไว้ตั้งแต่แรกๆ
“ผมไม่เคยสั่งให้เลือกเรือจีน นายกฯ ก็ไม่ได้สั่ง คณะกรรมการเขาเลือกกันเอง ใครจะไปสั่งได้” บิ๊กป้อมสยบข่าวลือ
ทั้งนี้ คณะกรรมการจัดซื้อเรือดำน้ำในยุคของ บิ๊กณะ พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ที่ขึ้นมาเป็น ผบ.ทร. เมื่อตุลาคม 2559 ได้เลือก บิ๊กลือ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสธ.ทร. เป็นประธานโครงการ

พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ
ที่ทำให้ พล.ร.อ.ลือชัย ต้องเป็นผู้นำทีมคณะกรรมการแถลงข่าว ท่ามกลางการถูกจับตามองว่า ได้แสดงความสามารถ และความเป็นผู้นำอย่างเต็มตัว
ในฐานะแคนดิเดต ผบ.ทร.คนใหม่ ที่จะมาแทน พล.ร.อ.ณะ ที่จะเกษียณตุลาคมนี้
“คณะกรรมการ 22 คน เป็นนายพลเรือ 20 คน เป็นนาวาเอก 2 คน เป็นทหารเรือยุคใหม่ พูดกันด้วยเหตุผล ไม่มีใครมาสั่งได้หรอก” บิ๊กลือโต้ข้อครหา
เวทีนี้ทำให้ พล.ร.อ.ลือชัย น้องชาย บิ๊กโชย พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ได้แสดงความสามารถในการตอบคำถามสื่อ การเลือกใช้คำพูด
“กองทัพเรือไม่ได้มาชี้แจง เพราะเราไม่ได้เป็นจำเลย แต่เรามาเล่าให้เพื่อนนักข่าวฟัง เพื่อไปบอกต่อกับประชาชน” บิ๊กลือเปรย
ที่สำคัญ ลีลา วาทะบนเวทีแถลงข่าวครั้งประวัติศาสตร์ ที่ใช้เวลายาวนานเกือบ 3 ช.ม. และเป็นการแถลงบนเรือหลวงจักรีนฤเบศรด้วยนั้น ทำให้เห็นการเป็นนายทหารเรือนักบู๊ สวนทางกับท่าทีนิ่งๆ และรอยยิ้มนุ่มๆ

พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสธ.ทร.
ทั้งการถามไปถึงรัฐบาลหน้า หากจะยกเลิกมติ ครม. จัดซื้อเรือดำน้ำ จะต้องตอบคำถามได้ว่าเพราะอะไร และทำไมต้องทิ้งเงินที่เราจ่ายไปแล้ว
หรือการสะกิดสหรัฐอเมริกา ที่ส่งเรือดำน้ำมาค้นหาซากเรือสมัยสงครามโลกในอ่าวไทยเรา โดยที่เราไม่รู้ และไม่บอกเราเลย
แม้แต่สถานการณ์โลกเปลี่ยน เพราะแค่เปลี่ยนผู้นำคนเดียว หรือ มหามิตรเอาเราเกือบตาย แค่ทหารเรือเราชะโงกไปดูใน cockpit ของเขา
เรียกได้ว่า นายทหารเรือที่เป็นนักวิจัย ออกแนวนักวิชาการ และนักกีฬา ออกแนวเป็นสายห้าว บู๊เลย
การได้รับผิดชอบโครงการเรือดำน้ำ ทำให้ พล.ร.อ.ลือชัย ถูกมองว่า ได้รับงานสำคัญมากกว่า บิ๊กนุ้ย พล.ร.อ.นริส ประทุมสุวรรณ ผช.ผบ.ทร. แคนดิเดต ผบ.ทร. รุ่นพี่ ตท.16
และถือว่าได้ทำคะแนนในการชี้แจงได้เป็นอย่างดี
แต่นั่นก็ไม่ใช่หลักประกัน หรือข้อบ่งชี้ว่า เขาจะได้รับเลือกเป็น ผบ.ทร.คนใหม่ เพราะจุดเด่นที่กลับกลายเป็นข้อเสียเปรียบคือ การมีอายุราชการถึงปี 2563

พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสธ.ทร. พล.ร.อ.นริส ประทุมสุวรรณ ผช.ผบ.ทร.
หาก พล.ร.อ.ลือชัย แกนนำ ตท.18 คนนี้ขึ้นเป็น ผบ.ทร. ในปลายปีนี้เลย ก็จะปิดทางทั้ง ตท.16-17-18-19 ที่เกษียณก่อนหรือพร้อมเขา
จนคนใน ทร. เชียร์ พล.ร.อ.นริส ที่เหลืออายุราชการแค่ 1 ปี ขึ้นเป็น ผบ. ทร. เพื่อให้คนอื่นๆ มีโอกาสลุ้นเป็น ผบ.ทร. ต่อ
โดยเฉพาะ บิ๊กป๋อง พล.ร.ท.พัชระ พุ่มพิเชฏฐ์ รองเสนาธิการทหารเรือ ดาวเด่นของ ตท.19 ที่มีอายุราชการถึงปี 2563 เท่าบิ๊กลือ
ที่สำคัญคือ พล.ร.อ.ณะ ตั้งเป็นประธานคณะกรรมการจัดจ้างสร้างเรือดำน้ำ ที่ก็ได้แสดงบทบาทบนเวทีแถลงข่าวเรือดำน้ำ มีความเป็นผู้นำและออกแนวบู๊
“เราไม่ได้สั่งสมอาวุธ แต่ที่ผ่านมา เราเกรงใจเพื่อนบ้าน แต่เพื่อนบ้านเกรงใจเราไหม ทุกประเทศจัดหาเรือดำน้ำกันมาแล้วทั้งนั้น” บิ๊กป๋อง อดีตเจ้ากรมยุทธการทหารเรือ กล่าว
ด้วยบทบาทนี้ ทำให้เขาถูกมองว่า จะขึ้นเป็น เสธ.ทร.คนต่อไป ในโยกย้ายปลายปีนี้ ไม่ว่า พล.ร.อ.นริส หรือ พล.ร.อ.ลือชัย เป็น ผบ.ทร. เพื่อสานต่อโครงการเรือดำน้ำจีน
หาก พล.ร.อ.นริส เป็น ผบ.ทร. 1 ปี เกษียณตุลาคม 2561 พล.ร.ท.พัชระ ก็จะมีสิทธิ์ชิงเก้าอี้ ผบ.ทร. ด้วยเช่นกัน
แถมเป็นนายทหารเรือคนเก่ง ที่เรียนได้ที่ 1 โรงเรียนนายเรือ และโรงเรียนเสนาธิการทหารเรือ แถมกองเชียร์ใน ทร. เพียบ
เหล่านี้ จึงอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ พล.ร.อ.ลือชัย ไม่อาจนิ่งนอนใจในอนาคตของตนเอง
จึงไม่แปลกที่ พล.ร.อ.ลือชัย จะรู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆ ใน ทร. ที่สะท้อนจากกรณีเรือดำน้ำ
ไม่ใช่ความกังวลใจของทหารเรือเอง ที่กลัวว่าซื้อเรือดำน้ำแล้วจะไม่มีเงินไปซ่อมบำรุงเรือ หรือเครื่องบิน หรือเฮลิคอปเตอร์
“ผมอยากให้ทหารเรือเราเองเลิกพูด เลิกฟื้นฝอย หรือทำให้เกิดความสับสน นี่เข้าสู่โหมดปรองดองกันแล้ว คนใน ทร. ต้องไม่ทะเลาะกัน เราเป็นลูกประดู่ด้วยกัน บานพร้อมกัน โรยพร้อมกัน ตายก็ตายด้วยกัน” บิ๊กลือเปรย
แต่ทั้งหมดนี้ ถือว่า พล.อ.ประวิตร เป็นผู้เนรมิตให้ชาวราชนาวี ที่ไม่มีเรือดำน้ำมา 60 ปีแล้ว
ขณะเดียวกัน ก็เป็นความฝันของบิ๊กป้อม ที่เป็นจริงด้วยเช่นกัน โดยที่เขาเป็นผู้ผลักดันเรือดำน้ำ และให้คำแนะนำแก่ ทร. มาตลอดเอง
“ไม่มีอะไรหรอก ผมอยากให้มีเรือดำน้ำ มองในทางยุทธศาสตร์สำคัญเลย” บิ๊กป้อมสำทับ
หากย้อนเส้นทางเรือดำน้ำจีนนี้ เริ่มตั้งแต่การให้เสนอบรรจุไว้ในงบประมาณปี 2560 จนผ่านการพิจารณาของ สนช. และ ครม. รับทราบ จากนั้นให้ สตง. ตรวจสอบ ตามมาด้วยให้อัยการสูงสุดตรวจร่างสัญญา โดยที่กลาโหมตรวจซ้ำอีกรอบ
แต่ทว่า มา “ตกม้าตาย” ด้วยการนำเข้าเป็นวาระจร สู่ที่ประชุม ครม. และอ้างเป็นเอกสาร “มุมแดง” ลับมาก เพราะเป็นเรื่องความมั่นคง ยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศ จึงไม่มีการแถลงข่าว
แต่กลับยิ่งทำให้เกิดความกังขา ว่าทำไมต้องปกปิด จนกลายเป็นกระแสตีกลับเข้าใส่รัฐบาล คสช. และ พล.อ.ประวิตร แบบเต็มๆ

จากที่ไม่แถลงข่าว ก็กลายเป็นต้องรีบออกมาชี้แจง ทั้งโดย พล.อ.ประวิตร เอง และบี้ให้กองทัพเรือแถลงเมื่อ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่เดิม ทร. วางแผนจะแถลงข่าว หลังจากไปเซ็นสัญญากับจีน ราวกลางพฤษภาคมนี้แล้ว
ว่ากันว่า ถ้า ครม. อนุมัติแล้ว มีการแถลงข่าวให้ประชาชนรู้ กระแสการต่อต้านก็ไม่รุนแรงถึงเพียงนี้
แล้วกลายเป็นเรื่องการเมือง วิวาทะกันระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และแกนนำพรรคเพื่อไทย ที่เอาโครงการเรือดำน้ำมาเปรียบเทียบกับโครงการรับจำนำข้าว
จนเกิดวาทะเด็ดของ พล.อ.ประวิตร ที่ว่า ถ้าเงินไม่ได้เสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวไป 5 แสนล้าน ก็ซื้อเรือดำน้ำไป 50 ลำ แถมทั้งมองว่า เสียงวิจารณ์หรือปล่อยข่าวว่าล็อกสเป๊ก หรือมีใบสั่งนั้น เป็นแค่เสียงสุนัขเห่า
แต่ก็ทำให้รัฐบาล คสช. ซวนเซไปไม่น้อย…
