bg-single

นิธิ เอียวศรีวงศ์ | คุกภาษาและคุกโรงเรียน

23.09.2020

คงไม่เป็นที่แปลกใจแต่อย่างไร หากผมจะบอกว่า แถลงการณ์ฉบับแรกของคณะราษฎรนั้นใช้ราชาศัพท์เพียง 3 แห่ง (พระเชษฐา, ทรงแต่งตั้ง, ไม่ทรงฟัง) นอกจากนั้น ไม่ปรากฏอีกเลยตลอดแถลงการณ์ จริงอยู่ส่วนใหญ่พูดถึง “รัฐบาลของกษัตริย์” จึงไม่ต้องใช้ราชาศัพท์ แต่ก็ยังมีอีกหลายข้อความที่อ้างถึงกษัตริย์โดยตรง แต่ไม่ใช้ราชาศัพท์

ผู้ร่าง ไม่ว่าจะเป็นคนเดียวหรือกลุ่ม ย่อมรู้ดีว่าตนกำลังทำอะไรอยู่ พวกเขาจะโค่นล้มระบอบปกครองที่กษัตริย์อยู่เหนือกฎหมาย ราชาศัพท์ครบรูปแบบทำให้เจตนารมณ์นั้นฟังไม่ขึ้นเอาเลย เพราะเท่ากับผู้ประกาศยอมรับอยู่แล้วว่า กษัตริย์ก็ควรอยู่เหนือกฎหมาย

ถ้าประกาศฉบับนั้นพูดว่า “…ฉะนั้น จึงได้กราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ ขึ้นดำรงสิริราชสมบัติสืบไป” แทนที่จะเป็นดังคำประกาศว่า “… ฉะนั้น จึงได้ขอเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป”

ถ้าประกาศพูดว่า “คณะราษฎรได้กราบทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงทราบพระกรุณาถึงความประสงค์นี้แล้ว” แทนที่จะเป็นดังคำประกาศว่า “คณะราษฎรได้แจ้งความประสงค์นี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว”

อย่าว่าอะไรเลยครับ แม้แต่เติมทรงคำเดียว เช่น “หมดสมัยที่เจ้าจะทรงทำนาบนหลังราษฎร” หากผมเป็นราษฎรในสมัยนั้น ได้ยินประกาศแบบนี้ แม้จะเห็นด้วยกับคณะราษฎรทุกประการ ก็ไม่ค่อยเชื่อถือหรอกครับว่าพวกเขาจะมีความมั่นใจในตัวเองพอทำอะไรที่อยู่นอกกรอบของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้จริง

ครับ ราชาศัพท์มีฤทธานุภาพมากกว่าการตอกย้ำและยืนยันช่วงชั้นทางสังคมไว้ในสำนึกของผู้คน แน่นหนาเสียขนาดที่เป็นส่วนหนึ่งของความฝันเสมอ

ปราศจากแรงกระตุ้นจากภายนอก จึงยากมากที่ผู้ดีไทยซึ่งคุ้นเคยกับราชาศัพท์จะสามารถจินตนาการถึงสังคมที่เท่าเทียมได้ ไม่ใช่เพียงเพราะมันไม่มีในชีวิตจริง แต่มันไม่มีแม้แต่ในความฝันยามหลับของพวกเขา

“ไวยากรณ์” ของราชาศัพท์นั้นไม่ได้มีแต่เพียงวากยสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว แท้จริงแล้วนั่นไม่สู้สำคัญด้วยซ้ำ เพราะตรงกับภาษาไทยที่คนไทยใช้เป็นปรกติอยู่แล้ว แต่ศัพท์ที่แปรผันไปตามสถานะทางสังคมของผู้พูดและผู้ฟังต่างหาก ที่ทำให้ราชาศัพท์เป็น “ภาษา” อีกภาษาหนึ่ง ไม่เฉพาะสรรพนามอย่างเดียว แต่รวมกริยาและนามด้วย ก็ต้องแปรผันไป ยิ่งราชาศัพท์ที่ใช้พูดกับผู้มีสถานะสูงสุดทางสังคม เช่น พระเจ้าแผ่นดินหรือพระบรมวงศานุวงศ์ การแปรผันของศัพท์ยิ่งมากจนอย่าว่าแต่พูดเลย แม้แต่ฟัง ผมก็ให้สงสัยว่าชาวบ้านไทยฟังไม่ออก

ราวกับอังกฤษในช่วงที่ถูกกษัตริย์ฝรั่งเศสยึดครอง หรืออาณานิคมในเอเชียที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ, หรือฝรั่งเศส, หรือวิลันดา เป็นภาษาราชการ ต่างล้วนเป็น “ภาษาของนาย” ที่น้อยคนรู้เรื่อง

ภาษากำกับพฤติกรรมของคนอย่างไร ก็ลองคิดดูอย่างนี้แล้วกันครับ หากกิจกรรมทางการเมืองในรูปแบบ ต้องดำเนินไปด้วยภาษาที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้จัก การเมืองในรูปแบบย่อมเป็นพื้นที่หวงห้ามสำหรับคนส่วนใหญ่ เป็นแต่เพียงเวทีสำหรับคนจำนวนน้อยในหมู่ชนชั้นสูงไว้แข่งขันแย่งชิงกัน การเมืองของคนส่วนใหญ่กลายเป็นเรื่องของการ “กบฏ, หนีนาย, ปล้นสะดม, จำอวด, เข้าป่า, เมา, วิกลจริต, เผาบ้านเผาเมือง ฯลฯ” อย่างน้อยก็ในเอกสารราชการที่ตกทอดมาถึงเรา

นอกจากกำกับด้วยการทำให้ภาษาเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการต่อรองไม่ได้แล้ว ตัวราชาศัพท์เองยังเป็น “ภาษา” ที่สร้างขึ้น เพื่อไม่ให้ใช้ในการต่อรองอีกด้วย ไม่มีศัพท์, ไม่มีสำนวน, ไม่มีการประกอบประโยค ฯลฯ เพื่อคัดค้าน, ต่อต้าน, ทักท้วง, แข็งข้อ, วิพากษ์วิจารณ์ หรืออะไรอื่นที่ไม่ใช่สยบยอม (ก็ไม่เชิงว่าไม่มีเสียทีเดียว แต่จะใช้เพื่อการนี้ให้ได้ก็จะยืดเยื้อยุ่งยากจนไม่พูดเสียดีกว่า) และนี่คือหนึ่งในเหตุผลที่แถลงการณ์ฉบับแรกของคณะราษฎรไม่ค่อยใช้ราชาศัพท์

ดังนั้น นอกจากราชาศัพท์จะช่วยตอกย้ำช่วงชั้นทางสังคมให้แข็งแกร่งแล้ว ราชาศัพท์ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างเสถียรภาพทางสังคมไปพร้อมกัน แน่นอน เสถียรภาพทางสังคมย่อมเป็นคุณแก่ทุกสังคม แต่เสถียรภาพที่แน่นหนามั่นคงชนิดขยับไม่ได้เลยกลับเป็นโทษ เพราะทำให้กลุ่มชนชั้นนำฝืนความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนไปตามสภาพ จนเสี่ยงต่อความล่มสลายไปทั้งสังคมด้วย

น่าสังเกตด้วยว่า ในขณะที่อิทธิพลของคณะราษฎรถดถอยจนสูญสิ้นไปในการเมืองไทย ราชาศัพท์ก็ยิ่งถูกใช้อย่างเต็มเหยียดมากขึ้นไปพร้อมกัน จนดูรุงรังหูสำหรับคนรุ่นผม เช่น “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ขยายขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็น “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข” แม้เห็นได้ชัดว่า “พระมหากษัตริย์” ในที่นี้หมายถึงสถาบัน ไม่ใช่บุคคล จึงไม่ต้องใช้ราชาศัพท์ก็ตาม

ผมคิดว่า ความรุงรังของราชาศัพท์ประเภทนี้เกิดขึ้นจากความหวาดหวั่นของผู้ใช้ว่า ระบอบปกครองที่ตนสถาปนาขึ้นกำลังถูกสั่นคลอนจากความเปลี่ยนแปลงที่ถั่งโถมเข้าสู่ประเทศจากหลายทาง ราชาศัพท์จึงถูกใช้เป็นหมุดไว้ตรึงให้สังคมหยุดนิ่งไม่ผันแปร ยิ่งหวาดหวั่นต่อความเปลี่ยนแปลงมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องตรึงหมุดให้แน่นขึ้นเท่านั้น

นัยยะสำคัญของราชาศัพท์จึงคือการกำกับควบคุม

และการกำกับควบคุมนั่นแหละคือแกนกลางของการศึกษาไทย นับตั้งแต่เริ่มการศึกษามวลชนขึ้นในประเทศนี้ แต่ในขณะที่การกำกับควบคุมเป็นส่วนประกอบที่ลดความสำคัญลงเรื่อยๆ ในระบบการศึกษาของสังคมอื่น มันกลับมีความสำคัญยิ่งขึ้นในการศึกษาไทย โดยเฉพาะในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา เมื่อสัญญาณของความเปลี่ยนแปลงที่หลีกเลี่ยงได้ยากปรากฏชัดขึ้น

เครื่องแบบ, ทรงผม, ความสั้น-ยาวของเสื้อผ้า, พองตรงไหน, จีบตรงไหน, ถุงน่องรองเท้า, การพูดจา, อากัปกิริยา, ความรู้และความไม่รู้, ความต้องการส่วนตัว ทั้งทางธรรมชาติ (เช่น ขออนุญาตฉี่) และสังคม ฯลฯ ล้วนอยู่ภายใต้การกำกับควบคุมของโรงเรียน

และเช่นเดียวกับราชาศัพท์ ระเบียบหยุมหยิมเหล่านี้ ยิ่งเพิ่มจำนวนและถูกบังคับใช้เคร่งครัดขึ้น เพื่อตรึงให้สังคมหยุดนิ่งกับที่ เมื่อสัญญาณแห่งความเปลี่ยนแปลงปรากฏชัดขึ้นจนทำให้ “ระเบียบ” (อีกชนิดหนึ่ง) หวาดหวั่น

กฎระเบียบเหล่านี้ดำรงอยู่ในนามของการสร้าง “คนดี” แม้ไม่อาจอธิบายได้ว่ามันเกี่ยวกันอย่างไร แต่เป้าหมายที่แท้จริงมีอยู่สองอย่าง หนึ่ง คือสกัดกั้นการเติบโตของความเป็นตัวของตัวเอง (individuality) ของนักเรียน และสอง คือทำลายความนับถือตนเองหรือความเชื่อมั่นตนเองของเด็กๆ ลง

อะไรทำได้ ทำไม่ได้ อะไรถูก อะไรผิด และเพราะอะไร ไม่ใช่สิ่งที่นักเรียนพึงคิดเอง แต่มีระเบียบและครูบอกและกำกับเสมอ นับว่าสอดคล้องกับคติการเรียนรู้ที่มีมาในสังคมไทย นั่นคือคำตอบของทุกปัญหามีอย่างเดียว ไม่ถูกก็ผิด ดังนั้น แม้แต่จะแต่งกายอย่างไร ไว้ผมอย่างไร หรือมีอากัปกิริยาอย่างไรในแต่ละสถานการณ์ นักเรียนก็คิดเองไม่ได้ เพราะมี “ธง” กำกับอยู่แล้วว่า ทุกคนต้องเดินไปทางเดียว

แต่โลกที่นักเรียนเผชิญอยู่ และต้องเผชิญต่อไปในอนาคตไม่ได้ง่ายอย่างนั้น การคิดวิเคราะห์เพื่อแสวงหาคำตอบที่เหมาะสมแก่ตนเอง หรือแก่สถานการณ์เป็นความจำเป็น ไม่มี “ธง” ให้ฟัน โลกที่เป็นจริงต้องการความเป็นปัจเจกและความนับถือตนเองอันเป็นสิ่งที่การศึกษาไทยหวงห้ามอย่างยิ่ง

น่าประหลาดที่ท่ามกลางความล้มเหลวทางการศึกษาไทยอย่างเห็นได้ชัดเช่นนี้ การกระทำที่เรียกกันว่า “ปฏิรูปการศึกษา” ก็ยังจำกัดจุดมุ่งหมายไว้เพื่อตอบสนองความต้องการของทุนและรัฐเผด็จการ ไม่ได้มุ่งจะให้การศึกษาพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง และความนับถือตนเอง

และด้วยเหตุดังนั้น ปฏิรูปการศึกษาจึงไม่เกี่ยวกับเสรีภาพและการปลดปล่อย และอาจทำได้ภายใต้บรรยากาศของเผด็จการทหารที่พยายามจะเป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จ

แต่ปฏิรูปการศึกษานั้นแตกต่างจากการซ่อมเครื่องยนต์ หรือซ่อมสุขภาพคน เพราะไม่มีการศึกษาใดที่ตั้งอยู่โดดๆ ออกไปจากสังคมวัฒนธรรมที่แวดล้อมการศึกษาอยู่เสมอ ถ้ากรรมการปฏิรูปการศึกษายอมรับการรัฐประหารโดยกองทัพอย่างง่ายๆ เช่นนั้น การศึกษาที่พวกเขาปฏิรูปจะเปิดพื้นที่ให้แก่เสรีภาพและความเป็นตัวของตัวเองได้อย่างไร

ภาพในโทรทัศน์ที่แสดงให้เห็นคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาซึ่งสูงอายุมากแล้ว ขึ้นเวทีไปตบมือแปะๆ ร้องเพลงร่วมกับครูใหญ่ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดูจะบอกได้ชัดว่า ปฏิรูปการศึกษาเป็นแต่เรื่องเทคนิคมากกว่าปรัชญาเบื้องหลังการจัดการศึกษา ชวนท้อใจได้ดีแท้

ผมดีใจที่นักเรียนในปัจจุบันได้พยายามช่วงชิงการปฏิรูปการศึกษามาทำเอง แทนที่จะปล่อยให้อยู่ในมือของนักเรียนแก่ๆ ในคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาต่อไป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร