ชวนสนทนา “บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ” ความจริง-การปรองดอง ในเหตุการณ์แห่งพฤษภา

เดือนพฤษภาคม นับว่าเป็นเดือนที่มีเหตุการณ์สำคัณที่ถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองและการเปลี่ยนผ่านหลังความขัดแย้ง หากยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่ถูกพูดถึงและรับรู้กัน ไม่ว่าเหตุการณ์ 18 พฤษภาคม การลุกฮือเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนในเมืองกวางจู ประเทศเกาหลีใต้ ปี 1980 หรือเหตุการณ์ในประเทศไทยอย่างพฤษภาเลือด 2535 และเมษา-พฤษภาอำมหิต 2553
ทั้ง 3 เหตุการณ์นี้ ล้วนถูกบันทึกว่าเป็นเหตุการณ์ที่มีการนองเลือด นำความสูญเสียต่อชีวิตของหลายฝ่ายที่อยู่ในเหตุการณ์ แต่เรื่องราวกลับเต็มไปด้วยความคลุมเครือ ข้อเท็จจริงต่างๆคืออะไร มีเหตุการณ์เชื่อมโยงอะไรอีกที่ไม่ได้ถูกกล่าวถึง และที่สำคัญความขัดแย้งที่ผ่านพ้นไปนั้นได้รับการแก้ไขแล้วหรือไม่
อ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ศึกษาความขัดแย้งทางการเมืองของไทยและเกาหลีใต้ อีกทั้งยังเคยเป็น กรรมการของคณะกรรมอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่ง
Q: ในฐานะที่มีประสบการณ์ร่วมค้นหาความจริงในความขัดแย้งทางการเมือง แต่คนไม่รู้เรื่องแนวคิดเรื่องค้นหาความจริง และการปรองดอง 2 สิ่งนี้มันสัมพันธ์กันอย่างไร
(บัณฑิต) ถ้าพูดถึงสังคมที่มีความขัดแย้งรุนแรง ทุกสังคมจะต้องเริ่มต้นด้วยการยอมรับความจริงก่อนว่ามันเกิดอะไรขึ้น ใครเป็นคนเริ่ม และในความเป็นจริงมันอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมสังคมถึงยอมให้เกิดความรุนแรงนั้นขึ้น ทำไมสังคมถึงยอมให้มีการสังหาร ทำร้ายกัน กดขี่กันในหลายรูปแบบ นี่คือเบื้องต้น เมื่อยอมรับความจริงแล้วก็มาถกเถียงกันว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นมันมีเหตุจากอะไร เมื่อรู้สาเหตุก็จะนำไปสู่วิธีแก้ไข ฟังดูมันง่าย การปรองดองมันเริ่มที่ “การค้นหาความจริง”
ในระดับที่สังคมต้องทุกข์ทรมานและจะพ้นจากความทุกข์ทรมานนี้ได้อย่างไร เป็นเรื่องพื้นฐานที่สุด จึงต้องกลับมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะอะไร แล้วเมื่อรู้ว่าเพราะอะไร เราถึงจะเริ่มปรองดองกันได้ เอาล่ะ ต่อไปนี้ เราจะอยู่กันแบบปกติ นี่คือหลักการพื้นๆ
ทีนี้ในแง่ประวัติศาสตร์ของการปรองดอง มันเริ่มต้นในหลายประเทศเช่น อาร์เจนติน่า แอฟริกาใต้ ซึ่งเคยมีการสังหารหมู่ เคยมีการปะทะกันในหลายกรณี แล้วการปะทะกันนี้มันเกิดขึ้นจากความร้าวฉาน แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันโดยฐานของชาติพันธุ์ ความเห็นทางการเมือง การช่วงชิงทรัพยากร หรือที่เลวร้ายที่สุดคือ ภายใต้ระบอบการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่สามารถตรวจสอบได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ การใช้อำนาจตามความพอใจ ความรุนแรงกลายเป็นสิ่งที่ปฏิบัติอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันโดยไม่มีใครทักท้วงหรือสามารถหยุดยั้งได้ ทำกันไปทำกันมา ฝ่ายผู้ถูกกระทำก็รู้สึกว่าตัวเองตกเป็นเหยื่อ ส่วนฝ่ายกระทำก็ตอบว่าทำต่อไปได้ ทำไมต้องหยุด แล้วเชื่อว่าเป็นวิธีมาตรฐานในการจัดการความขัดแย้ง ในการใช้ความรุนแรงและยกระดับมากขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนของการช่วงชิงอำนาจในกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นความขัดแย้งที่มีฐานต่างจากแบบแรก หรือในเรื่องของศาสนาหรือเรื่องอื่นแต่มันมีความรุนแรงขึ้น มันมีสิ่งซึ่งที่เราไม่ควรทำร้ายกัน ไม่ควรจะลากอาวุธมาสังหารกัน เพียงเพราะว่าเรามีความเห็นต่างกัน เพราะฉะนั้น ความปรองดองมันจะเริ่มขึ้นได้และนักวิชาการหลายท่านทั้งในและต่างประเทศต่างยืนยันว่า
“จะต้องมีความจริงก่อน”
ถ้าไม่มีความจริงจะปรองดองกันได้อย่างไร เมื่อเรารู้ความจริง เราก็จะยอมรับความจริงตรงนี้ได้อย่างไร
- การค้นหาความจริง-การปรองดองมีมาตลอดประวัติศาสตร์การเมืองไทย
(บัณฑิต) ในบ้านเรามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในช่วงหลายสิบปี เรามีการเปลี่ยนแปลงทั้งราบรื่นบ้าง ไม่ราบรื่นบ้าง ในหลายๆครั้งของการเปลี่ยนแปลงมักเกิดขึ้นในกลุ่มผู้กุมอำนาจ แต่หลัง 14 ตุลาคม 2516 สังคมไทยเผชิญกับชุดของความรุนแรงบนท้องถนน แล้วเราจะเห็นได้ว่า เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นผลมาจากการกดขี่ รังแกประชาชนการยึดกุมอำนาจ ไม่ฟังเสียงความเดือดร้อน 14 ตุลา 16 จึงเป็นแรงปะทุสังคมภายใต้ความไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง บางคนอาจบอกว่า เราสู้กับถนอม-ประภาส แต่ความจริงไม่ใช่ เราสู้ตั้งแต่ยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม หลังรัฐประหารปี 2490 โดยกลุ่มราชครู จนมาถึงปี 2500 โดยจอมพลสฤษดิ์ แล้วเป็นจอมพลถนอม ลองนึกดู ปี 2490-2516 นี่คือ 20 ปีที่ทำให้เกิดแรงปะทุ เป็น 14 ตุลา 16 แต่แล้วเพียง 3 ปี เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 เป็นการเหวี่ยงกลับซึ่งน่าสะเทือนใจ ซึ่งเหตุการณ์ฆ่ากันตายนี้ยังมีเรื่องซึ่งจนถึงวันนี้ยังไม่จบ คำถามพื้นๆที่มาจาก ธงชัย วินิจจะกูล ภัทรภร ภู่ทอง พวงทอง ภวัครพันธุ์ ได้ลงสำรวจว่าในอดีตตกลงแล้ว มีคนที่เสียชีวิตกี่คนในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 โดนแขวนคอกี่คน ตอนแรกเราคิดว่ามีเพียงคนเดียว แต่ล่าสุดกลับพบว่ามีมากกว่า 1 นี่คือสิ่งที่น่าตกใจในวาระครบรอบ 40 ปี
หลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลา ก็มีสงครามระหว่างรัฐกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) คนที่ทนไม่ไหวจากการถูกปราบปรามก็ได้เข้าร่ววมไม่น้อยกว่า 3,000 คน สู้รบกับรัฐบาลจนถึงปี 2523 รัฐบาลไทยถึงตระหนักได้ว่า เราสู้รบมานานเกินไป ในหลายภูมิภาค สุดท้ายรัฐบาลจึงต้องอนุญาตให้มีการร่วมพัฒนาชาติไทย จากนโยบายที่ 66/23 ซึ่งยังคงมีประเด็นที่ต้องถกเถียงกัน สิ่งที่ผมอยากจะบอกนั้นคือ ต้องใช้เวลาเป็นสิบปี ก่อนที่เราจะรู้ว่าเราต้องปรองดองกันหลังสู้รบกันมา ซึ่งเกิดขึ้นจากพัฒนาการทางการเมือง นายธานินทร์ กรัยวิเชียรบอกว่าจะอยู๋ในอำนาจ 12 ปี แต่ก็บริหารได้เพียงปีเดียว ถูกพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ก่อการรัฐประหารซ้ำ ซึ่งการทำแบบนี้บ่งชี้ว่า จะต้องมีการเลือกตั้งภายใน 1 ปี นับตั้งแต่การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 2521 ซึ่งในรัฐธรรมนูญระบุว่าจะต้องเลือกตั้งภายในปีนั้น แต่ถ้าไม่ได้ก็บวกอีก 120 วันทำให้มีการเลือกตั้งในปี 2522 ซึ่งน่าสังเกตว่าเป็นการรัฐประหารเพื่อให้มีการเลือกตั้ง น่าสนใจมาก หลังจากนั้นรัฐธรรมนูญปี 21 ที่เรารู้จักกันในชื่อ รธน.ฉบับประชาธิปไตยครึ่งใบ ซึ่งจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปแบบแบ่งเขต ส่วนวุฒิสภาใช้วิธีการแต่งตั้ง ซึ่งระบบแบบนี้อยู่มาจนถึงปี 2534 ผู้นำพรรคการเมืองต่างๆยกอำนาจให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี จนมาปี 2531 สถานการณ์เปลี่ยนอยากได้นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง จึงทำให้ ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี บริหารประเทศจนเกิดปัญหาที่ไม่สามารถอธิบายได้ไม่ว่าประเด็นบุฟเฟต์คาร์บิเนต การทุจริตคอรัปชั่น ที่เราเรียกว่า “โจรใส่สูท” จนเกิดการรัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2534 ซึ่งสร้างความยินดีให้กับประชาชนส่วนหนึ่ง และเชื่อว่าการรัฐประหารจะแก้ไขการเมืองให้ดีขึ้น จากนั้นนายอานันท์ ปัณยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรีและจัดการจนมีรัฐธรรมนูญปี 2534 ฝ่ายทหารกลัวถูกเช็คบิลคืน จึงเป็นตั้งพรรคสามัคคีธรรม หวังให้ณรงค์ วงศ์วรรณ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ถูกโจมตีทำให้ชื่อของนายณรงค์ตกไป แต่แล้วตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกลับตกไปอยู่กับพล.อ.สุจินดา คราประยูร ซึ่งเป็นการตระบัดสัตย์ที่ว่าจะไม่เป็นนายกรัฐมนตรี ไหนว่าจะไม่ยึดกุมอำนาจ พอสังคมรู้สึกว่าสุจินดาไม่รักษาสัญญา มีแนวโน้มที่จะยึดกุมอำนาจต่อไปไม่ฟังเสียงของประชาชน จึงลุกฮือต่อต้าน เงื่อนไขสำคัญที่นำไปสู่การต่อต้านนายสุจินดาครานั้น คือสุจินดาไม่ลงเลือกตั้ง ถ้าลงเลือกตั้งก็จบ ข้อครหานี้จะไม่ถูกหยิบมาโจมตี แต่รัฐบาลสุจินดาตัดสินใจปราบปรามประชาชน ด้วยเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ มีการเขียนศึกษาไว้ นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลง เมื่อสิ้นเหตุการณ์พฤษภาเลือด ก่อนที่สุจินดาออกจากตำแหน่งได้ประกาศกฎหมายนิรโทษกรรมให้ตัวเอง เมื่อลาออกได้มีการตั้งกรรมการตรวจสอบค้นหาความจริงกัน แต่รายงานชิ้นนั้นก็ไม่เป็นที่เปิดเผย ต่อมามีความพยายามที่ปรับปรุงแก้ไขการเมืองหลังพฤษภา 35 คนส่วนใหญ่ในตอนนั้นอยากให้มีการปรับปรุงรัฐธรรมนูญที่เขียนโดยคณะทหาร จึงได้มีการปฏิรูปการเมืองด้วยมาตรา 211 เพื่อให้เกิดสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการเลือกตั้งของประชาชนทั่วประเทศ แต่ตอนนั้นมาตรการการปรองดองยังไม่มีการถูกพูดถึงนัก แต่การค้นหาความจริงนั้นมีแล้ว จนเราได้รัฐธรรมนูญปี 2540 พร้อมกับเจอวิกฤตเศรษฐกิจ รัฐบาลหลังปี 2540 พบกับปัญหาในการบริหารประเทศ แต่เครื่องมืออย่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ได้เปิดช่องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
- ความจริง–การปรองดองในความขัดแย้งหลังรัฐประหารปี 2549
เรามองว่าสมัยก่อนการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง นโยบายเกิดขึ้นได้ยาก รัฐบาลไม่ต่อเนื่องแต่รัฐธรรมนูญ 2540 ทำให้รัฐบาลทำงานได้อย่างเข้มข้นกว่าที่เคยมีมา ทำให้ได้รัฐบาลทักษิณ ชินวัตรและความเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้น การใช้อำนาจของทักษิณมีมากเกินไปขัดกับความรู้สึกในเรื่องความโปร่งใส จึงเกิดรัฐประหารในปี 2549 นับตั้งแต่นั้นเราอยู่ในวังวนความขัดแย้งจนมาถึงทุกวันนี้ จนมีรัฐธรรมนูญปี 50 และประชาชนเลือกตั้งได้นายสมัคร สุนทรเวช สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และมาคั่นกลางที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และการคั่นกลางนำมาซึ่งความไม่พอใจของประชาชนซึ่งเชื่อว่าตัวเองถูกหักหลัง คิดว่าตัวเองถูกบิดเบือนเจตนารมณ์ ออกมาสู้กัน ประกอบการกระแสเหลือง-แดง เลยทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองถูกใส่สีมากไปอีก ทำให้เกิดเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 2553 นี่ยังไม่นับเหตุการณ์ ปี 2552 และการปะทะกันบนท้องถนนหลังรัฐประหาร ปี 2549 เป็นต้นมา หนำซ้ำยังไม่พอเมื่อสิ้นเหตุการณ์ปี 2553 ผมอยู่ในคณะกรรมการชุดอ.คณิต ณ นคร ผมสำรวจพื้นที่บ่อนไก่ สีลม ซอยรางน้ำ รวม 53 ศพ
ในตอนนั้นรู้สึกว่ากระบวนการทำงาน มีความจำกัดในหลายด้าน ไม่ได้เดินทางในทิศทางที่ควรจะเป็น จึงออกมาทำงานเองในชื่อกลุ่มมรสุมชายขอบ โดยรายงานชิ้นนี้ ผมทำอย่างง่ายเป็นไทม์ไลน์เช้าจรดเย็นเกิดอะไรขึ้น ใครเจ็บใครตายบ้าง ใครโดนยิง ณ จุดไหน อันนั้นจึงเป็นรายงานเบื้องต้น จนในชั้นหลัง ตนรู้สึกว่าชุดทำงานของอ.คณิต ไม่สามารถผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ผมจึงร่วมทีมกับ ศปช. ทำให้ได้รายงานซึ่งเป็นความพยายามในการค้นหาความจริงรอบด้านที่สุด จากที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้ 14 ตุลาคม 2516 เรารู้จริงหรือยังว่ามีคนเสียชีวิตเท่าไหร่ ตัวเลขอาจชัดเจน แต่คนเจ็บ พิการทางร่างกาย ผลสะเทือนทางจิตใจมีแค่ไหน เราไม่รู้ 6 ตุลา 2519 เรารู้ว่า 46 คน แต่ทั้งหมดนี้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐกี่คน เป็นฝ่ายนิสิต นักศึกษา ประชาชนกี่คน ที่ผมบอกข้อมูลเมื่อปีก่อนเราเพิ่งรู้ว่าการแขวนคอรอบสนามหลวงมีมากกว่าหนึ่งศพ แล้วที่เสียชีวิตในป่าเขา ในการรบมีเสียชีวิตกี่คนทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายที่ร่วมเข้ากับ พคท. เรายังไม่รู้เลย พอปี 2553 เหมือนจะรู้ อ.คณิตค้นหาแล้วรอบหนึ่ง รายงานนั้นเป็นที่เปิดเผย แต่นำไปสู่การปฏิบัติขนาดไหน ข้อเสนอแนะของอ.คณิตได้นำไปใช้มากน้อยแค่ไหน และในส่วนของ ศปช.ที่พยายามยืนหยัด นำเสนอข้อมูลอีกด้านหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างรอบด้านทั้งคลิป ภาพ แผนภูมิรายละเอียด บทสัมภาษณ์ญาติผู้ได้รับผลกระทบ ที่ว่ามีการเผากัน มันเริ่มมาจากไหน จากใคร แล้วความสูญเสีย มันอยู่กับฝ่ายใคร กระทำโดยใคร เราเขียนไว้ค่อนข้างชัด
จึงกลับมาฐานเดิมว่า ที่เรายังไม่ยอมรับความจริงกันนี้ เราจะเดินหน้าเข้าสู่การปรองดองได้อย่างไรในเมื่อคนทำผิดยังไม่รู้สึกว่าตัวเองทำผิด ยังไม่รู้และไม่คิดว่าตัวเองทำผิด และนี่คือสิ่งที่สังคมไทยจะต้องเรียนรู้กับคำถามพื้นฐานนี้
Q: ทำไมฝ่ายผู้มีอำนาจถึงกลัวถูกเช็คบิล?
(บัณฑิต) มันเป็นธรรมชาติของคนที่อยู่ในอำนาจ เมื่อพ้นจากอำนาจแล้วก็เกรงว่าจะถูกล้างแค้น แต่ตนอยากกล่าวว่า ในความเป็นจริงของสังคมไทย การจัดการกันในหมู่ชนชั้นนำเป็นเรื่องที่เคยมีมาในอดีต ในยุคจอมพล ป.ในยุคกลุ่มราชครู หรือจอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอม หลังจากนั้นการปะทะกันในหมู่ชนชั้นนำมีน้อยแต่ยังคงเห็นประปรายในยุคของพล.อ.เปรม โดยเฉพาะบทบาทของกลุ่ม จปร.รุ่น 7 เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าการเช็คบิลจะเกิดขึ้นไหม มันเกิดขึ้นได้เหมือนกันแต่ว่าในโลกปัจจุบัน ถ้าหากรัฐบาลใดในขณะนั้น ใช้อำนาจเกินพอดีต่อประชาชน มันมีประเด็นที่นำไปขึ้นศาลคดีอาญาระหว่างประเทศหรือไอซีซี ว่าด้วยการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ นั้นก็เป็นช่องทางหนึ่งเพราะว่า เราเริ่มเห็นว่า บรรดาเผด็จการที่สั่งฆ่าประชาชน ถึงแม้ว่าจะพ้นโทษในบ้านเมืองตัวเอง แต่เมื่ออยู่ในเวทีระหว่างประเทศก็ไม่ง่ายที่จะพ้นโทษ นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ที่ยังต้องขบคิดกัน เพราะประเทศที่เราเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว หากยกตัวอย่างใกล้ตัวเรา เช่นอาเจะห์ ติมอร์-เลสเต้ ที่เราเห็นความพยายามที่จะปรองดอง เราเห็นศรีลังกาซึ่งปัญหายังไม่จบ ฟิลิปปินส์ที่เพิ่งเกิดเหตุ แสดงให้เห็นว่าการปรองดองยังไม่จบง่ายๆ
แต่มีที่หนึ่งที่พยายามและทำสำเร็จนั้นคือกรณีเกาหลีใต้ เรียกว่าประสบความสำเร็จค่อนข้างมาก ในการจัดการอดีตและความขัดแย้งแต่ก็ไม่ง่าย จากการที่ตนร่วมโครงการสันติทัศนาไปศึกษาพื้นที่ในเกาหลีใต้ว่าเคยปะทะกัน ไปดูว่าพยายามค้นหาความจริงและการปรองดองนั้นทำกันอย่างไร โดยเฉพาะเกาหลีใต้ มีการตั้งย้อนเวลาไปถึงยุคอาณานิคม เกาหลีตกเป็นอาณานิคมญี่ปุ่นเกือบ 40 ปี ลองคิดตามในช่วงนั้นผู้รักชาติ ที่พยายามกอบกู้บ้านเกิดต้องพบกับความทรมานการกับปกครองของรัฐบาลอาณานิคมญี่ปุ่นอย่างไร และยังไม่พอ เกาหลีต้องรบกันระหว่างเหนือ-ใต้ ซึ่งตอนนั้นเกาหลีใต้ก็อยู่ยุคเผด็จการทหารของพัค จุงฮี ชุน ดูฮวาน เกาหลีใต้ผ่านความทุกข์ยาก กรณีที่โด่งดังที่สุดคือ กวางจูในปี 1980 ซึ่งยกระดับความรุนแรงในการกระทำต่อประชาชนถึงขั้นล้อมเมืองปราบ และใส่ร้ายว่าเป็นคอมมิวนิสต์หรือเอนเอียงไปเกาหลีเหนือ ชาวกวางจูที่ถูกสังหารอย่างโหดร้ายจึงมีตราบาป จนกระทั่งรัฐบาลประชาธิปไตย นำผู้ที่มีส่วนในการสังหารประชาชนในหลายกรณี เอามาขึ้นศาล และทำให้อดีตประธานาธิบดีถูกจำคุก นี่เป็นลักษณะที่ก้าวหน้าและสังคมเกาหลีใต้ในท้ายที่สุดก็ยังไม่จบ ยังต้องต่อสู้ต่อไป
“เพราะฉะนั้นการปรองดองยังไม่ได้อยู่ที่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ชนะแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่มันคือความจำเป็นที่จะต้องตระหนักรู้ว่า คุณกับผม และใครอีกหลายคนก็ต้องอยู่กันไปแบบนี้ เราไม่มีทางเปลี่ยนให้คนเห็นในทิศทางเดียวกันได้”
Q: ในงานรำลึก 36 ปีเหตุการณ์กวางจู มุน แจ อิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้คนใหม่ประกาศจะค้นหาความจริง หลังมีความพยายามบิดเบือนการต่อสู้ในเมืองกวางจู และจะทำให้ความจริงปรากฏ ท่าทีของเขาสะท้อนให้เห็นอะไร
(บัณฑิต) ผมอยากจะเล่าต่อตรงนี้ เมื่อชาวกวางจูที่ถูกกระทำได้มีตราบาปติดตัว บรรดาพ่อแม่ ลูกหลานของคนที่เสียชีวิตรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกตราหน้าว่าเป็นคนไม่รักชาติ เป็นคอมมิวนิสต์ จนมีการรื้อฟื้นในช่วงที่ประเทศเป็นประชาธิปไตย สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงนั้น และมีการเขียนรายงานหลายชุด ในกรณีเกาหลีใต้เมื่อเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตย ประชาชนรู้สึกว่าเป็นโอกาสจัดการอดีต ก็ตั้งกรรมการตรวจสอบว่า คนที่ถูกกระทำโดยรัฐบาลในตอนนั้นเป็นอย่างไร ช่วงรัฐบาลอาณานิคมเป็นอย่างไร ไปดูญาติที่ร้องว่าเป็นอย่างไร และในหลายกรณีรัฐต้องชดเชยรวมถึงกรณีกวางจูด้วย แต่บันดาลใจสำคัญของการค้นหาความจริงในเกาหลีใต้ มาจากการลุกฮือของประชาชนในเมืองกวางจู แล้วรู้สึกว่าคนเหล่านั้นไม่ได้รับความเป็นธรรม สิ่งที่เขาทำก็คือไปดูว่ารัฐบาลทำจริงหรือเปล่า ใช้กำลังเกินความเหมาะสมกับพลเรือนหรือไม่ แล้วมันมีวิธีอื่นไหม คือถ้ามันเป็นสิ่งที่เลือกไม่ได้ รัฐบาลไม่มีทางเลือกอื่นใด มันก็จะเป็นอีกทางหนึ่ง แต่ถ้ารัฐบาลมีทางเลือกแต่ยังใช้กำลังทหารกับประชาชน มันก็ต้องเป็นอีกทางเลือก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในการค้นหาความจริงในกวางจูมันจึงเกิดขึ้น และนำไปสู่การชดเชยให้กับญาติผู้เสียชีวิต
ด้านญาติผู้สูญเสียรู้สึกว่าถ้าไม่มีการสืบทอดเจตนารมณ์ ถ้าไม่มีการเล่าเรื่อง วีรกรรมของคนเหล่านั้นก็จะกลายเป็นสิ่งคลุมเครือ พวกเขาจึงทำหลายอย่าง ตั้งแต่สร้างมูลนิธิ ใช้เงินที่ได้รับจากการชดเชยจากรัฐบาลมาตั้ง จากญาติ จากเมืองกวางจูมาจัดกิจกรรมทุกปี และมีการมอบรางวัลกวางจูเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งในปีนี้ นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษาหรือไผ่ ดาวดิน ได้รับรางวัล เป็นคนไทย คนที่ 2 ที่ได้รางวัลที่สำคัญสูงสุดในเอเชีย ต่อจากนางอังคณา นีละไพจิตร
“การเคลื่อนไหวของเมืองกวางจูจึงไม่ใช่แค่การเรียกร้องรัฐบาลมาชดเชยความเสียหาย แต่เรียกร้องให้รัฐบาลและคนอื่น และชาวโลกหันมาดูชาวกวางจู และในขณะเดียวกัน สิ่งที่ชาวกวางจูเรียกร้องคือ คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”
แน่นอนว่าในชุดความรุนแรง พอเราดูในหลายประเทศ การละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็คือการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คือไปประณามไปติดฉลาก ไปบอกว่าพวกเขาต่ำต้อย ไม่ควรจะเป็นมนุษย์ เขาไม่ใช่คน พอบอกแบบนี้ก็ถูกกระทำ ถูกทำร้าย ถูกสังหาร
เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญ คือต้องบอกให้ได้ว่าคนตายมีชื่อ มีนามสกุล มีญาติพี่น้อง เป็นคนๆหนึ่งร่วมชาติกับเรา และไม่ควรจะตายเพียงเพราะคิดต่างจากคนอื่น

Q: ย้อนกลับมาไทย เหตุการณ์ปี 2553 ผ่านมา 7 ปี มีความเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง
(บัณฑิต) เงื่อนไขสำคัญของการปรองดองในทุกประเทศ มันเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนระบอบการปกครอง (Regime Change) หมายความว่า ฝ่ายหนึ่งซึ่งได้ชัยชนะในทางการเมือง จะเป็นฝ่ายริเริ่มรื้อฟื้น ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นฝ่ายถูกกระทำ ฝ่ายที่กระทำก็มีสิทธิ์ที่จะริเริ่ม แต่ต้องไม่ลืมว่า ถ้าเป็นฝ่ายกระทำก็ต้องรู้ว่าตัวเองกระทำกับอีกฝ่ายยังไง คุณสำนึกว่าจะอยู่กันแบบนี้ไม่ได้ ในหลายประเทศหลายกรณีเริ่มจากภายในชนชั้นนำเอง ผู้กระทำเองรู้สึกบาป รู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อได้ในสภาวะแบบนี้ เป็นความย้อนแย้งทางจิตใจ แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นการต่อสู้ของผู้ถูกกระทำ ประกาศป่าวร้องว่าถูกกระทำ อยากจะให้ชาวโลกมอง สังคมมองใหม่ นั้นคือสิ่งที่จะต้องมีการเจรจาต่อรอง แต่ว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระบบการเมือง ในแง่ผู้นำการเมือง เปลี่ยนขั้วทางการเมือง นี่เป็นจุดที่สามารถทำได้ แล้วหลังจากนั้นการปรองดองจึงจะเริ่มต้น คือฝ่ายที่มีอำนาจนำทางการเมือง เป็นฝ่ายเริ่ม ถึงฝ่ายประชาชนเรียกร้องแต่ถ้าฝ่ายกุมอำนาจ ไม่มีเจตนารมณ์อย่างแรงกล้า ที่จะปรองดองนี้ มันก็ไม่เกิดขึ้น แล้วหนักกว่านั้นอีก ที่กล่าวไปในตอนแรกคือการที่จะปรองดองได้จะต้องค้นหาความจริงก่อนนั้น ไม่ใช่ปรองดองแล้วบอกว่าเราให้อภัยแล้วลืมกันนะ เพราะว่าถ้าพูดแบบนี้ มันจะเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยขึ้นอีก เราเคยทำแบบนี้ใน 6 ตุลา 19 เราประณามว่าคนพวกนี้ไม่ใช่คนไทย เป็นพวกหนักแผ่นดิน เพราะอย่างนั้นฆ่าพวกเขายังไงก็ได้ เช่นกันความเปลี่ยนแปลงในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ว่าพวกเขาเป็นคนเสื้อแดงแล้วควรจะตาย หรือเขาเป็นเสื้อเหลืองแล้วสมควรโดนยิง ผมก็ไม่เห็นด้วยทั้งสองชุดความคิดอยู่แล้ว
ฉะนั้นสิ่งสำคัญก็คือ เราต้องคืนความเป็นปกติให้กับศีลธรรมของเราว่า เรายินดียินร้ายที่จะเห็นคนถูกกระทำอย่างนั้นหรือ ในฐานะผู้สังเกตการณ์ เราไม่ควรจะให้เป็นอย่างนั้น แล้วเมื่อเราตระหนักได้ ก็จะช่วยกันผลักดันให้ผู้นำทางการเมืองยอมรับความจริงว่า ในสังคมทุกสังคม มันไม่มีทางหรอกที่จะเห็นในทิศทางเดียวกันหมด และในขณะเดียวกัน เราต้องหาทางอยู่ด้วยกัน เราไม่สามารถผลักไสไล่ส่งเพื่อนร่วมชาติให้ไปอยู่พรมแดนอีก ซึ่งผมคิดว่าเป็นฐานคติที่สำคัญ
การปรองดองทุกครั้งที่สำเร็จ ก็เริ่มต้นจากชนชั้นนำ ผลักดันต่อรองเจรจาระหว่างชนชั้นนำกับคนที่ถูกกระทำ แล้วต้องคิดต่อด้วยเรื่องที่ผู้ถูกกระทำเรียกร้องต้องออกมาพูด ก็เพราะว่าคนตายมันพูดไม่ได้ คนที่อยู่ก็ต้องมีหน้าที่พูดแทนคนที่ตายไปซึ่งไม่มีโอกาสแก้ตัว พวกเขาถูกกระทำไปแล้ว ชีวิตพวกเขาจบสิ้นไปแล้ว ผมยกตัวอย่างกรณีที่ง่ายที่สุดคือ กรณีลุงอาแกว (ถูกยิงที่แยกหลักสี่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2557 จนเป็นอัมพาตก่อนที่จะเสียชีวิตในอีกไม่กี่เดือนต่อมา) เพียงแค่ว่าชื่อลุงชื่ออาแกว คนก็ไปประณามว่าเป็นชาวเวียดนาม เป็นทหารคอมมิวนิสต์ สมควรแล้วที่ถูกยิง เพียงแค่นี้สังคมไทยยังไม่พร้อมที่จะยอมรับความจริง พวกเราทั้ง ศปช.และนักวิชาการจำนวนไม่น้อย กระทั่งคนธรรมสามัญ ต่างคิดเห็นในทิศทางเดียวกันว่า
“ถ้าไม่มีความจริงนี้ มันยากที่จะปรองดอง”
มันต้องยอมรับความจริงกันก่อน ในรายงานของ ศปช.ที่มีหลายหน้าก็อาจเป็นที่ถกเถียงกันต่อได้ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าหลายคดีนี้ ศาลสถิตยุติธรรมได้มีคำพิพากษาแล้วว่า ความเจ็บความตายของคนเหล่านั้นเกิดขึ้น โดยการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐ คุณก็ต้องรับผิดชอบ จะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม เพราะรัฐมีสีไม่ได้ ถ้าเมื่อใดรัฐเลือกสีปุ๊บ คุณจะมองคนอื่นว่าไม่ใช่พวกคุณ รัฐต้องมองทุกคนทัดเทียมเสมอหน้ากัน ในรัฐที่ใช้กฎหมาย เป็นเสรีนิยมประชาธิปไตย ทุกคนต้องเสมอภาคและถูกบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน แค่หลักการเท่านี้เอง แต่ต้องไม่ทิ้งสิ่งสำคัญ นั้นคือความจริง มันถึงจะปรองดองกันได้
Q: คสช.พยายามผลักดันให้มีการปรองดองจากหลายภาคส่วนจนมาถึงขณะนี้ คิดว่าจะออกมาในทิศทางไหน
(บัณฑิต) เท่าที่ติดตามจากเพื่อนที่รู้จักกัน พวกเขาพยายามผลักดัน แต่ตนคิดว่ายังไม่เพียงพอ มันมีอะไรหลายอย่างที่สามารถดำเนินการได้ทันที ยกตัวอย่างเช่น การยอมรับการมีอยู่นักโทษทางการเมือง คนเหล่านี้จำนวนมาก ไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าพวกเขาก่อความรุนแรง หรือทำกิจกรรมบางอย่างที่ทำให้เกิดความสูญเสีย หาหลักฐานเชื่อมโยงยากมาก แต่รัฐกลับเอาพวกเขาไว้ในคุก คดีเหล่านี้เป็นคดีที่สามารถจำหน่ายออกหรือยกฟ้องได้ในหลายกรณี หรือไม่นานมานี้ ในช่วงลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญก็เกิดคดีประชามติขึ้น ที่พบว่าแม้กระทั่งนักข่าวยังถูกจับ ถูกตั้งข้อหา หรือแม้แต่ทนายถูกตั้งข้อหาว่าขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งที่หน้าที่ของทนายคือปกป้องลูกความ
Q: สังคมไทยจะสามารถก้าวพ้นความเกลียดชังเพียงเพราะคิดไม่เหมือนกันและสามารถไปสู่ความปรองดองได้จริงหรือ
(บัณฑิต) หลัง 6 ตุลา 19 สังคมไทยรบกันด้วยอาวุธ รบราฆ่าฟันกันระเบิดใส่กัน แม้แต่เอาเครื่องบินไปทิ้งระเบิดใส่ฐานที่มั่น การรบตั้งแต่ 2519-2523 พคท.คนสุดท้ายที่ออกจากป่าก็เกือบปี 2530 แต่เพราะอะไรในขณะนั้นรัฐบาลหนึ่งหรือกลุ่มการเมืองหนึ่งเอานายธานินทร์ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลัง6 ตุลา เพราะพวกเขาต้องการเขยิบเข้าสู่การปรองดองหรือเปล่า ซึ่งการปรองดองนั้นอาจไม่ได้ปรองดองกับพคท.หรอก แต่ปรองดองกันในหมู่ชนชั้นนำ ปรองดองกันในหมู่นายทุน นักการเมือง จนกระทั่งในด้านหนึ่งพวกเขารู้สึกว่า รบกันไปแบบนี้ไม่คุ้ม ถึงได้เกิดนโยบาย 66/23 คำถามคือในสภาวะปัจจุบัน เมื่อใดที่คนกุมอำนาจทางการเมืองถึงสามารถชี้ความเป็นความตายทางการเมืองได้ จะรู้สึกว่าอยู่กันไปแบบนี้ไม่ได้ ผมคิดว่าตรงนี้คือจุดสำคัญ อย่างที่ผมชี้ไว้ว่า ถ้าการปรองดองจะเกิดมันต้องเริ่มจากภายใน เราเห็นว่าความจริงอย่างที่เราคิด มันไม่เป็นความจริงแบบนั้น มีเอกสารหลักฐานออกมา เรายอมรับตรงนี้ได้ไหม ถ้าเปิดใจรับได้แล้วรู้สึกว่าที่ผ่านมา เราทำมันกับเพื่อนร่วมชาติด้วยความรุนแรง ต้องกลับมาสู่ความปกติ กอบกู้มโนธรรมสำนึกว่า เราอยู่กันแบบนี้ไม่ได้ ต้องกลับมา เมื่อใดที่สังคมรู้สึกว่าเราจะต้องคืนความปกติให้ตัวเอง สังคมมันถึงจะอยู่ในจุดที่ปรองดองกันได้ ถ้าไม่อย่างนั้นมันก็ยาก คนที่ฆ่ากันเยอะเพราะไปดูถูกว่าเป็นแมลงสาบ สัตว์ชั้นต่ำถึงได้ฆ่ากันด้วยความรุนแรง วิธีการพิสดารเท่าที่เราคิดกัน ในกรณีอินโดนีเซียชี้ให้เห็นว่า เพียงเพราะคอมมิวนิสต์ ก็สมควรถูกสังหารด้วยวิธีที่โหดร้ายทารุณแล้วสังคมยอมรับได้ สังคมไทยก็เช่นกันในกรณี 6 ตุลา
เพื่อที่จะไม่ให้เกิดเหตุแบบนี้อีกในอนาคต เราต้องเรียนรู้สิ่งที่เราจะต้องทำคือ กลับมาหาความจริง เผยแพร่ความจริง พูดกันบนฐานของความจริงจึงจะตกลงกันได้ว่าเราจะอยู่กันแบบไหน นี่คือจุดเริ่มต้นของการปรองดอง แต่ถ้าเราไม่คิดว่าคุยกัน หรือคิดว่าบ้านเมืองอยู่แบบนี้ก็ดีแล้ว การปรองดองเกิดขึ้นไม่ได้ง่ายๆ
อิสราชัย จิรภัทรนิชพันธ์/รายงาน
