bg-single

10 ฉากสุดท้าย…ของผู้นำทหาร! | สุรชาติ บำรุงสุข

24.08.2023

หากพิจารณาการสิ้นสุดอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้นำทหารทั้งหลาย จากยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เริ่มจากรัฐประหารพฤศจิกายน 2490 จนถึงปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า “เก้าฉากสุดท้าย” ของผู้นำทหารในการเมืองไทยมีความแตกต่างกันในแต่ละแบบอย่างน่าสนใจ

อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้นำทหารใส่ใจกับประวัติศาสตร์การเมืองไทยอย่างจริงจังแล้ว พวกเขาอาจจะพบว่า ประวัติศาสตร์ให้คำตอบที่ชัดเจนสำหรับอนาคตของพวกเขา ซึ่งผู้นำทหารที่เป็นนายกรัฐมนตรีแต่ละคนต้องตัดสินใจ “เลือกครั้งสุดท้าย” เพื่อกำหนดเส้นทางชีวิตของตนเอง ซึ่งผลที่เกิดขึ้นอาจจะคาดเดาไม่ได้ด้วย!

(Photo by HO / BANGKOK METROPOLITAN ADMINISTRAT / AFP)

ฉากทัศน์ที่ 1: 2516- ถูกขับไล่ จนต้องลี้ภัย

กรณีที่ 1 เป็นคำตอบจากประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เมื่อผู้นำหลักทั้งสามของรัฐบาลทหารในขณะนั้น คือ นายกรัฐมนตรี “จอมพลถนอม กิตติขจร” และคณะคือ จอมพลประภาส จารุเสถียร พันเอกณรงค์ กิตติขจร ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน และสูญเสียความชอบธรรมในหลายกรณี จนสุดท้ายนักศึกษาและประชาชนตัดสินใจลุกขึ้นสู้ จนเป็นการประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่ใหญ่ที่สุดในการเมืองไทย รัฐบาลทหารพ่ายแพ้การต่อสู้บนถนน จนสุดท้ายแล้ว ผู้นำทหารทั้งสามต้องลงจากอำนาจ และลี้ภัยไปต่างประเทศ

ฉากทัศน์ที่ 2: 2535- ถูกไล่ จนต้องลาออก

กรณีที่ 2 มาจากเหตุการณ์ “พฤษภาคมทมิฬ 2535” เมื่อผู้นำทหารในช่วงเวลาดังกล่าว คือ นายกรัฐมนตรี “พลเอกสุจินดา คราประยูร” ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน อันเป็นผลจากการยึดอำนาจในเดือนกุมภาพันธ์ 2534 และรัฐบาลถูกต่อต้านอย่างมาก จนขยายตัวเป็นการประท้วงขนาดใหญ่ของนักศึกษา และประชาชนอีกครั้ง แต่ผู้นำทหารตัดสินใจใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม และจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของรัฐบาลและกองทัพในปี 2535 จนนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้นำทหารต้องยอมลาออก อันเป็นการพ่ายแพ้ทางการเมืองครั้งใหญ่อีกครั้งของทหารในการเมืองไทย

ฉากทัศน์ที่ 3: 2500- ถูกรัฐประหาร

กรณีที่ 3 เกิดขึ้นเมื่อนายกรัฐมนตรี “จอมพล ป. พิบูลสงคราม” และกลุ่มสายราชครูพยายามที่จะสืบทอดอำนาจ ด้วยการอาศัยการ “โกงการเลือกตั้ง” ผลจาก “การเลือกตั้งสกปรก” ในปี 2500 ทำให้เกิดการต่อต้านในหมู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง และตามมาด้วยการประท้วงขนาดใหญ่ของนิสิต นักศึกษา จนกลายเป็นช่องทางให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ใช้เป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหาร และจอมพล ป. ต้องลี้ภัยไปญี่ปุ่น เขาเป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนแรกในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ต้องลี้ภัยทางการเมือง และจบชีวิตลงในต่างแดน

ฉากทัศน์ที่ 4: 2514- รัฐประหารตนเอง

กรณีที่ 4 เป็นรัฐประหารที่แปลกที่สุด เมื่อนายกรัฐมนตรี “จอมพลถนอม กิตติขจร” ไม่สามารถทนแรงกดดันทางการเมืองได้ และตัดสินใจยึดอำนาจรัฐบาลตนเองในเดือนพฤศจิกายน 2514 ฉะนั้น การตัดสินใจ “ยึดอำนาจตนเอง” กลายเป็นทางเลือกของผู้นำทหารที่อยากสืบทอดอำนาจเสมอ แต่ก็ต้องตระหนักว่า สุดท้ายแล้วการยึดอำนาจตนเองเช่นนี้ไปจบลงด้วยการประท้วงใหญ่ และปิดฉากรัฐบาลทหารลงในปี 2516

ฉากทัศน์ที่ 5: 2523- รัฐประหารเงียบ

กรณีที่ 5 เป็นตัวแบบคลาสสิคของการล้มผู้นำทหารในการเมือง คือ การ “ถูกจี้” ให้ลงจากอำนาจ ดังเหตุการณ์เมื่อนายกรัฐมนตรี “พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์” เผชิญแรงกดดันทางการเมือง แต่พยายามที่จะอยู่ในอำนาจต่อไป จนสุดท้ายแล้ว กลุ่มยังเติร์กที่ผลักดันพลเอกเกรียงศักดิ์ขึ้นสู่อำนาจ ตัดสินใจใช้ “กำลังบังคับ” หรือเป็น “รัฐประหารเงียบ” จนนายกรัฐมนตรีต้องประกาศการลาออกกลางสภาในเดือนกุมภาพันธ์ 2523

ฉากทัศน์ที่ 6: 2540- ออกเอง

กรณีที่ 6 เป็นการตัดสินใจที่ผู้นำทหารมักจะไม่ยอมเลือก แต่เมื่อ นายกรัฐมนตรี “พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ” เผชิญกับแรงต่อต้านจากการประกาศขึ้นภาษีน้ำมัน ส่งผลให้เกิดการประท้วงจากกลุ่มนักธุรกิจและภาคประชาสังคม ที่บริเวณย่านสีลมและหน้าทำเนียบรัฐบาล ทำให้นายกรัฐมนตรีได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน 2540 เพื่อไม่ให้การประท้วงลุกลามขยายตัวในสังคมไทย ซึ่งเป็นการตัดสินใจลาออกด้วยตนเอง แต่ไม่ใช่การถูกบังคับจากฝ่ายทหาร และเป็นกรณีที่ถูกยกขึ้นเป็นตัวอย่างที่ผู้นำทหารยอมตัดสินใจลาออก

ฉากทัศน์ที่ 7: 2550- ไม่สืบทอดอำนาจ

กรณีที่ 7 เกิดเมื่อรัฐบาลทหารของนายกรัฐมนตรี “พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์” เข้ามารับหน้าที่หลังรัฐประหารกันยายน 2549 แต่รัฐบาล “ขิงแก่” ไม่ประสบความสําเร็จในทางนโยบาย และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในหลายเรื่อง จึงตัดสินใจยุติบทบาทด้วยการเปิดการเลือกตั้งในเดือนธันวาคม 2550 เพื่อถ่ายโอนอำนาจ และเป็นรัฐบาลทหารที่มีอายุสั้นมากเพียง 1 ปีเศษเท่านั้น แต่ก็เป็นโอกาสให้พลเอก สุรยุทธ์ สามารถมีบทบาทในสังคมได้ในเวลาต่อมา

ฉากทัศน์ที่ 8: 2531- ลาออกดีกว่า

กรณีที่ 8 บอกถึงการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี “พลเอกเปรม ติณสูลานนท์” ซึ่งเป็นหนึ่งในรัฐบาลที่มีอายุยืนยาวมากที่สุดชุดหนึ่งในการเมืองไทย คือ 8 ปี 5 เดือน จนเมื่อเกิดการเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม 2531 และสังคมเริ่มส่งสัญญาณถึง ความต้องการนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง พลเอกเปรมตัดสินใจสุดท้ายที่จะยุติบทบาททางการเมือง ด้วยคำกล่าวว่า “ผมพอแล้ว” อันส่งผลให้เกิดการจัดตั้งรัฐบาลที่มีนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกหลังเหตุการณ์ตุลาคม 2519 และการยุติบทบาทช่วยลดกระแสต้านรัฐบาลลงทันที

ฉากทัศน์ที่ 9: 2506- ตายในตำแหน่ง

กรณีที่ 9 เป็นสถานการณ์ที่ผู้นำทหารเสียชีวิตในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คือ “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” มีอาการป่วย และถึงแก่อสัญกรรมในต้นเดือนธันวาคม 2506 เขาจึงเป็นผู้นำทหารคนเดียวที่เสียชีวิตในระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่เขาก็ทิ้งมรดกทั้งทางการเมืองและส่วนตัว จนกลายเป็นเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในสังคมไทย แม้กระนั้นผู้นำทหารในสายอำนาจนิยมก็มักจะฝันถึงการเป็น “สฤษดิ์สอง” ที่มีอำนาจและความมั่งคั่งเสมอ ทั้งที่ในความเป็นจริง เงื่อนไขและบริบทของการเมืองไทยไม่เอื้อให้เกิดภาวะเช่นนั้น

ฉากทัศน์ที่ 10: 2566- ประกาศวางมือ?

ผู้นำทหารที่เป็นนายกรัฐมนตรีทุกคนมักต้องการที่จะอยู่ในอำนาจอย่างยาวนานเสมอ แต่จาก 9 ฉากทัศน์ในข้างต้นเป็นดัง “เครื่องเตือนใจ” อย่างดีแก่การตัดสินใจของผู้นำทหาร และยังเตือนใจแก่บรรดาทหารการเมืองว่า อำนาจทางการเมืองของทหารในการเมืองไทยไม่ยั่งยืนเสมอไป และอาจล้มพังทลายได้เมื่อเผชิญกับแรงเสียดทานใหญ่จากสังคม

(หมายเหตุ : ฉากทัศน์ที่ 10 อัพเดตโดยกองบรรณาธิการ เนื่องจากบทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อปี 2564 โดยขณะนั้นพล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่ได้ประกาศท่าทีทางการเมืองอย่างเป็นทางการ)

(Photo by PORNCHAI KITTIWONGSAKUL / AFP)

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร