bg-single

เกษียร เตชะพีระ : วิธีลักจำจากครู (จบ)

14.07.2017

ย้อนอ่านตอนแรก คลิก

เมื่อผมเริ่มเรียนหนังสือกับครูเบ็น แอนเดอร์สัน (ค.ศ.1936-2015) นั้นเป็นช่วงหลังออกจากป่าและแสวงหาครั้งที่สองด้วยการฝังตัวอยู่ในห้องสมุด จมอยู่กลางกองตำรานานาทฤษฎีและสิงสู่อยู่ตามห้องสัมมนาอภิปราย

จนผ่านการชักชวนของอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ผมได้เขียนจดหมายแนะนำตัวเองถึงครูเบ็น แกติดตามมาสัมภาษณ์พูดคุยด้วยที่ธรรมศาสตร์ จนผมสมัครชิงทุนได้ไปเรียนต่อที่โครงการเอเชียอาคเนย์ศึกษา มหาวิทยาลัยคอร์แนล เมืองอิทากะ มลรัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

สิ่งแรกที่ผมทำเมื่อไปถึงคอร์แนลช่วงก่อนเปิดเทอมฤดูใบไม้ร่วง เดือนสิงหาคม พ.ศ.2528 คือหมกตัวนั่งอ่าน The Poverty of Theory and Other Essays (ค.ศ.1978) ของ E.P. Thomson นักประวัติศาสตร์สังคมนิยมชาวอังกฤษชื่อดังอยู่ในห้องสมุดจนจบเล่ม

คน 6 ตุลาฯ รุ่นผมเติบโตทางปัญญาและรู้สำนึกทางการเมืองมากับขบวนการนักศึกษาฝ่ายซ้ายและหน่วยจัดตั้งของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ผ่านประสบการณ์ตรงของการถูกปราบปรามไล่ล่าโดยฝ่ายขวาจัดและกลไกรัฐเมื่อ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 และความขัดแย้งล่มสลายของขบวนการปฏิวัติด้วยอาวุธใต้การนำของคอมมิวนิสต์ในเขตชนบทป่าเขา

ดังนั้น ถึงแม้จะเปลี่ยนแนวคิดความเชื่อทางอุดมการณ์ไปแล้ว แต่ก็ยังคุ้นชินยึดติดกับวิธีเรียนรู้ที่มองหาทฤษฎีทั้งชุดอย่างเป็นระบบ ต้องการคำถามและคำตอบใหญ่ๆ ที่ครอบคลุมเบ็ดเสร็จโดยภาพรวม เนื่องจากโตมาอย่างนั้น คุ้นเคยแบบนั้น และแสวงหาสิ่งนั้นแม้จะเปลี่ยนที่เรียนรู้และครูไปแล้วก็ตาม

ปัญหาก็คือครูเบ็นไม่มีทฤษฎีสำเร็จรูปเป็นระบบทั้งชุดจะประสิทธิ์ประสาทให้ใคร

ผมตั้งอกตั้งใจนั่งเรียนนั่งฟังคำบรรยายและสัมมนาวิชา The Military and Politics และ Plural Society Revisited จากแกในช่วงสองปีแรกของการเรียนที่คอร์แนล แล้วก็ให้หงุดหงิดว่างโหวงใจเหลือกำลัง (ภาษาอีสานคงใช้คำว่า “โหยหวนใจเด๊”) คือฟังๆ ดูแล้วก็เต็มไปด้วยข้อสังเกตและความเข้าใจหยั่งลึกที่เฉียบแหลมลึกซึ้งแยบคายเฉพาะเรื่องเฉพาะประเด็นปลีกย่อยยุบยิบโดยเฉพาะในทางภาษาและการเมืองวัฒนธรรม

แต่ควานหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอทฤษฎี

มิพักต้องพูดถึงแนวคิดทฤษฎีใหญ่ทั้งชุดที่เป็นระบบแบบลัทธิมาร์กซ์ที่ผมคุ้นเคย หายังไงก็ไม่พบ เรียนยังไงก็ไม่รู้ ดูยังไงก็ไม่เจอ ต่างจากการเรียนในวิชาอื่นที่มักแถลงสาธิตแนวคิดทฤษฎีชัดเจน

นับวันยิ่งเรียนยิ่งรู้สึกไม่ค่อยเข้าใจครูเบ็นและพลอยแปลกต่างออกห่างจากแกไปเรื่อยๆ

จนวันหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นเพราะแรงบันดาลใจจากแบบอย่างการวิเคราะห์วิจารณ์การเมืองวัฒนธรรมของนักคิดบางคนที่ผมได้เรียนมาในวิชาอื่น (Walter Benjamin นักวิจารณ์วรรณกรรมและวัฒนธรรมศึกษาเยอรมันเชื้อสายยิว ค.ศ.1892-1940 โดยการชี้แนะของศาสตราจารย์ Susan Buck-Morss ผู้สอนทฤษฎีการเมืองสมัยใหม่)

และก็อาจเป็นเพราะเบื่อเหลือกำลังกับการหาทฤษฎีไม่เจอเสียทีจากครูเบ็น ผมก็เลยมาตั้งนะโมตัสสะใหม่ว่า…

ในเมื่อมองหาทฤษฎีเท่าไหร่ไม่เจอก็ไม่ต้องไปหามันแล้ว แต่มาดูอย่างเป็นรูปธรรมเลยว่า เวลาครูเบ็นศึกษาประเทศหนึ่งๆ การเมืองวัฒนธรรมของสังคมหนึ่งๆ หรือเรื่องหนึ่งๆ นั้น แกดูอะไร? สนใจสิ่งใด? ตรงไหนและอย่างไร? ศึกษามันยังไง? ด้วยกลวิธีกระบวนท่าแบบใด? โดยอารมณ์ความรู้สึกและมุขขำเสียดเยาะอย่างไร?

แล้วจากนั้นก็ “ลอกเลียนแบบ” หรือ mimicking วิธีของครูอย่างทื่อๆ ตรงๆ มาในกรณีศึกษาที่เราสนใจนั่นแหละ

ผมกลับไปค้นอ่านและสังเกตทบทวนงานชิ้นต่างๆ ของครูเบ็นที่เคยผ่านตาอีกครั้ง จากนั้นก็ลองทำการลอกเลียนแบบวิธีศึกษาของครูเบ็นมาใช้ในกรณีประวัติศาสตร์การเมืองวัฒนธรรมไทยดู นี่เป็นที่มาของบทความ “Pigtail : A Pre-History of Chineseness in Siam” ที่ผมทำส่งครูเบ็นในวิชาสัมมนา Plural Society Revisited เมื่อปี พ.ศ.2531

และต่อมาตีพิมพ์ในวารสาร Sojourn, 7 : 1 (February 1992), 95-122. แล้วถูกนำไปรวมเล่มภายหลังสองครั้งในหนังสือ Alternate Identities : The Chinese of Contemporary Thailand (2001) ซึ่ง Tong Chee Kiong & Chan Kwok Bun เป็นบรรณาธิการ และ The Chinese Diaspora in the Pacific (2008) ที่ Anthony Reid เป็นบรรณาธิการ

ส่วนฉบับแปลเป็นไทย “หางเปีย : บุพประวัติของความเป็นจีนในสยาม” นั้นลงในรัฐศาสตร์สาร, 16 : 1-2 (ม.ค.-ส.ค.2533), 69-112. และผมนำไปรวมกับบทความอื่นๆ ของตัวเองในหนังสือ แลลอดลายมังกร : รวมข้อเขียนว่าด้วยความเป็นจีนในสยาม (พ.ศ.2537) อีกที

บทความนี้ผมรู้สึกว่าเป็น breakthrough ในกระบวนการเรียนรู้ของผมกับครูเบ็น

แกประทับใจและชอบอกชอบใจมันมาก และดูเหมือนจะเชื่อใจและเชื่อมือผมนับแต่นั้นมา

ทั้งยังส่งสำเนาบทความนี้ของผมไปให้ศาสตราจารย์ G. William Skinner ผู้บุกเบิกการศึกษาเรื่องชุมชนคนจีนในเมืองไทย ซึ่งเป็นเป้าวิเคราะห์วิจารณ์หลักของผมในบทความนั้นได้อ่านด้วย

 

เมื่อมันตีพิมพ์ครั้งแรกใน Sojourn ผมได้ลงข้อความขอบคุณครูเบ็นไว้ที่เตือนใจผมให้ได้คิดถึง “หางเปียที่ขาดหายและความเป็นเจ๊กที่หลงลืมไปแล้วของผม” (“my absent pigtail and forgotten Chineseness”)

ครูเบ็นเป็นครูที่สอนคุณอย่างห่างๆ และวางมือ แกชอบตั้งคำถามแปลกๆ ให้คุณชะงักคิดเพราะมันสวนทวนวิธีคิดปกติของคุณตอนนั้น

วิธีการเรียนรู้ของผมจากครูเบ็นจึงผ่านงานเขียนของแกเป็นหลัก ด้วยการอ่านทบทวน สังเกตและลอกเลียนแบบมากกว่าอื่น

เทียบกับอาจารย์คนอื่นแล้ว แกคอมเมนต์งานวิทยานิพนธ์ของผมไม่มากนัก เหมือนกับเมื่อไว้ใจแล้วว่าพอทำเองได้ ก็ปล่อยผมว่าไปเองตามถนัด

จะทักท้วงติติงก็ในประเด็นย่อยเป็นจุดๆ เรื่องข้อเท็จจริงหรือการตีความ มากกว่าเค้าโครงใหญ่ภาพรวมซึ่งแกปล่อยให้เป็นไปอย่างที่เราวาดวางเอง

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะตอนที่ผมเขียนวิทยานิพนธ์ แกไปวิจัยภาคสนามนานแรมปีอยู่ที่ฟิลิปปินส์ ติดต่อกันได้ทางไปรษณีย์เป็นหลักซึ่งไม่บ่อยนัก (ก่อนยุคอินเตอร์เน็ตแพร่หลาย)

เวลาพบปะพูดคุยกันซึ่งหน้า ก็มักเป็นเรื่องสารทุกข์สุกดิบส่วนตัว ประเด็นการเมืองไทยปัจจุบัน ตลกโปกฮา นินทาคนนั้นคนนี้ไปตามเพลง มากกว่าเรื่องวิชาการ

แม้เรียนจบคอร์แนลมาแล้ว แต่ครูเบ็นก็ยังคงห่วงใย ตามมาเยี่ยมเยียนเป็นระยะและเปิดโอกาสทางวิชาการใหม่ๆ ให้เสมอ

ผมได้รับความเมตตาอย่างนี้จากครูเบ็นหลายครั้ง ทำให้ได้มีโอกาสรู้จักผู้คน พบประสบการณ์และสร้างงานใหม่ๆ ที่คงไม่คิดจะทำหรือไม่ได้ทำถ้าไม่เป็นเพราะแกเชื่อมั่นและปรารถนาดีต่อผม

ไม่ว่าจะเป็นการไปพบปะเสวนากับเครือข่ายปัญญาชนนักเขียนนักหนังสือพิมพ์หัวก้าวหน้าในเครือข่ายของ Goenawan Mohamad ที่อินโดนีเซีย

การไปทดลองบรรยายสมัครเป็นอาจารย์ที่คอร์แนล หรือการเขียนบทความไปลงวารสาร New Left Review ซึ่งกลายเป็นบทความของนักวิชาการไทยคนแรกที่ได้ลงในวารสารนั้น (Kasian Tejapira, “Toppling Thaksin,” New Left Review, second series, 39 (May/June 2006), 5-37) ฯลฯ

ในทางกลับกัน ผมก็ได้พยายามนำข้อคิดงานเขียนของครูเบ็นบางชิ้นบางประเด็นมาประยุกต์อธิบายขยายความหรือแปลเรียบเรียงเพื่อเผยแพร่เป็นประโยชน์แก่วงวิชาการและสาธารณชนไทยเท่าที่มีกำลังและโอกาสจะทำ…

ลูกศิษย์ทุกคนโดยใจจริงก็อยากรู้แหละครับว่าครูมองดูและประเมินเราอย่างไร ผมเพิ่งมีโอกาสได้อ่านข้อคิดความเห็นของครูเบ็นเกี่ยวกับตัวผมตรงๆ ใน “คำนำของผู้เขียน” สำหรับหนังสือรวมบทความวิชาการของครูเบ็นเกี่ยวกับเมืองไทยเรื่อง Exploration and Irony in Studies of Siam over Forty Years (2014) ที่พิมพ์ออกมาราวหนึ่งปีก่อนท่านเสียชีวิต

อันที่จริงจะบอกว่า “ตีพิมพ์” ก็ไม่ถูกนัก เพราะ “คำนำฯ” ที่ว่านี้เกิดพลัดหลงในการสื่อสารระหว่างผู้เขียนกับบรรณาธิการผู้จัดพิมพ์จนหายไปไม่ได้รวมพิมพ์อยู่ในตัวเล่มหนังสือจริง หากแต่จัดพิมพ์แยกออกมาเป็นเอกสารต่างหากที่ครูเบ็นและบรรณาธิการส่งให้เพื่อนชาวไทยของครูเบ็น 4 รุ่น 15 คนซึ่งครูเขียนถึงใน “คำนำฯ” ดังกล่าว

ผมได้แปล “คำนำฯ” ที่ว่าลงในคอลัมน์การเมืองวัฒนธรรมของมติชนสุดสัปดาห์ต่อกันสองตอนในชื่อเรื่อง “ปัญญาชนสยาม 4 รุ่นผู้สอนจระเข้ว่ายน้ำ” เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2557 แต่แปลไว้เฉพาะส่วนที่ครูเบ็นเขียนถึงเพื่อนชาวไทย 14 คน โดยงดเว้นที่จะแปลสิ่งที่ครูเบ็นเขียนเกี่ยวกับตัวผมเอง เพื่อความเหมาะสม

ในโอกาสรวมเล่มหนังสือนี้ ผมจึงอยากถือโอกาสนำข้อความที่ครูเบ็นเขียนใน “คำนำฯ” ส่วนที่ยังไม่ได้แปลมาแปลลงไว้ ณ ที่นี้ :

“เกษียร เตชะพีระ. เกษียรซึ่งอ่อนวัยกว่า เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ไม่กี่ปี ก็หนีเข้าป่าไปด้วยเช่นกันในปี ค.ศ.1976 และมาเรียนรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยคอร์แนลในต้นคริสต์ทศวรรษที่ 1980 เขาทำให้ผมยินดีปรีดาด้วยความฉลาดปราดเปรื่อง กล้าหาญและเสียงหัวเราะของเขา นักศึกษาชาวเอเชียอาคเนย์ที่ดีคนอื่นๆ ซึ่งผมสอนมักจะเงียบและประหม่า แต่เกษียรไม่เป็นเช่นนั้นเลย เขาเป็นนักศึกษาไทยคนแรกที่ผมมีซึ่งคิดในเชิงทฤษฎี ข้อเขียนอันเศร้าหวนครวญคิดเรื่อง “Theses on the Philosophy of History” ของ วอลเตอร์ เบนจามิน นั้นเหมาะเจาะกับเขาอย่างยิ่งและสอนให้เขาเล่นกับประวัติศาสตร์สยามได้อย่างย้อนแย้ง นั่นเป็นที่มาของวิทยานิพนธ์อันปราดเปรื่องของเขา (ซึ่งต่อมาพิมพ์เป็นหนังสือ) ชื่อ “Commodifying Marxism : The Formation of Modern Thai Radical Culture, 1927-1958” ย่อหน้าท้ายๆ ที่แสบร้ายอย่างน่าอัศจรรย์ของบทความเรื่อง “Murder and Progress in Modern Siam” (“ฆาตกรรมกับความก้าวหน้าในสยามยุคสมัยใหม่”) ของผม (ซึ่งตีพิมพ์รวมอยู่ในหนังสือ ศึกษารัฐไทย ย้อนสภาวะไทยศึกษา : ว่าด้วยการเมืองไทยสมัยใหม่ หน้า 108-132) นั้นเป็นข้อเขียนของเขาทั้งหมด”

ขอขอบพระคุณบ่าอันยิ่งใหญ่ของครูที่ให้ผมได้อาศัยเกาะและมองโลกกว้างไกลออกไป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร