bg-single

เหยี่ยวและพิราบในการเมืองไทย! | สุรชาติ บำรุงสุข

10.03.2021

สถานการณ์การเมืองในไทยดูจะมีความท้าทายเพิ่มมากขึ้นเรื่อย และเป็นความท้าทายที่สะท้อนถึงทิศทางการพาประเทศออกจาก “วงจรความขัดแย้ง” ที่กำลังมีความรุนแรงเป็นองค์ประกอบสำคัญ ซึ่งหากการพาประเทศออกจากวงจรเช่นนี้ไม่ได้แล้ว ไทยจะไม่ใช่แค่ “คนป่วยแห่งเอเชีย” แต่ไทยอาจเป็น “คนทุพลภาพแห่งเอเชีย” ที่การเมืองและสังคมจมปลักอยู่กับความขัดแย้งอย่างไม่อาจถอนตัวได้เลย

ในสภาพเช่นนี้ กลุ่มชนชั้นนำ ผู้นำทหาร และบรรดาผู้นำการเมืองปีกขวาจัด อาจจะมั่นใจอย่างมากว่า พวกเขาสามารถจัดการกับผู้เห็นต่างทางการเมืองได้ด้วย “มาตรการปราบปราม” และเชื่อมั่นว่า การปราบปรามประชาชนจะเป็นหนทางหลักของการดำรงอยู่ในอำนาจได้ต่อไป อีกทั้งเชื่อว่า “จักรกลของการปราบปราม” นั้น อยู่ในมือของพวกเขา หรือเป็นสำนวนเก่าที่ว่า ชนชั้นปกครองควบคุมเครื่องมือหลัก 4 ประการคือ “ศาล-ทหาร-ตำรวจ-คุก”

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่กลุ่มผู้มีอำนาจจะเชื่อว่า มาตรการปราบปรามพร้อมกับการใช้เครื่องมือสี่ประการนี้ จะทำให้การเคลื่อนไหวของผู้เห็นต่างจากรัฐ “ถูกสยบ” และในที่สุดแล้วจะทำให้รัฐเป็นฝ่ายชนะ และฝ่ายต่อต้านจะเป็นผู้แพ้ ซึ่งว่าที่จริงแล้ว ชุดความคิดในการต่อสู้กับผู้เห็นต่างทางการเมืองด้วยการปราบปรามเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น ฝ่ายรัฐจึงมักจะมั่นใจกับความเหนือกว่าของ “กำลังอำนาจ” ที่รัฐมีเสมอ และเชื่อว่าความเหนือกว่าเช่นนี้คือ “ปัจจัยแห่งชัยชนะ”

ในทางการเมืองนั้น ผู้ที่สมาทานกับชุดความคิดเช่นนี้มักจะถูกเรียกว่าเป็น “สายเหยี่ยว” (The Hawk) ที่วางนำ้หนักทางความคิดไว้กับการใช้กำลัง และไม่เชื่อในเรื่องของการประนีประนอม อีกทั้งมีทัศนะว่า การประนีประนอมคือ ความพ่ายแพ้ จึงไม่ควรนำมาใช้เป็นหนทางของการปฎิบัติ … หน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจเหนือกว่าฝ่ายต่อต้านคือ การกวาดล้างด้วยกำลัง

แต่หากคิดในอีกมุมหนึ่ง การต่อสู้ทางการเมืองมีสองแนวคิด … สองแนวทางเสมอ เพราะการต่อสู้ทางการเมืองมีลักษณะของความเป็น “สงครามการเมือง” ในตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และคำถามของนักคิดในอีกด้านหนึ่งที่เห็นแย้งจากสายเหยี่ยวก็คือ สงครามการเมืองชนะด้วยอำนาจกำลังที่เหนือกว่าจริงหรือไม่?
คำตอบของผู้เห็นแย้งในทางยุทธศาสตร์ที่ถูกเรียกว่า “สายพิราบ” (The Dove) นั้น แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ชัยชนะด้วยกำลังเป็นเพียง “ชัยชนะทางยุทธวิธี” ที่อาจจะส่งผลได้ในระยะสั้น แต่หากพิจารณาถึงผลในระยะยาวแล้ว ชัยชนะทางยุทธวิธีอาจจะไม่นำไปสู่ “ชัยชนะทางยุทธศาสตร์” และผลตอบแทนที่ได้ในระยะสั้นนั้น อาจจะไม่มีคุณค่าในทางยุทธศาสตร์ในระยะยาวแต่อย่างใด

ในอีกด้านหนึ่งนั้น อาจจะต้องตระหนักว่า ผู้ที่ชนะทางยุทธวิธีอาจจะไม่ใช่ผู้ชนะในสงครามการเมือง และในบริบทของสงครามอาจจะพบกับความน่าฉงนว่า ผู้ที่กุมชัยชนะทางยุทธวิธีกลับจบลงด้วยความเป็นผู้แพ้สงคราม ซึ่งทฤษฎีการสงครามและผลของสงครามการเมืองเช่นนี้อาจจะแตกต่างจากความรับรู้ของชนชั้นนำ ผู้นำทหาร และผู้มีอำนาจในกลุ่มการเมืองปีกขวาจัดทั้งหลายในไทย ที่คิดได้แค่เพียงมิติการใช้กำลังในสองรูปแบบหลักคือ การ “กวาดล้างและจับกุม” และเชื่อว่าสองมาตรการพื้นฐานเช่นนี้คือปัจจัยของชัยชนะ

แต่เงื่อนไขของสงครามการเมืองแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ชัยชนะไม่ใช่ “อำนาจของกำลัง” แต่เป็น “อำนาจของความคิด” เพราะสุดท้ายแล้วมนุษย์ต่อสู้ด้วยอำนาจทางความคิด ซึ่งอำนาจเช่นนี้คือจักรกลในสมองที่จะตอบว่า มนุษย์จะดำเนินการต่อสู้หรือไม่ และเมื่อการต่อสู้ถูกยกระดับขึ้นแล้ว คนที่เข้าร่วมการต่อสู้มักจะไม่กลัวการปราบปราม … คนจะไม่กลัวอาวุธ แต่คนจะต่อสู้ด้วยความรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมที่พวกเขาได้รับ และมีความรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นร่วมกัน

ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจต่อสู้เพื่อ “กวาดล้างอธรรม” ให้หมดไป เพื่อชีวิตที่ดีกว่าในอนาคต แต่สำหรับชนชั้นนำและบรรดาปีกขวาจัดทั้งหลายนั้น พวกเขาต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่าในปัจจุบัน และต่อสู้เพื่อปกป้องอภิสิทธิ์และผลประโยชน์ที่มีอยู่เฉพาะหน้า ด้วยความพยายามในการดำรง “สถานะเดิมทางสังคม” เพื่อไม่ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่จะกระทบต่อสถานะของพวกเขา

นักคิดทางยุทธศาสตร์ตอบได้ดีว่า สภาวะเช่นนี้คือ จุดเริ่มต้นของ “การก่อความไม่สงบ” ที่คนในสังคมส่วนหนึ่งเริ่มเกิดอาการ “ชิงชัง” รัฐ เพราะรัฐเป็นตัวแทนของความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม และหากการต่อสู้ถูกยกระดับขึ้นถึงจุดสำคัญแล้ว ก็อาจนำไปสู่ “การต่อต้านรัฐด้วยความรุนแรง” หรือในระดับสูงสุดคือ “การต่อต้านรัฐด้วยกำลังอาวุธ” อันเป็นพื้นฐานที่จะปูทางไปสู่สภาวะของ “สงครามกลางเมือง” ในตัวเอง ฉะนั้นคงไม่ผิดนักที่ชัยชนะของสายเหยี่ยวที่ใช้กำลังในการปราบปรามผู้เห็นต่างจะมีส่วนอย่างสำคัญในการช่วย “จุดไฟสงคราม” ในบ้านให้ลุกลามขึ้น เพราะยิ่งปราบปรามมากเท่าใด ความแตกแยกทางการเมืองก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

สงครามคอมมิวนิสต์ทั้งในอินโดจีน และในบ้านของไทยเอง ยังคงเป็นข้อเตือนใจในทางยุทธศาสตร์เสมอ เว้นแต่ผู้ปกครองยุคหลังจะ “เหลิงอำนาจ” จนไม่มีบทเรียนการสงครามเหลือให้คิด และพาประเทศหวนคืนสู่วงจรความขัดแย้งใหญ่อีกครั้งในยุคหลังสงครามคอมมิวนิสต์

สภาวะเช่นนี้ อาจกล่าวเป็นข้อสังเกตในทางยุทธศาสตร์ได้ว่า “สงครามการเมือง” ที่ไม่มีจุดจบคือ จุดเริ่มต้นของ “สงครามกลางเมือง” ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรืออย่างน้อยคงต้องยอมรับว่า การปราบปรามทางการเมืองเป็นเงื่อนไขที่ดีของ “การกบฎ” หรือที่นักการทหารในสงครามนอกแบบเรียกอีกปัญหาเช่นนี้ว่า “การก่อความไม่สงบ” ที่มักจะมีลักษณะเป็น “สงครามยืดเยื้อ” และปฏิเสธไม่ได้ว่า สงครามเช่นนี้จะเป็นปัจจัยโดยตรงของการบั่นทอนพลังของสังคม

ชัยชนะของสายเหยี่ยวในการเมืองวันนี้ อาจจะทำให้ชนชั้นนำ ผู้นำทหาร และบรรดาผู้นำปีกขวาจัดในการเมืองไทยมีความมั่นใจอย่างมากว่า การปิดล้อมจับกุมผู้เห็นต่างกำลังพาพวกเขาเดินไปสู่ชัยชนะ แต่ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ตระหนักในด้านกลับว่า ชัยชนะเช่นนี้กำลังนำไปสู่สาวะของสงครามการเมืองที่ยืดเยื้อ และพาประเทศเข้าไปติด “กับดักความขัดแย้ง” ที่สุดท้ายแล้ว ไทยจะกลายเป็น “ผู้ทุพลภาพแห่งเอเชีย” ที่อนาคตของประเทศมีแต่ความขัดแย้งทางการเมืองที่รออยู่เบื้องหน้า

สายชนวนของ “การก่อความไม่สงบ” กำลังถูกจุดขึ้นแล้วในสังคมไทยด้วยชัยชนะของ “สายเหยี่ยว” ที่รอเวลาปะทุเป็นความขัดแย้งใหญ่!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร